| |
|
| |
|
| |
|
| |
|
วิถีชีวิตของชาวญวน
เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจันทบุรีตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย จากประวัติวัดคาทอลิกจันทบุรี
ระบุว่าพระสังฆราชซังปิออง เดอ ซิเซ ให้บาทหลวงเฮิ้ตเดินทางมาดูแลคาทอลิก
ชาวญวน
ซึ่งอพยพหนีภัยการบีบคั้นทางศาสนาในญวนเข้ามาอยู่ในจันทบุรีหลายสิบปี
ก่อนที่
บาทหลวงเฮิ้ตเดินทางมาถึงในปี พ.ศ.๒๒๕๔(สมัยพระเจ้าท้ายสระ)
พบว่าขณะนั้น จันทบุรีมีคาทอลิกชาวญวนจำนวนประมาณ ๑๓๐ คนบาทหลวงเฮิ้ต
ได้สร้างโบสถ์หลัง
เล็ก ๆ ขึ้น
ต่อมาได้มีการย้ายอีก ๓ ครั้ง จนมาตั้งอยู่ในบริเวณปัจจุบัน
จากนั้นชุมชนชาวญวนคริสต์
ก็ค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีโบสถ์เป็นศูนย์กลางของชุมชนและเป็นศูนย์รวมจิตใจ
ต่อมาเมื่อชุมชนญวนแถบริมแม่น้ำจันทบุรีไม่สามารถขยายเขตออกไปได้อีกจึงได้แยกไป
ตั้งในถิ่นอื่น เช่น อำเภอขลุง อำเภอท่าใหม่ และบ้านท่าแฉลบ |
|
| |
|
| |
 |
| |
|
| |
| |
วัดไผ่ล้อม
ตั้งอยู่ที่ตำบลจันทนิมิต เดินทางไปตามถนนศรีจันทร์ข้ามสะพานตรีรัตน์ซึ่งเป็นสะพาน
ข้ามแม่น้ำ
จันทบุรีไปเล็กน้อย มีแยกซ้ายไปวัดเป็นระยะทางอีกราว 500
เมตร ภายในวัด มีจิตรกรรมฝาผนัง
เก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายเกี่ยวกับพระเจ้าสิบชาติ
โบสถ์คาทอลิก
เป็นโบสถ์คริสต์นิกายคาทอลิก ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์
ตำบลจันทนิมิตสามารถ
เข้าทางเดียวกับวัดไผ่ล้อม เมื่อถึงวัดไผ่ล้อมแล้วเดินทางต่อไปอีกราว
1 กิโลเมตร หรือจากตัวเมือง
เดินทางข้ามสะพานวัดจันท์ไปตามถนนจันทนิมิตจะพบทางแยกขวาไปโบสถ์คาทอลิก
สถานที่แห่งนี้
มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า วัดแม่พระปฏิสนธินิรมลได้ชื่อว่าเป็นโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
มีรูปทรงทางสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่เรียกว่า ศิลปะแบบโกธิคตบแต่งด้วยกระจกสีติดผนัง
เป็นภาพทางคริสต์ศาสนา สวยงามมาก
บ้านพระยาวิสูตรโกษา (ฟัก
สาณะเสน)
พระยาวิสูตรโกษาให้ชื่อบ้านหลังนี้ว่า "ทับสาณะเสน"
ทับสาณะเสนตั้งอยู่ตรงข้ามกับด้านหลังของ
ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาจันทบุรี ปัจจุบันทับสาณะเสนเป็นส่วนหนึ่งของสำนักสงฆ์พระยา
วิสูตรโกษา หมู่ที่ 7 ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมืองจันทบุรี
มีเนื้อที่ 16 ไร่ ทับสาณะเสนเป็นหนึ่งใน
บ้านเก่าที่ยังพอมีให้เห็นในเมืองจันทบุรีทุกวันนี้ เจ้าของบ้านหลังนี้คือพระยาวิสูตรโกษา
(ฟัก
สาณะเสน) มีประวัติรุ่งโรจน์ย้อนหลังไปถึงสมัยรัชกาลที่
5 และที่ 6 ทรงช่องหน้าต่างโค้ง ประตูโค้ง
มองทะลุในแนวเดียวกันตลอด ลายฉลุช่องลมเหนือบานประตูและหน้าต่างมีรูปทรงเป็นลายเครือ
เถาที่ประดิษฐ์ตัวลายให้ผูกพันสอดเกี่ยวกันอย่างสวยงาม เป็นชั้นเชิงแปลกตา
ลายปูนปั้นของ
ตัวอาคารสะท้อนเงาอดีตย้อนไปถึงสมัยมณฑลจันทบุร ีนับเป็นแบบอย่างของตัวอาคารและสไตล์
หน้าต่างแบบศิลปะตะวันตกที่หาดูได้ยากแม้ในกรุงเทพฯเองก็ตามจากหลักฐานกรรมสิทธิ์ที่ดิน
แสดงให้เห็นว่าพระยาวิสูตรโกษาซื้อที่ดิน 16 ไร่นี้ รวม
4 แปลงในปี พ.ศ. 2456 - 2459 ดังนั้น
บ้านหลังนี้จึงน่าจะมีอายุประมาณ 80 กว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการบูรณะ
โบราณวัตถุและโบราณสถานของวัดจันทนาราม
1. แผ่นศิลา ขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร ยาว 2 เมตร หนา 10 เซนติเมตร
จำนวน 4 แผ่น
2. อุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2384
3. พระชัยมงคลพิชิตมารทรงรูปศิลาอ่อนแบบพม่า 1 องค์ หน้าตักกว้าง
66 เซนติเมตร สูง 78
เซนติเมตรวัดจันทนารามเป็นสถานที่ที่สำคัญในการจัดงานประเพณีลอยกระทง
โดยเริ่มจัด
ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2462 ในสมัยท่านพระครูครุนาถฯ ( แสง
สุปภาโส ) เป็นเจ้าอาวาสและมีการ
จัดงาน " ทอดผ้าป่าหิน " ขึ้นเป็นครั้งแรก จุดประสงค์เพื่อนำหินไปถมโคนเสาไม้ชายฝั่งแม่น้ำ
ป้องกันน้ำเซาะตลิ่ง
จิตรกรรมผาผนังโบสถวัดไผ่ล้อม
เป็นภาพจิตรกรรมที่อยู่ในพระอุโบสถหลังเก่าซึ่งได้เขียนเกี่ยวกับศาสนา
เป็นเรื่องราวใน
พุทธประวัติ |
|
| |
|
| |
 |
| |
|
| |
 |
| |
|
| |
ประเพณีการแข่งเรือ
สมัยก่อนประเพณีการแข่งเรือ เป็นที่นิยมกันมากโดยเฉพาะงานทิ้งกระจาด
แล้วได้สูญหายไปจนเมื่อประมาณเกือบสิบปีที่
ผ่านมานี้ ทางวัดจันทนารามได้จัดให้มีการฟื้นฟูประเพณีเก่าๆ โดยเฉพาะประเพณีการแข่งเรือ
ทางวัดได้เชิญเรือจากที่ต่าง ๆ
เช่น ที่วัดบางสระเก้า วัดพลับบางกะจะและวัดน้ำรัก ฯลฯ มาร่วมประเพณีในการแข่งเรือที่วัดจันทนารามนี้ด้วยในการแข่งเรือ
นี้ แต่ละลำก่อนที่จะทำการแข่งขัน จะต้องมีการเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือเพื่อเป็นสิริมงคลแก่เรือที่จะทำการแข่งขัน
และเพื่อเป็น
กำลังใจแก่ผู้พายเรืออีกด้วย สำหรับเรือที่ใช้ในการแข่งขันนั้นจะใช้เรือหางยาว
ฝีพายของแต่ละลำจะเลือกคนที่มีร่างกายแข็งแรง
เวลาพายจะต้องพายเป็นจังหวะ คือจะต้องยกพายพร้อมๆ กัน ซึ่งเมื่อได้ไปดูแล้วจะเห็นถึงความพร้อมเพรียงและความสามัคคี
ของฝีพายทั้งหมด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความสวยงามอีกด้วยในขณะที่ทำการแข่งขันเรือ
กองเชียร์ของแต่ละฝ่ายจะยกขบวน
กันมาเชียร์ฝ่ายตน โดยมีการเล่นกลองยาวอยู่ริมแม่น้ำ เพื่อให้พวกของตนมีกำลังใจ
ดูเป็นที่สนุกสนานครึกครื้นมากการแข่งเรือ
จะจัดแข่งขันในช่วงของเทศกาลวันลอยกระทง ทั้งนี้นอกจากจะฟื้นฟูประเพณี
เชื่อมความสามัคคีแก่หมู่คณะแล้ว ผู้ที่มาร่วมงานยัง
มีโอกาสได้ประกอบการกุศล เช่น ถวายผ้าไตรในช่วงของการจัดแข่งเรือด้วย |
| |
|
| |
 |
| |
|
| |
ประเพณีนมัสการพระพุทธไสยาสน์
จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นเทศกาลตรุษจีน จัดงาน ๙ วัน ๙ คืน โดยมีกิจกรรมต่าง
ๆ ดังนี้
๑. การเจริญพระพุทธมนต์ แสดงพระธรรมเทศนา
๒. กิจกรรมทอดผ้าป่าสามัคคี
๓. การถวายผ้าไตร
๔. ปิดทองพระพุทธไสยาสน์
๕. ตักบาตรพระประจำวัน
๖. ชมการแสดงมหรสพ การละเล่นต่าง ๆ
พระพุทธไสยาสน์
พระพุทธไสยาสน์นี้เป็นปูชนียวัตถุที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก สร้างขึ้นโดยความดำริของท่านพระเทพสิทธิมุนี
เจ้าอาวาส
วัดไผ่ล้อมในปัจจุบัน เพื่อเป็นพุทธบูชาแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนื่องจากในภาคตะวันออกยังไม่มีพระพุทธ
ไสยาสน์ ( พระนอน ) ให้ศาสนิกชนในภาคนี้ได้กราบไหว้ พระพิศาลธีรคุณ
( สมศักดิ์เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมในสมัยนั้น )
จึงได้ประชุมชาวบ้านฝ่ายสงฆ์ ข้าราชการและพ่อค้าในจังหวัดจันทบุรีให้จัดสร้างขึ้นภายในบริเวณวัดไผ่ล้อมตำบลจันทนิมิต
อำเภอเมืองจันทบุรี เริ่มดำเนินการก่อสร้างวิหารพร้อมองค์พระพุทธไสยาสน์ในปี
พ.ศ. 2520 ลักษณะขององค์พระพุทธไสยาสน์
ยาว 9 วา 9 นิ้ว ปางไสยาสน์ หันพระเศียรไปทางทิศตะวันออก มีพุทธลักษณะเป็นประติมากรรมผสมค่อนไปทางศิลปะสุโขทัย
สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กฉาบแต่งผิวแล้วลงรักปิดทอง มีแท่นฐานเป็นบัวคว่ำ
บัวหงาย ลักษณะยาวกว่าองค์พระเล็กน้อย
พร้อมวิหารครอบลักษณะ 2 ชั้น ทรงไทยประยุกต์ ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก
มีขนาดกว้าง 32.49 เมตรยาว 54.19 เมตร
บริเวณโดยรอบวิหารมีรั้วรอบแทนกำแพงแก้ว มีประตูเข้าออก 5 ประตู
ส่วนพื้นวิหารปูด้วยกระเบื้องหินอ่อนทั้งหลัง หลังคาเท
คอนกรีตมุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย ในวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2531
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์สยาม
มกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีสวมพระเกศพระพุทธไสยาสน์
ณ วัดไผ่ล้อมในช่วงเทศกาลตรุษจีน
จะมีงานนมัสการปิดทองพระพุทธไสยาสน์และมีมหรสพฉลองทุกปี |
| |
|
| |
|
| |
|