<-- น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบรูณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี . . .
แผนที่ทางวัฒนธรรม
ข้อมูลประจำจังหวัด
ประวัติศาสตร์จันทบุรี
สถานที่สำคัญของจังหวัด
ของดีประจำท้องถิ่น
วิถีชีวิตชาวจันท์
ธรรมชาติวิทยา
บุคคลสำคัญของท้องถิ่น
ภูมิปัญญาชาวบ้าน
ตำนานประจำท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี
ตำนานเรื่องเมืองจันทบุรีโบราณ
นานมาแล้วยังมีกษัตรย์ผู้ครองนครโบราณพระองค์หนึ่งเข้าใจว่านครนั้น คือ เมือง
จันทบุรี ที่เชิงเขาสระบาป ทรงพระนามว่าพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงสืบราชบัลลังค์มาจากใคร เมื่อใดไม่ทราบทราบแต่ว่า
พระองค์มีเอกอัครมเหสี และมีราชโอรสด้วยกันสองพระองค์ องค์โตทรงพระนามว่าเจ้าบริพงษ์ องค์น้องทรงพระนามว่าเจ้าวงษ์
สุริยมาศ ต่อมามเหสีสิ้นพระชนม์ พระเจ้าพรหมทัตได้ทรงอภิเษกมเหสีองค์ใหม่ขึ้นอีก ทรงพระนามว่าพระนางกาไว ซึ่งมีพระ
ศิริโฉมงามมาก เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าพรหมทัตยิ่งนัก และมีพระโอรสด้วยกัน ๑ พระองค์ ทรงพระนามว่าพระไวยทัต
พระนางกาไวเป็นผู้มีจิตใจอิจฉาริษยาในราชโอรสที่ประสูตจากพระมเหสีองค์เดิมและ
มักใหญ่ใฝ่สูงหวังจะให้พระไวยทัตราช โอรสครองนคร ตนจะได้มีอำนาจต่อไป หากว่า
พระเจ้าพรหมทัตเสด็จสวรรคตแล้ว จึงทรงวางแผนกำจัดเจ้าบริพงษ์ และเจ้าวงษ์สุริย
มาศ ซึ่งตามกฏมณเฑียรบาลย่อมมีสิทธิในราชสมบัติมากกว่า เพื่อมิให้เป็นที่กีดขว้าง
แผนงานของตน ความคิดนี้คงจะทรงคิดมาตั้งแต่แรกที่ได้ทรงเสกสมรส ครั้นเมื่อตนมี
พระราชโอรสก็ทรงดำเนินการเพื่อให้ พระเจ้าพรหมทัตซึ่งลุ่มหลงตนเป็นทุนเดิมอยู่
แล้ว ลุ่มหลงตนยิ่งขึ้นถึงกับมีการลอบทำเสน่ห์ยาแฝด ให้ทรงเสวยเพื่อให้หลงรัก แต่
เพียงองค์เดียว และเมื่อได้
โอกาสคราวใด ก็พยายามเท็จทูลให้พระเจ้าพรหมทัตกำจัดเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศเสีย โดยหาเรื่องยุยงว่าลูกเลี้ยง
ทั้งสองไม่ดีประการใดประการหนึ่งอยู่เสมอ พระเจ้าพรหมทัตแม้จะทรงเสน่หาในพระนางกาไวเพียงใดก็ยังทรงมีพระสติอยู่
ไม่ทำอะไรรุนแรงแก่ราชโอรส แต่ในที่สุดเพื่อตัดความรำคาญ จึงทรงเรียกพระราชโอรสทั้งสองมาชี้แจงเหตุผลให้พาไพร่พล
ไปสร้างเมืองเองใหม่ทั้งๆ ที่ทรงอาลัยในราชโอรสอยู่ ฝ่ายเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศแม้จะทรงทราบเบื้องหลังอยู่ แต่ด้วย
ความเกรงพระทัยในราชบิดา ก็เสด็จพาไพร่พลไปหาทำเลสร้างเมืองใหม่อยู่ทางเหนือ คือในเขตท้องที่อำเภอโป่งน้ำร้อน
จังหวัดจันทบุรีในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ใกล้แดนขอม ( เขมร ) เรียกกันว่า เมืองสามสิบ
เมื่อกลับไปถึงเมืองสามสิบแล้ว ได้เกลี้ยกล่อมผู้คน รวมรวมช้างศึก ม้าศึก ฝึก
อาวุธ และทำนุบำรุงให้เข้มแข็ง และได้ขอกำลังไปยังกษัตริย์ขอม ซึ่งประทับอยู่
ที่เมืองนครธมมาช่วยแก้แค้น โดยให้สัญญาว่าถ้าได้เมืองคืนแล้วจะแบ่งเมือง
ให้ กษัตริย์ขอมก็ยกมาช่วย กองทัพที่ยกมาใหม่ครั้งนี้เดินทัพมาด้วยความระมัด
ระวังไม่ประมาทเหมือนคราวที่แล้ว เมื่อมาถึงเมืองก็สร้างค่ายคู ประตู หอรบ
และตั้งพลับพลาประทับเตรียมไว้ต่อสู้ทัพในเมือง ข้างฝ่ายในเมืองคงจะประมาท
เพราะเคยชนะมาคราวหนึ่งแล้ว ฉะนั้นแม้ฝ่ายเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศ
จะส่งทูตมาเจรจาขอตกลงโดยดีก็หาได้ตกลงด้วยแต่อย่างใดไม่
ราชโอรสทั้งสองจึงได้ยกทัพเข้าโจมตี ฝ่ายในเมืองออกต่อสู้แต่ก็พ่ายแพ้ข้าศึกเข้าเมืองได้พระนางกาไวจึงได้ขนพระราชทรัพย์
ขึ้นหลังช้างที่เพนียด เปิดประตูเมืองที่จะหนีทรัพย์ที่จะขนไปไม่ทันก็ทิ้งส้วม ( เว็จ ) เป็นอันมาก ครั้นจวนตัวจะหนีไม้พ้นจริง ๆ
ก็ให้เอาเครื่องทองออกหว่านตามหลังขบวนของตน เพื่อล่อข้าศึกให้ข้าศึกพวงเก็บทรัพย์สินเหล่านั้น ตนจะได้ลงเรือหนีไปได้
โดยสะดวก
ตามตำนานเรื่องน
ี้ มีข้อควรพิจารณาหลายแห่ง ตลอดจนชื่อหนอง สระ และหมู่บ้าน ในบริเวณนี้ที่ชาวบ้านเรียกกันอยู่ ก็มี
ชื่อเกี่ยวกับตำนาน เช่น
ตามตำนานเรื่องน
ี้ มีข้อควรพิจารณาหลายแห่ง ตลอดจนชื่อหนอง สระ และหมู่บ้าน
1. ตำนานเรื่องนี้มีผู้สันนิษฐานว่า เกิดในสมัยจีนและขอม โดยวินิจฉัยจากโบราณวัตถุ สถานที่และศิลสาจารึก ซึ่งเป็น
แบบวัฒนธรรมขอม และเรื่องราวเกี่ยวกับขอมด้วย
2. ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนในฤดูแล้งกันดารน้ำ ฉะนั้นกองทัพเมื่อยกไปตั้ง ณ ที่ใดก็ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้
หากไกลน้ำก็ต้องขุดบ่อขุดสระเพื่อให้ไพร่พลและสัตว์ที่นำมาได้อาศัย เหตุนี้จึงเหลือสระอยู่ให้เห็นจนเดี๋ยวนี้ในท้องที่
ต่างๆ มากมาย เช่น สระกระบาก สระตะเฆ่ และสระพี่ชาย ซึ่งเรียกเพี้ยนเป็นหนองขี้ควาย ซึ่งอยู่ทางใต้เมืองจันทบุรี
โบราณ ว่าเป็นสระที่ขุดโดยกองทัพเจ้าบริพงษ์
3. หมู่บ้านพลับพลา ที่ตำบลพลับพลา เหนือเมืองจันทบุรีโบราณราว ๒-๓ กิโลเมตร ก็ว่าได้ชื่อมาจากการที่ตั้งพลับพลา
ประทับของเจ้าบริพงษ์และเจ้งวงษ์สุริยมาศ มาก่อน
4. ตรอกประโดน ที่อยู่เหนือวัดทองทั่วราว ๑ กิโลเมตร ที่ตรงนี้ทัพช้างทั้งสองฝ่ายมาชนช้างกัน ต่อมาจึงเรียกว่าตรอก
ช้างโดน และเพี้ยนเป็นตรอกประโดน
5. ทางตะวันตกจองวัดทองทั่ว ราว ๔๐๐ เมตร มีมูลดินเป็นเค้าถนนโบราณ หรือเป็นเชิงเทินอยู่ เขาว่าทัพมาแตกที่
ตรงนี้ แต่ก่อนเรียกว่าเกาะทัพแตก แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นเกาะตะแบกไปแล้ว
6. ที่ที่พระนางกาไวหว่านทอง เรียกว่าทองทั่ว หรือโคกทองทั่ว เมื่อสร้างวัดลงที่ตรงนี้ ก็เลยตั้งชื่อว่าวัดทองทั่วมาจน
บัดนี้ เล่ากันต่อมาว่าเคยมีผู้พบทองคำบริเวณวัดทองทั่วมาแล้ว
7. ส้วมที่พระนางกาไวขนเครื่องอัญมณีทิ้งลงไป อยู่ทางตะวันตกของตัวเพนียดโบราณ ในสวนต้นระกำของนายสิทธิ
นางผิน ชินรส เดี๋ยวนี้ยังมีไม้แก่นปักอยู่เรียกกันว่า " เว็จนางกาไว " แต่ก่อนมีผู้มาขุดค้นหาทองคำจะได้ไปบ้างหรือไม่
ไม่ทราบ แต่เล่ากันว่าพอขุดลงไปในดินใกล้ถึงทองก็มีเสียงดังลั่น บันดาลให้ทองดำดินหนีหายลึกลงไปอีก
ตำนานสระแก้ว
" สระแก้ว " เป็นชื่อหมู่บ้านขึ้นอยู่กับตำบลเขาพลอยแหวน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี มีวัดประจำ
หมู่บ้าน เรียกวัดสระแก้ว มีประวัติเล่าขานกันมาดังนี้
ณ ที่นี้มีภูเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง บนยอดเขามีสระน้ำ ลักษณะเป็นน้ำเขาใสสะอาดเย็นชื่นใจ และมีตายายสองคนผัวเมียคู่หนึ่ง
ปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ตีนเขา เป็นคนยากจนเข็ญใจอาศัยเก็บผักฟืนขายหรือแลกเปลี่ยนข้าวปลาอาหารจากชาวบ้าน บาง
ครั้งก็ล่าสัตว์เล็ก ๆ มากินเป็นอาหาร และตายายสองคนนี้เป็นโรคเรื้อน ตามร่างกายเป็นแผลพุพองที่ไม่รู้จักหาย มีน้ำเหลือง
ไหลเยิ้มอยู่ตลอดเวลา โรคนี้ในสมัยโบราณถ้าใครเป็นแล้วรักษาไม่หาย เพราะการแพทย์ไม่เจริญ ถ้าเป็นนานอาการเข้าขั้น
รุนแรงอาจทำให้ตาบอด มือกุด เท้ากุดได้
อยู่มาวันหนึ่ง ตาล่ากระต่ายติดตามรอยเลือดไปจนถึงยอดเขาพบว่ากระต่าย
กระโดดลงไปในสระน้ำดังกล่าวนั้น เมื่อกระต่ายขึ้นจากสระ บาดแผลก็หาย
และสามารถวิ่งหนีไปได้อย่างรวดเร็วเหมือนไม่เคยถูกยิงบาดเจ็บมาก่อน
ตาเห็นแปลกจึงลงไปแช่น้ำในสระเมื่อขึ้นมาจากสระความอัศจรรย์ก็บังเกิด
ขึ้นคือแผลพุพองต่าง ๆ ก็หายไปสิ้นน้ำเหลืองที่เคยไหลเยิ้มก็แห้งสนิทจึงมา
บอกยายด้วยความดีใจ และเมื่อพายายไปอาบน้ำในสระ แผลพุพองของยาย
ก็หายเช่นเดียวกัน มิช้ามินานข่าวนี้ก็กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุ
รู้ถึงหูเจ้าบ้านผ่านเมืองก็พากันมาดูชม และพิสูจน์เห็นประจักษ์แจ้งแล้ว
อยู่มาวันหนึ่ง ตาล่ากระต่ายติดตามรอยเลือดไปจนถึงยอดเขาพบว่ากระต่ายกระโดดลงไปในสระน้ำดังกล่าวนั้น เมื่อกระต่าย
ขึ้นจากสระ บาดแผลก็หายและสามารถวิ่งหนีไปได้อย่างรวดเร็วเหมือนไม่เคยถูกยิงบาดเจ็บมาก่อน ตาเห็นแปลกจึงลงไป
แช่น้ำในสระ เมื่อขึ้นมาจากสระความอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นคือแผลพุพองต่าง ๆ ก็หายไปสิ้น น้ำเหลืองที่เคยไหลเยิ้มก็แห้งสนิท
จึงมาบอกยายด้วยความดีใจและเมื่อพายายไปอาบน้ำในสระ แผลพุพองของยายก็หายเช่นเดียวกัน มิช้ามินานข่าวนี้ก็กระจาย
ไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุ รู้ถึงหูเจ้าบ้านผ่านเมืองก็พากันมาดูชม และพิสูจน์เห็นประจักษ์แจ้งแล้วเจ้าเมืองก็รายงานไปยัง
ส่วนกลาง คือเมืองหลวงให้ทราบว่าได้พบสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอีกแห่งแล้วภายหลังเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจว่าเป็นพราหมณ์
ประจำราชสำนัก กำหนดให้น้ำสระแก้วแห่งนี้ไปรวมกับน้ำศักดิ์สิทธ์จากแหล่งอื่น ๆ ทั่งราชอาณาจักร สำหรับทำเป็นน้ำเทพ
มนต์ใช้ในพิธีมุรธาภิเษกหรือพิธีอื่นๆ ที่เกี่ยวกับน้ำเช่นน้ำที่ทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น
สระน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ยังมีมาจนถึงทุกวันนี้ น้ำยังไม่แห้งและชื่อว่า สระแก้ว บางคนก็กล่าวว่าเพราะน้ำใสประดุจดังแก้ว แต่บาง
ท่านก็ว่าในสระเคยมีแก้วรัตนชาติปัจจุบันสูญไปหายแล้ว
ตำนานวัดท่องทั่ว
วัดทองทั่วตั้งอยู่หมู่ที่ ๔ ตำบลคลองนารายณ์ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ห่างจากตัวจังหวัด
จันทบุรีไปทางทิศตะวันออกประมาณ ๕ กิโลเมตร
เรื่องราวก่อนสร้างวัด คนเก่าแก่เล่าต่อ ๆ กันว่า มีวัดวัดหนึ่งอยู่ห่างจากวัดทองทั่ว
ไปทางทิศใต้ราว ๔๐๐ เมตร ชื่อว่า " วัดเพนียด " ต่อมาได้กลายเป็นวัดร้าง และ
ได้มาสร้างวัดใหม่ชื่อว่า " วัดทองทั่ว " มีตำนานพื้นบ้านเล่ากันมาเกี่ยวกับเมือง
จันทบุรีโบราณ บริเวณเชิงเขาสระบาป ว่าประมาณ ๙๐๐ ปีเศษ ล่วงมาแล้ว พระ
นางกาไวผู้เป็นมเหสีเจ้าผู้ครองนคร ซึ่งสิ้นพระชนม์ได้เป็น ผู้สำเร็จราชการแทน
โอรสของตนซึ่งยังทรงพระเยาว์ อยู่มาไม่นานโอรสของพระมเหสีองค์ก่อนซึ่งไป
สร้างเมืองอยู่แถบชายแดนขอม ( เขมร )
กรีธาทัพมาตีเมือง พระนางกาไวเห็นว่าจะสู้ไม่ได้จึงนำเครื่องทองออกหว่านล่อทหารข้าศึกให้พะวงกับเครื่องทองเหล่านั้น
เพื่อตนจะหนีได้สะดวก สถานที่หว่านทอง ต่อมาเรียกว่า " ทองทั่ว " เมื่อสร้างวัดตรงนี้จีงเรียกว่า " วัดทองทั่ว "
ตำนานรอยพระพุทธบาท
" รอยพระพุทธบาท " อยู่บนยอดเขาคิชฌกูฏ หรือเขาพระบาท ตำบลพลวง สูงจากระดับน้ำ
ทะเลประมาณ ๑,๐๗๙ ฟิต รอยพระพุทธบาทนี้จะมีมาแต่ครั้งใดไม่ปรากฏ มีประวัติเล่ามาว่าเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๗นายติ่ง หรือ
สมุนติ่ง กับพวกซึ่งอาชีพในการหาไม้กฤษณากะสำนักได้พากันไปหาไม้กฤษณากะสำนักที่บนเขานี้ และได้ไปตั้งที่พักอยู่
บนเขานี้ด้วย ตอนกลางวันต่างก็พากันออกไปเที่ยวแสวงหาโชคลาภตามป่า
อยู่มาวันหนึ่งเมื่อออกไปจากที่พักไปหาไม้กฤษณาในป่าแล้วได้พากันไปนั่งพักเหนื่อย
อยู่ที่ลานหินบนยอดเขาแห่งหนึ่ง พอหายเหนื่อยแล้วก็พากันเดินกลับที่พัก แต่เดินกัน
ไปมาก็ปรากฏว่าได้วกกลับมาที่ลานหินเดิมนั้นอีก เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักจึงได้พากัน
นั่งพักเหนื่อยยังลานหินนั้นอีก เพื่อนของสมุนติ่งคนหนึ่งได้ถอนหญ้าที่ลานหินนั้น เพื่อ
จะนอนก็ปรากฏว่าพบแหวนนาคขนาดใหญ่วงหนึ่ง ขนาดสวมหัวแม่เท้าได้สบาย เมื่อ
ปรากฏเช่นนั้นทุกคนก็เข้าใจว่า ที่ตรงนี้คงจะมีทรัพย์สมบัติมากจึงได้ช่วยกันถอนหญ้า
บนลานหินนั้นจนหมดแต่ก็ ไม่พบอะไรอีก นอกจากลานหินซึ่งมีรอยเท้าขนาดใหญ่ของ
มนุษย์ยาวประมาณ ๕ ฟิตเศษกว้างประมาณ ๒ ฟิตเศษ และทั้งรอบเท้านั้นมีลวดลาย
เป็นกงจักรและก้นหอย และหลังจากที่สมุนติ่งกับพวกก็กลบรอยพระบาทแล้ว ก็พากัน
กลับไปที่พักได้โดยสะดวก แต่สมุนติ่งเป็นคนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องรอยพระบาทจึงไม่ได้
เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง
ต่อมาที่วัดพลับ ตำบลบางกะจะ ซึ่งเป็นเมืองเก่าของจังหวัดจันทบุรีได้มีงานเทศกาลปิดทองรอย
พระพุทธบาท สมุนติ่งได้ไปปิดทองรอยพระบาท กับพี่ชาย แกรู้สึกแปลกใจมากที่รอยพระพุทธ
บาทนี้ช่างเหมือนกับที่แกเห็นอยู่บนลานหินยอดเขาคิชฌกูฏ เมื่ออดใจไม่ได้จึงได้พูดให้พี่ชาย
ฟังพี่ชายจึงได้เรียนให้หลวงพ่อเพ็ชรเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรีซึ่งเป็นเจ้าอาวาส วัดทราบ ท่านเจ้า
คณะจังหวัดจึงเรียกสมุนติ่งไปสอบถาม และให้พระภิกษุ ๒ รูปตามสมุนติ่งไปดูในวันต่อมาและ
เมื่อพิจารณาแล้วได้ลงความเห็นว่าเป็นรอยพระพุทธบาทอันแท้จริง และได้ตรวจดูตามบริเวณ
นั้นจนทั่วพบหินก้อนหนึ่งใหญ่โตมากตั้งอยู่ใกล้รอยพระพุทธบาท มีรอยมืออีกด้านหนึ่งตรงกัน
ข้ามกับรอยพระพุทธบาท ห่างจาก รอยพระพุทธบาทประมาณ ๑๕ วา มีรอยเป็นรอยรถอยู่ทาง
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ บนลานหินรอยพระพุทธบาทมีหินก้อนใหญ่โตมาก ลักษณะคล้ายบาตร
พระตะแคง ตั้งลอยอยู่เรียกว่า " ลูกบาตร " มองเห็นแต่ไกลและมีหินก้อนหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศ
ตะวันตกเฉียงเหนือ
ปรากฏว่าเป็นรูปช้างหมอบ ภายใต้ท้องช้างเป็นถ้ำ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มีถ้ำ ๑ ถ้ำ ชื่อว่า ถ้ำสำเภอใต้แผ่นหินรอย
พระบาทเป็นถ้ำชื่อ ถ้ำฤาษี จากถ้ำฤาษีทะลุออกไปยังบ่อน้ำแห่งหนึ่งเป็นบ่อติดอยู่ในซอกหิน กว้างประมาณเท่าขันตักน้ำ
ขนาดใหญ่ มีน้ำพุออกมาจากหินตลอดเวลา แต่น่าประหลาดที่น้ำในบ่อนี้ไม่รู้จักหมดแม้จะตักใช้กันเท่าใด ๆ ก็ไม่หมด และ
เหนือขึ้นไปจากลานหินรอยพระพุทธบาทขึ้นไปมีก้อนหินใหญ่ตั้งอยู่ ๒-๓ ก้อน แต่ละก้อนใหญ่โตขนาดบังกะโล ชาวบ้าน
เรียกว่าห้างฝรั่ง เพราะฝรั่งได้ขึ้นไปส่องกล้องทำแผนที่และพักอยู่บนนี้
ตำนานเขาบายศรี " เขาบายศรี "
ปัจจุบันเป็นชื่อตำบลหนึ่งของอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และยังเป็นชื่อหมู่บ้าน
ชื่อวัด รวมทั้งเป็นชื่อภูเขาลูกหนึ่งในตำบลนี้ด้วย และภูเขาลูกนี้เองที่มีประวัติตำนานบอกเล่ากันต่อ ๆ มา ดังจะกล่าวต่อไป
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ภูเขาลูกนี้ยังไม่มีชื่อเรียก ชาวบ้านที่มาตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้เคียงรุ่นแรก ๆยังมีไม่กี่หลังคาเรือน พล
เมืองมีน้อย ที่รกร้างว่างเปล่ามีมาก วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลากลางคืน มักจะได้ยินเสียงคล้ายดนตรีลอยมาจากภูเขาลูกนี้
ชาวบ้านก็มีความเกรงกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็ว่าเป็นภูตผี ปีศาจมาหลอกหลอน วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ จนคืนหนึ่ง
เทพยดาที่สิงสถิตย์อยู่บนภูเขาลูกนี้ ก็มาเข้าฝันชาวบ้านคนหนึ่ง สมมุติว่าชื่อนางพลอย ซึ่งต้องการทำบุญถวายอาหารจาก
พระธุดงค์ แต่ขาดถ้วยชามที่สวยงาม เป็นเทพสังหรณ์ว่า ให้ไปที่ภูเขาลูกนี้ จุดธูปอธิษฐาน ที่หน้าปากถ้ำก็จะเปิดออก
เมื่อเสร็จงานแล้ว ก็จงเอาถ้วยชามมาคืนที่เดิม นางพลอยก็ปฏิบัติตามในฝันซึ่งได้ผลเป็นไปตามความฝันทุกประการ
ส่วนเพื่อนบ้านชื่อนางฟักเห็นถ้วยชามที่สวยงาม และรู้วิธีขอยืมจากปากคำนางพลอย ก็มีความโลภอยากได้บ้าง จึงไปที่
ภูเขา จุดธูปอธิษฐาน ขอยืมถ้วยชาม ทันใดปากถ้ำก็เปิดออก มีถ้วยชามสวย ๆ งาม ๆเต็มไปหมด นางฟักก็ตื่นเต้นและ
ขนถ้วยชามออกจากถ้ำเต็มที่ เอาไปบ้านและไม่ต้องการจะส่งคืน พอถึงคืนเดือนเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เสียงดนตรีจากภูเขาลูกนี้
ก็ดังขึ้นอีก เป็นเสียงดนตรีที่มีความไพเราะเพราะพริ้งสำหรับคนอื่น ๆ แต่กับนางฟ้าและครอบครัวแล้ว เป็นเสียงดนตรี
ที่รบกวนโสนประสาทเป็นอันมากคล้าย ๆ กับ เจ้าของถ้วยชามในถ้ำบนภูเขากำลังเรียกร้องไห้เอาของไปคืน จิตใจนาง
ฟักมีแต่ความร้อนรุ่ม กระวนกระวายหาความสงบมิได้เลย จึงปรึกษากันภายในครอบครัวว่าจะต้องเอาของไปคืน และ
ขอษมาลาโทษต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าของถ้วยชามนั้น พอสิ้นเสียงปรึกษาหารือกันแล้ว เสียงดนตรีที่รบกวน
ก็หยุดเงียบลงทุกคนขนลุกเกรียวด้วยความกลัวถ
วันรุ่งขึ้นนางฟัก และลูกหลานก็ช่วยกันทำบายศรีใบตองสด บรรจุข้าวสุกไข่ต้ม และเครื่องเซ่นบูชาอื่น ๆ เก็บถ้วยชาม
สวยงามที่ยืมมา พากันไปที่ปากถ้ำบนภูเขา พอตั้งบายศรีลงแล้วก็จุดธูปอธิษฐานขอษมาลาโทษต่าง ๆ พร้อมกับขอสำนึก
ผิด ขออภัย และขอคืนถ้วยโถโอชามที่ยืมไป นำมาคืน ปากถ้ำก็เปิดออก นางฟักและลูกหลานก็นำถ้วยชามต่าง ๆ ไปเก็บ
คืนเข้าที่เดิมและพากันกลับมาที่อยู่อาศัยต่อไป
ยังมีชาวบ้านคนอื่นรู้กิตติศัพท์เรื่องนี้ ก็พากันมาจุดธูปอธิษฐานขอยืมถ้วยชามบ้าง แต่ประตูถ้ำไม่เปิดออกอีกเลย เห็นแต่
บายศรีนั้นตั้งเด่นอยู่ จึงพากันเรียกภูเขาลูกนี้ว่า "เขาบายศรี " กัน ต่อมาภายหลังมีผู้คนเพิ่มขึ้นก็เรียก " บ้านเขาบายศรี "
เมื่อชาวบ้านช่วยกันสร้างวัดประจำ
หมู่บ้าน ก็ตั้งชื่อว่า "วัดเขาบายศรี" เมื่อพลเมืองเพิ่มขึ้น แบ่งแยกเป็นตำบล เพื่อสะดวกในการถ ปกครอง ก็เรียก "
ตำบลเขาบายศรี "
ตำนานเขาตาหน่วย " เขาตาหน่วย "
เป็นเขาลูกเล็ก ๆ มีถ้ำอยู่บนเขา อยู่ในหมู่ " หมู่บ้านทะลุ " ติดต่อกับ " บ้านวัง
กะแพร " หมู่ ๒ ตำบลทับไทร อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี มีเรื่องเล่าจากปากคำถ นางพัด งามเหลือ อายุ ๗๖ ปีเศษ
อยู่บ้านวังกะแพรว่า สมัยยายเป็นเด็ก ๆ หมู่บ้านทะลุใหญ่โตมาก มีคนอยู่อาศัยมาก มีวัดประจำบ้านเรียก " วัดทะลุ "
ปัจจุบันร้างไปแล้ว พ่อแม่ของย้ายเล่า ให้ฟังอีกทอดหนึ่ง ถ้ำบนเขาตาหน่วยมีถ้วยชามเก่า ๆ สวย ๆ งาม ๆ อยู่มากมาย
คนในหมู่บ้านทะลุ เคยไปขอยืมจากเจ้าทางเอามาใช้สอย เสร็จธุระแล้วก็เอาไปคืน และในคืนเดือนเพ็ญขึ้น ๑๕ ค้ำ บาง
ครั้งจะได้ยินเสียงคล้ายเสียงดนตรีไพเราะ ดังมาจากถ้ำ และพากันเล่าลือว่าในถ้ำแห่งนี้มีเมืองลับแลถ อยู่ด้วย ในวัน
ตรุษสงกรานต์ จะมีหนุ่ม ๆ สาว ๆ แต่งตัวสวยงามผิดกับชาวบ้านธรรมดา แล้วออกมาจากถ้ำ มาเล่นสงกรานต์ เล่นสะบ้า
กับชาวบ้าน เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวบ้านว่า ห้ามซักถามหนุ่มสาวเหล่านั้นว่ามาจากไหน หรือถามเรื่องอื่นใดให้สนุกสนาน
เป็นปกติ ถ้ามีใครพูดเล่นโกหกแบบ ทีเล่น ทีจริงหนุ่มสาวเหล่านั้นจะกลายเป็นเสือโคร่งลายพาดกลอนกระโดดหนีไป
เพราะเขาเหล่านั้นมิใช่คนธรรมดาแต่เป็นเสือสมิง และเป็นนิสัยของคนเมืองลับแลที่จะไม่มีการพูดโกหกกันไม่ว่ากรณี
ใด ๆ ผิดกันคนเมืองมนุษย์ที่โกหกเก่ง สำหรับสาเหตุที่คนในหมู่บ้านทะลุเหลือน้อยลงมาก นางพัดอธิบายว่า เพราะอพยพ
ไปอยู่บ้านทับไทร ที่มีการปลูกทุเรียนได้ผลกันมาก และย้ายไป อยู่ที่ทุ่งกร่าง พังงอนอีกบางส่วน ส่วยถ้วยชามในถ้ำนั้น
ภายหลังก็เสื่อมสูญไป เพราะบางคนยืมไปแล้วไม่ค่อยเอามาคืน ยังเหลือเศษกระเบื้องแตกๆ อยู่บ้าง เรื่องที่เล่ากันมีเพียง
เท่านี้
คติวิจารณ
์
เป็นเรื่องเล่าทำนองเดียวกับเขาบายศรี น่าสังเกตว่าเรื่องเล่าทำนองนี้มีอยู่มากมายเหมือนกับว่า คนสมัยก่อน
ต้องนุ่งผ้าถุง หรือโจงกระเบน ไม่มีใครตัดกระโปรงใส่ เหมือนกับว่าสมัยก่อนนั้นต้องหุงข้าวต้มแกงด้วยหม้อดินไม่มีหม้อ
อลูมิเนียมใช้ เป็นอุปทานความเชื่อที่เด็ดขาด
คนเป็นไข้ป่าเพราะถูกผีสิง หรือถูกทำร้ายโดนเจ้าป่าเจ้าเขา เนื่องจากยังไม่มีการค้นพบว่าเป็นเพราะเชื้อไข้มาลาเรีย อันมี
ยุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรค นิทานพื้นบ้านที่โด่งดังระดับประเทศ เช่นเรื่องพระยากง พระยาพาน เรื่องพรานบุญพบรอย
พระพุทธบาทที่สระบุรี และเรื่องอื่น ๆ อีก มักจะมีเรื่องอภินิหารหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาถรรพ์ต่าง ๆ ประปนอยู่ด้วย เป็นเพราะ
อุปทานความยึดมั่นถือมั่นของผู้คนแต่ละยุคสมัยไม่เหมือนกัน
หากท่านผู้ใดสนใจข้อมูลทางวัฒนธรรมของจังหวัดจันทบุรี ติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี
ฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ โทร 039 - 303298 , 303299 ในเวลาราชการ
กลับไปหน้าแรก
วิถีชีวิตของคนจันทบุรี
หน้าต่อไป ( พิธีกรรมท้องถิ่น , ความเชื่อท้องถิ่น )
รวบรวม เรียบเรียง และพัฒนาโดย :
งานยุทธศาสตร์และแผนงาน
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี ถนนเลียบเนิน ต.วัดใหม่
อ.เมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 22000
เบอร์โทรศัพท์ 039 - 303298
ติดต่อผู้ดูแลระบบ
chan_culture@hotmail.com
- - - - - - - - - - - - - - - - -
- - - - - - - - - - - - - - - - -
- - - - - - - - - - - - - - - - -
ออกแบบโดย นายธนัฐ ยังเหลือ....
ปรับปรุงและพัฒนาโดย นายชวลิต อยู่รอต....
- - - - - - - - - - - - - - - - -
- - - - - - - - - - - - - - - - -
- - - - - - - - - - - - - - - - -