หน้าบ้านเว็บ แนะนำบุคลากรภายใน สนง.วัฒนธรรม ภารกิจหลักของ สนง.วัฒนธรรม วิสัยทัศน์ของ สนง.วัฒนธรรม นโยบายของ สนง.วัฒนธรรม โครงการต่าง ๆ ของสนง.วัฒนธรรม กระดานข่าว / webboard เซ็นต์สมุดเยี่ยม / guestbook ผู้ดูแลเว็บสนง.วัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี
<-- น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบรูณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี . . .
     
  แผนที่ทางวัฒนธรรม
  ข้อมูลประจำจังหวัด
  ประวัติศาสตร์จันทบุรี
  สถานที่สำคัญของจังหวัด
  ของดีประจำท้องถิ่น
  วิถีชีวิตชาวจันท์
  ธรรมชาติวิทยา
  บุคคลสำคัญของท้องถิ่น
  ภูมิปัญญาชาวบ้าน
 
 

     งานทอเสื่อจันทบูรหรือเสื่อแดง จันทบุรีมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบ พื้นที่ส่วน
     หนึ่งใช้ทำนา มีพืชขึ้นอยู่ชนิดหนึ่ง คือ กก กกมีคุณสมบัติเหมาะแก่การทอเสื่อ อันเป็น
     สินค้าประเภทหัตถกรรมที่ขึ้นชื่อของจังหวัดจันทบุรี ชาวจันทบุรีรู้จักการทอเสื่อมาไม่
     ต่ำกว่า ๑๒๐ ปีมาแล้ว โดยผู้ริเริ่มกลุ่มแรกคือกลุ่มผู้นับถือศาสนาคาธอลิกที่อาศัยอยู่
     บริเวณวัดคาธอลิก หรือที่เรียกว่าหมู่บ้านญวน ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๒๕๔ บาทหลวงเฮิ๊ต
     ได้มาดูแลชาวคาทอลิกและได้นำพวกญวนที่มีฝีมือใน การทอเสื่อ และจากพระราช
     นิพนธ์เรื่องเสด็จประพาสเมืองจันทบุรี ในรัชกาลที่ ๕ ( พ.ศ.๒๔๑๙ )

     ทรงบันทึกว่า " เสื่อกกแดงนั้นมีแต่พวกญวนทำแห่งเดียว ทอเป็นผืนบ้างเป็นเสื่อ
     รวดบ้าง " ในสมัยนั้นการทอเสือต้องซื้อกกและปอจากชาวบ้านตำบลต่าง ๆ มาจัก มา
     ลอก กกที่ใช้ทอเสื่อคือกกกลมจะมีลำต้นกลวง ผิวมันและเหนียว เมื่อทอเป็นเสื่อจะให้
     สัมผัสที่นุ่มนวลขัดถูได้มัน ผู้คนจึงนิยม เมื่อนำกกมาจับเป็นเส้นเล็ก ๆ แล้วนำมาผึ่ง
และตากให้แห้งสนิทแล้ว จึงลงมือย้อมสีกกระยะแรก ๆ ใช้สีธรรมชาติจากเปลือกไม้หรือหัวพืช ซึ่งมี ๓ สีคือ สีแดงได้จากเปลือก
ยาง สีดำได้จากลูกมะเกลือและจากการนำกกไปหมักโคลน สีเหลืองได้จากหัวขมิ้นโขลกเอาน้ำมาต้มย้อม ต่อมาจึงได้เอานำสี
วิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ส่วนมากเป็นสีเยอรมันชนิดที่ใช้ยอมแพรและไหม การย้อมสีกกจึงสะดวกขึ้น หลังจากเส้นกกที่ย้อมสีแห้ง
แล้วจึงเริ่มกระบวนการทอเสื่อ พวกญวน มีความสามารถในการคิดประดิษฐ์ลวดลายต่าง ๆ เช่น รูปกุหลาบ รูปครุฑ ลายไทย ฯลฯ
เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเสื่อจันทบูรต้องมีสีดำ แดง และใช้ปอเป็นเส้นยืน ซึ่งจะทนทานกว่าเส้นยืนที่เป็นพลาสติก


    ต่อมามีการขุดพลอยที่จันทบุรี ทำให้ชาวจันทบุรีมีอาชีพที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การขุด
    พลอยและเจียระไนพลอย และเมื่อการขุดพลอยรุ่งโรจน์ขึ้น พ่อค้าพลอยร่ำรวยอย่างรวด
    เร็ว จึงเป็นเหตุจูงใจให้ชาวหมู่บ้านญวนหันมาค้าพลอย เจียระไนพลอย อาชีพทอเสื่อของ
    หมู่บ้านญวน ก็ค่อย ๆ ซบเซาลงจนเกือบจะสูญหายไป

    กิจกรรมทอเสื่อเริ่มรุ่งเรืองอีกครั้ง เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๓ โดยสมเด็จพระนางเจ้า
    รำไพพรรณีพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงส่งเสริมให้
    ข้าราชบริพารในวังสวนบ้านแก้ว ( ปัจจุบันคือสถาบันราชภัฏรำไพพรรณี )

ทอเสื่อกกแล้วนำไปประดิษฐ์ เป็นเครื่องใช้แบบต่าง ๆ เช่น กระเป๋าถือ เข็มขัด แผ่นรองจาน ฯลฯ ผู้ทอเสื่อได้เห็นรูปแบบ
ผลิตภัณฑ์ที่แปลกตาก็เกิดความคิดที่จะประดิษฐ์ของใช้ใหม่ ๆ ขึ้น เช่น เสื่อม้วน เสื่อเม้มริม เป็นต้น การทอเสื่อจึงเริ่มฟื้นฟู
อีกครั้งหมู่บ้านที่สามารถปลูกกกและทอได้เอง เช่น หมู่บ้านขอม บ้านลาว บ้านบางสระเก้า บ้านเสม็ดงาม ฯลฯได้เริ่มทอเสื่อกัน
อย่างกว้างขวางรวมไปถึงหมู่บ้านตำบาลบางกะไชย บ้านตะกาดเง้า บ้านหนองคัน พร้อมทั้งมีการขยายพื้นที่ปลูกกกออกไปอีก
ต่อมาชาวบ้านได้รวมตัวกันนำวิธีผลิต และแนวความคิดจากวังสวนบ้านแก้วมาใช้ นางสุริยา แก่นจันทร์ จากกลุ่มเกษตรกร
ทอเสื่อกกบางสระเก้า เล่าว่า

กลุ่มเกษตรกรทอเสื่อเริ่มต้นปี พ.ศ.๒๕๑๕ มีการแบ่งกลุ่มปลูก กลุ่มที่ทำเส้นกก กลุ่มทอ
กลุ่มเย็บระยะแรก ๆ มีการเย็บเป็นกระเป๋า จานรองแก้ว เสื่อพับ โดยอาศัยรูปแบบจากวัง
สวนแก้ว ดัดแปลงตามความต้องการของลูกค้าและเริ่มขยายงานเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๑ - ๒๕๒๔
เพราะมีลูกค้าสนใจมาก การแปรรูปจากเสื่อกกมาเป็นเสื่อบุฟองน้ำนั้น เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕
มีการผลิต เพื่อขายต่างประเทศด้วย เช่นประเทศญี่ปุ่น ตลาดการขายผลิตภัณฑ์หัตถกรรม
ประเภทเสื่อกก มีทั้งในกรุงเทพฯ และ ในต่างจังหวัดเพราะเป็นสินค้าที่ซื้อหาใช้เอง และเป็น
ของฝากหรือของที่ระลึกได้เป็นอย่างดี ส่วนตลาดต่างประเทศแถบเอเชียและอเมริกา จะเป็น
รูปของกล่องใส่เครื่องประดับ ของที่ระลึก ซึ่งใช้สีดำแดงเป็นส่วนใหญ่

การเตรียมกก เดิมชาวบ้านจะใช้ต้นกกที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ มาใช้ทอเสื่อ ต่อมาเมื่ออาชีพการทอเสื่อเป็นที่แพร่ หลาย ต้นกก
ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติไม่เพียงพอที่ จะนำมาทอเสื่อ จึงได้มีการทำนากกขึ้น ผู้ที่จะทำ นากกได้นั้น ต้องมีที่ดินในที่ราบลุ่มน้ำท่วม
ถึง เริ่ม ด้วยการไถคราดเก็บวัชพืชต่าง ๆ ออกเช่นเดียวกับถ การทำนา เมื่อเตรียมดินเสร็จก็ต้องหาหัวกกใหม่ ซึ่งมีลักษณะเป็น
แง่คล้ายหัวข่ามีหน่ออ่อนของกกโผ่ลขึ้นมา และนำไปปลูกวิธีเดียวกับการทำนาข้าว เมื่อกกอายุได้ ๑ - ๒ เดือน ต้องไปกำจัดวัชพืช
และใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ คือ ปุ๋ยยูเรีย รอจนกกอายุได้ ๔-๕ เดือน จึงสามารถตัดมาใช้ได้ สีที่ย้อมยากที่สุดถ ได้แก่ สีขาว ส่วนชาว
จันทบรีนิยมที่จะใช้สีของกกที่แห้งเองตามธรรมชาติ (สีออกเหลืองนวลอ่อน ๆเกือบขาว) โดยคัดเลือกจากกกที่มีลำต้นค่อนข้างอ่อน
ผิวกกจึงจะมีสีเสมอกัน แล้วนำไปต้มในน้ำเดือดผสมเกลือเล็กน้อย เพื่อคงสภาพสี และป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อรา

กกที่ตัดมาจะนำมาผ่าเป็นซีกเล็ก ๆ ๓-๔ ซีกต่อต้น ชาวบ้าน
เรียกว่า " การจักกก " นำกกที่จักแล้วมามัด แล้วนำไปผึ่ง
ลมให้แห้สนิท ก่อนที่จะนำเส้นกกไปย้อมสี ให้นำกกที่แห้ง
สนิทไปแช่น้ำให้นิ่มเสียก่อน สีที่ใช้ย้อมมักใช้สีชนิดเดียว
กันกับสีย้อมไหม 

นอกเหนือจากกกที่เป็นวัสดุสำคัญในการทอเสื่อแล้ว ยังมี " เอ็น " ที่ใช้ร้อยฟืม เพื่อใช้ในการ
ทอเสื่อด้วยเอ็นที่ใช้นั้นจะทำมาจากต้นปอกระเจา ซึ่งสามารถปลูกได้ง่ายมาก โดยการนำเมล็ด
ปอมาหว่านบนพื้นดินที่เตรียมไว้ คล้ายการปลูกกก จะต้องหว่านให้แน่นเมื่อเวลาปอกระเจา
โตขึ้นจะทำให้ลำต้นตราสูง และไม่มีกิ่งเวลาลอกเปลือกจากลำต้นจะทำได้โดยสะดวกระยะเวลา
ที่ปลูกปอประมาณเดือนพฤษภาคม ใช้เวลา ๕-๖ เดือนจึงสามารถนำมาใช้ทำเป็นเอ็นได้

วิธีทำเอ็นให้ลอกเปลือกปอ ออกมาขูดให้เหลือแต่ใย ซึ่งเหนียวมาก แล้วนำไปตากให้แห้งแล้วนำมาย้อมสีเป็นอ่อน เมื่อเวลานำ
ไปทอกับกก สีจะได้กลมกลืนกัน จากนั้นจึงนำเส้นปอไปฉีกให้เป็นเส้นฝอย โดยดึงผ่านตะปูหรือเหล็กแหลม แล้วนำไปปั่นเป็น
เส้นเอ็นที่มีความยาวติดต่อกันพันใส่แกนไม้ไว้ใช้สำหรับทอเสื่อต่อไป

วิธีการทอเสื่อ อุปกรณ์ที่ใช้ในการทอเสื่อ จะประกอบด้วย

- กกย้อมสีต่าง ๆ ที่ตากแห้งแล้ว
- เอ็น
- ฟืม
- ไม้พุ่งกก
- ม้ารองนั่ง

ก่อนที่จะทอเสื่อต้องนำเอ็นมาขึงไว้กับกก ( ไม้ ๒ อัน ฟืมอยู่ตรงกลาง ) โดยร้อยเอ็นผ่านถ รูฟืมจนเต็มฟืม การทอเสือนั้นส่วนมาก
จะใช้คนทอ ๒ คน ให้คนหนึ่งเป็นคนพุ่งกกเข้าไประหว่างฟืมกับเอ็นแล้วอีกคนจะเป็นคนเลื่อนฟืมมากระทบเส้นกกให้เข้าชิดติด
เป็นผืนเดียวกัน




งานจักสาน งานจักสานเป็นหัตถกรรมที่เกิดขึ้น จากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่นำวัสดุในท้องถิ่นมาผลิตเป็นเครื่องใช้ ซึ่งมี
มาแต่เดิม แหล่งผลิตงานจักสานของจันทบุรีพบตามหมู่บ้านในชนบทซึ่งมักจะผลิตขึ้นใช้เอง เครื่องจักสานที่ยังคงอยู่ในความนิยม
คือ เครื่องจักสานจากต้นคล้าและจากไม้ไผ่





     เครื่องจักสานจากต้นคล้า ต้นคล้า เป็นพืชที่ชอบขึ้นในที่ชุ่มขึ้นตลอดปี และบริเวณ
     แถบเชิงเขา มีลักษณะลำต้นกลม ผิวของเปลือกมีสีเขียว ( ถ้าต้นแก่จะมีสีเขียวเข้ม ) มีดอก
     สีขาว มักชอบขึ้นเป็นกอ ๆ เปลือกของต้นคล้าที่แก่จะเหนียวสามารถนำมาจักผึ่งแดดให้
     แห้งแล้ว จึงนำมาสานเป็นเสื่อ เรียก "เสื่อคล้า" มักนิยมสานเป็นลายขัดหรือลายสอง กว้าง
     ยาวไม่กำหนด แล้วแต่ถ ความต้องการ เสื่อคล้าจะแข็งแรงทนทานแต่ไม่สะดวกในการ
     เคลื่อนย้าย จึงนิยมทำใช้แต่ในครัวเรือนเท่านั้น





งานเครื่องปั้นดินเผา จังหวัดจันทบุรีมีอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา ในช่วงประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๕ - ๒๔๗๐ โดยชาว จีน
ที่มีความรู้ทางด้านเครื่องปั้นดินเผา ได้มาตั้งแต่หลักแหล่งและประกอบอาชีพเครื่องปั้นดินเผา แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม

กลุ่มทำกระเบื้อง ผู้ที่ทำกิจการคนแรกคือ นายก๊วน แซ่ตั้ง มีโรงงานชื่อว่า " เด่นจันทร์ "

กลุ่มภาชนะดินเผา ผู้บุกเบิก คือนายฮับ ตันชัย มีโรงงานชื่อว่า " เจริญชัย "

งานเครื่องปั้นดินเผา มีการพัฒนารูปแบบ เทคโนโลยี จึงเกิดผลิตภัณฑ์หลากหลายเป็นที่
นิยม ทั้งในและต่างประเทศ
 
  กลับไปหน้าแรก หน้าต่อไป ( เครื่องประดับ อัญมณี )
 
 
รวบรวม เรียบเรียง และพัฒนาโดย : งานยุทธศาสตร์และแผนงาน
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี ถนนเลียบเนิน ต.วัดใหม่
อ.เมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 22000 เบอร์โทรศัพท์ 039 - 303298
ติดต่อผู้ดูแลระบบ
chan_culture@hotmail.com
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ออกแบบโดย    นายธนัฐ  ยังเหลือ....

ปรับปรุงและพัฒนาโดย   นายชวลิต  อยู่รอต....
- - - - - - - - - - - - - - - - -
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -