บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวนวน) เจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ ๖
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวนวน) เจ้าเมืองคนที่ ๖ เดิมชื่อท้าวนวน เป็นบุตรพระยาขุขันธ์ฯ (ตากะจะ) ได้รับตำแหน่งเป็น
พระแก้วมนตรี ยกบัตรเมืองขุขันธ์ ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน
คนที่ ๖ และให้เลื่อนพระยามหาดไทย (ท้าวศรีเมือง) เป็นยกบัตรเมืองพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวนวน) อยู่ในตำแหน่งราว
๑ ปี (ได้รับตำแหน่งเมื่ออายุมากแล้ว)
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวกิ่ง) เจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ ๗
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวกิ่ง) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๗ เดิมชื่อ ท้าวกิ่ง เป็นบุตรพระยาขุขันธ์ฯ (เชียงขันธ์) ได้รับโปรดเกล้าฯ
ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็นพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ ๗ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยกบัตร (ท้าวศรีเมือง)
เป็นพระยาภักดีภูธรสงครามปลัดเมือง ให้พระวิเศษ (ท้าวพิมพ์) เป็นพระแก้วมนตรี ยกบัตรเมืองขุขันธ์
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวกิ่ง) ถึงแก่อนิจกรรมอยู่ในตำแหน่ง ๒ ปี (เนื่องจากเข้ารับตำแหน่งเมื่ออายุมากแล้ว)
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าววัง) เจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ ๘
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าววัง) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๘ เดิมชื่อท้าววัง เป็นบุตรพระยาขุขันธ์ฯ (เชียงขันธ์) น้องชายพระยาขุขันธ์
คนที่ ๗ (ท้าวกิ่ง) และเป็นบิดาท้าวปัญญา เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๙ เคยได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็น "พระวิไชย" ตำแหน่งยกบัตรเมืองขุขันธ์ ต่อมา
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น เจ้าเมืองขุขันธ์ ปี พ.ศ. ๒๓๙๕
ปี พ.ศ. ๒๔๑๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาขุขันธ์ฯ (ท้าววัง) มีใบบอกกราบบังคมทูลพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ยกบ้านกันตวด ตำบลห้วยอุทุมพร เป็นเมืองอุทุมพรพิสัย ให้ท้าวบุตรดี บุตรพระยาขุขันธ์ฯ (ท้าววัง) เจ้าเมืองคนที่ ๘ เป็นพระอุทุมพร
เทศาภิบาล เป็นเจ้าเมืองและยกบ้านห้วยลำแสนไพอาบาล ขึ้นเป็นเมืองกันทรลักษ์ ให้พระแก้วมนตรี (พิมพ์) เป็นพระกันทรลักษ์ เจ้าเมือง
โดยให้เมืองทั้งสองขึ้นต่อเมืองขุขันธ์
ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองกันทรลักษ์ ไปตั้งที่บ้านลาวเดิม และย้ายเมืองอุทุมพรพิสัยไปตั้งที่บ้านปรือ
(บ้านผือ) พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าววัง) ถึงแก่อนิจกรรมปี พ.ศ. ๒๔๒๖ ตำแหน่งเจ้าเมือง ๓๐ ปี
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ปัญญา ขุขันธิน) เจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ ๙
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ปัญญา ขุขันธิน) เจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ ๙ เดิมชื่อ ท้าวปาน เป็นบุตรของพระยาขุขันธ์ฯ คนที่ ๘ (ท้าววัง)
เป็นหลานพระยาขุขันธ์ฯ (เชียงขันธ์) และเป็นพี่ชายของท้าวบุญจันทร์ (ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏผีบุญ) ปี พ.ศ ๒๔๒๖ ท้าวปานกับ
พระรัตนวงษา(จันดี) ได้นำช้างพังสีประหลาดและช้างพังตาดำนำทูลเกล้าฯ ถวาย ณ กรุงเทพมหานคร การแสดงถึงความจงรักภักดีครั้งนี้
จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท้าวปานเป็น "พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน" เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๙ และโปรดเกล้าฯ ให้พระรัตนวงษา
เป็นปลัดเมืองขุขันธ์ บริหารราชการเมืองต่อไป
ปี พ.ศ. ๒๔๒๘ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตัดทางโทรเลข จากนครจำปาศักดิ์ไปเมืองขุขันธ์
จากเมืองขุขันธ์ไปเมืองเสียมราช โดยเกณฑ์ เมืองขุขันธ์ เมืองสังขะ ตรวจตัดทางโทรเลขอยู่ ณ เมืองขุขันธ์ อุทุมพรพิสัยและมโนไพร
ปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้มีการเปลี่ยนแปลงราชการบริหารแผ่นดินมากมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ข้าหลวงใหญ่ที่มีอำนาจเต็ม
ในภาคอิสาน ให้ทำการแทนพระเนตร พระกรรณ โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็นข้าหลวงใหญ่ ประทับ ณ
เมืองอุบลราชธานี เรียกหัวเมืองลาวกาว
ปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระศรีพิทักษ์ (หว่าง) เป็นข้าหลวงเมืองขุขันธ์ ปี พ.ศ.๒๔๓๖ ฝรั่งเศสยกกองทัพขึ้นทาง
เมืองเชียงแตง สีทันดร สามโคก ซึ่งเป็นอาณาจักรไทย เมือขุขันธ์ เมืองสุรินทร์ เมืองศรีสะเกษ เมืองมหาสารคาม และเมืองร้อยเอ็ด
เมืองละ ๘๐๐ และเมืองสุวรรณภูมิ เมืองยโสธร เมืองละ ๕๐๐ คน ให้ฝึกการรบดีแล้ว ให้ส่งกำลังเข้าตรึงการรุกรานของฝรั่งเศสและใน
เดือนตุลาคม เหตุการณ์จึงสงบโดยต่างฝ่ายต่างถอนกำลังทหารออก
ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ไปอำลาตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์แทน
ปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนมณฑลเทศาภิบาลมณฑลลาวกาวเดิมเป็นมณฑลอิสาน
ปี พ.ศ. ๒๔๔๓ ทางราชการได้ยุบเมืองเล็กลงเป็นอำเภอ และแบ่งเมืองใหญ่ออกเป็นหลายอำเภอ พร้อมกับแต่งตั้งตำแหน่งผู้ปกครองเมือง
และผู้ปกครองอำเภอขึ้นใหม่และในปีนี้เองที่ ท้าวบุญจันทร์ ท้าวทัน และหลวงรัตนกรมการเมืองที่หมดอำนาจ ไม่ได้รับแต่งตั้งใดๆ เกิดความ
ไม่พอใจ ได้มีปฏิกิริยาต่อต้านทางการจนถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏผีบุญ จึงถูกปราบและเหตุการณ์ได้สงบลง ปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้ย้ายที่ทำการ
เมืองขุขันธ์ มาตั้งที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ ในปัจจุบัน และยังคงใช้ชื่อเดิมว่า "เมืองขุขันธ์" และต่อมาเปลี่ยนอำเภอขุขันธ์ เป็นอำเภอ
"ห้วยเหนือ" ปี พ.ศ. ๒๔๕๐ มณฑลอิสาน แบ่งออกเป็น ๒ บริเวณ คือ บริเวณอุบลราชธานี บริเวณร้อยเอ็ด บริเวณสุรินทร์ บริเวณขุขันธ์
และบริเวณ ขุขันธ์แบ่งออกเป็น ๓ เมือง คือ
๑. เมืองขุขันธ์ พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ปัญญา ขุขันธิน) เป็นผู้ว่าราชการเมือง มี ๓ อำเภอ คือ อำเภอเมืองขุขันธ์ อำเภออุทุมพรพิสัย
อำเภอเมืองกันทรลักษ์
๒. เมืองศรีสะเกษ พระยาภักดีศรีนครลำดวน (เหง้า) เป็นผู้ว่าราชการเมือง มี ๔ อำเภอ
๓. เมืองเดชอุดม พระสุรเดช อุตมาภิรักษ์ (ทองปัญญา) เป็นผู้ว่าราชการเมือง มี ๓ เมือง
ปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ในรัชการที่ ๖ แยกมณฑลอิสานออกเป็น ๒ มณฑล คือ มณฑลร้อยเอ็ด และมณฑลอุทุมพรพิสัย มณฑลอุบลราชธานีมีเมืองใน
สังกัด ๓ เมือง คือ
๑. เมืองอุบลราชธานี
๒. เมืองขุขันธ์
๓. เมืองสุรินทร์
ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ รัชสมัยรัชกาลที่ ๖ กระทรวงมหาดไทยประกาศเปลี่ยนชื่อเมืองทุกเมืองเป็นจังหวัด ผู้ว่าราชการเมือง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด
เมืองขุขันธ์เปลี่ยนเป็น จังหวัดขุขันธ์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๕๙
ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ รัชสมัยรัชกาลที่ ๗ มีพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนชื่อจังหวัดขุขันธ์เป็นจังหวัดศรีสะเกษ และเปลี่ยนชื่อเมืองขุขันธ์เป็นอำเภอห้วยเหนือ มีหลวงสุรรัตนมัย (บุญมี ขุขันธิน) เป็นนายอำเภอคนแรก เมืองขุขันธ์จึงเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ
เนื่องจากพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ปัญญา ขุขันธิน) เริ่มรับตำแหน่งเจ้าเมืองเมื่ออายุ ๒๖ ปี พ.ศ. ๒๔๒๖ ถึงปีที่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้แสดงความรับผิดชอบในโดยไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ แต่ได้สนับสนุนให้พระยาบำรุงบุระประจันต์ (จันดี) ผู้ซึ่งมีฐานะเป็นพ่อตา
ให้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษคนแรก และสนับสนุนหลวงสุระรัตนมัย (บุญมี ขุขันธิน) ผู้ซึ่งมีฐานะเป็นบุตรเขยให้ได้รับแต่งตั้ง
เป็นนายอำเภอคนแรกของอำเภอขุขันธ์ รวมอยู่ในตำแหน่งราชการ ๒๙ ปี และถึงแก่อนิจกรรมปี พ.ศ. ๒๔๗๐ รวมอายุได้ ๗๐ ปี นับเป็นเจ้าเมือง
คนที่ ๙ (คนสุดท้าย) ของตำแหน่งเจ้าเมืองขุขันธ์