บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์
หลวงคงคณานุการ (แฉล้ม สมิตะมาน)
หลวงคงคณานุการ อดีตนายอำเภอราษีไศล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ - ๒๔๖๔ ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ๒๔๗๘ ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๔๓๘
ภรรยาท่านคือ นางรำพัน สมิตะมาน สำเร็จการศึกษาโรงเรียนข้าราชการพลเรือน (ต่อมาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม
ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๓ ๒๔๕๘ เริ่มรับราชการมหาดเล็กรายงานมณฑลอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๔๕๘ และเป็นนายอำเภอคง จังหวัดขุขันธ์ เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๖๑
ต่อมาได้ย้ายไปเป็นนายอำเภอเมืองร้อยเอ็ด นายอำเภอบางกะปิ จังหวัดพระนคร และปลัดจังหวัดกระบี่ในที่สุด
ผลงานในการพัฒนาท้องถิ่นในจังหวัดศรีสะเกษ คือ การจัดรูปผังเมือง การตัดถนนให้เชื่อมกับหมู่บ้าน
ผลงานด้านการปกครอง เช่น ออกตรวจท้องที่ปราบปรามโจรผู้ร้าย ให้บำเหน็จความชอบตอบแทนแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ทำงานปฏิบัติงานดี การประชุมกำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน วิธีจับโจรผู้ร้าย ในเขตอำเภอ การตั้งและแก้นามสกุล การปักเขตแดนที่สาธารณะประจำตำบลในหมู่บ้าน การริเริ่มให้มี ตัวแทนแม่บ้านและผู้ช่วยแม่บ้าน
ผลงานด้านการศึกษา เช่น ขยายการศึกษา การจับจองที่ดินไว้ใช้ประโยชน์ทางการศึกษา ณ บริเวณโรงเรียนบ้านท่าโพธิ์ฯ โรงเรียนราษีไศล ประมาณ ๓๐๐ ไร่
การพัฒนาตัวครู การจัดให้โรงเรียนร่วมกับวัดและหมู่บ้าน จัดห้องสมุดให้ชาวบ้านอ่านหนังสือและการลูกเสือ การออกตรวจโรงเรียน
ผลงานด้านศาสนา เช่น บูรณะปฏิสังขรพระพุทธศาสนา พระพุทธบาทจำลองที่ตำบลส้มป่อย ปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ สร้างพระไตรปิฏก จัดทำบุญ ตามประเพณีท้องถิ่น
ผลงานด้านศิลปะการดนตรี ตั้งวงแคน ส่งเสริมศิลปะพื้นบ้าน
ผลงานด้านอื่น ๆ เช่น สร้างบ้านพักข้าราชการ จัดเมล์ตำบล การเก็บหนังสือราชการ
ลักษณะเด่นประจำตัว เช่น ซื่อสัตย์ ประหยัด ยกย่องครู มีความกตัญญูกตเวที
หลวงคงคุณานุการ นับเป็นบุคคลสำคัญที่เป็นแบบอย่างในการพัฒนาท้องถิ่นในฐานะผู้ริเริ่มและวางแนวทางปฏิบัติหลายอย่างแก่ทางราชการ และ ได้นำมาใช้
จนถึงปัจจุบันนี้
พระยาบุรประจันต์ (จันดี กาญจนเสริม)
พระยาบุรประจันต์ (จันดี กาญจนเสริม) ข้าหลวงคนแรกของเมืองขุขันธ์ ผู้ย้ายศาลากลางเมืองขุขันธ์ มาตั้งที่ศาลากลางจังหวัดปัจจุบันนี้ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการ
ปราบกบฏเสือยก และกบฏผีบุญบุญจันทร์ ที่เป็นน้องชายของพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ปัญญา) เจ้าเมืองคนสุดท้าย พระยาบำรุงบุรประจันต์ (จันดี) เป็นข้าราชการ
ส่วนกลางที่ได้รับความไว้วางใจจากส่วนกลาง ไปกำกับดูแลหัวเมืองในยุคปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เดิมมีตำแหน่งเป็นพระรัตนโกศา (จันดี) พ.ศ. ๒๔๓๓ เลื่อนตำแหน่ง
เป็นพระยาบำรุงบุรประจันต์ (จันดี) ข้าหลวงกำกับเมืองขุขันธ์ สังกัด หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก ต่อมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ เปลี่ยนเป็น มณฑลลาวกาว ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้รับ
การขอร้องจากเมืองศรีสะเกษให้ปราบเสือยง ได้สำเร็จ ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ปราบกบฏ ผีบุญบุญจันทร์ ที่หุบเขาซำปีกา และได้ย้ายศาลากลางเมืองขุขันธ์มาตั้งในที่ตั้งปัจจุบัน
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ และเป็นข้าหลวงบริเวณขุขันธ์ อันประกอบด้วยเมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๒ นอกจากเป็น
ข้าหลวงคนแรกของเมืองขุขันธ์แล้ว ยังเป็นผู้นำการเล่นโขนมาเผยแพร่ในเมืองขุขันธ์อีกด้วย
ขุนพิเคราะห์คดี (อินทร์ อินตะนัย)
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดศรีสะเกษ ที่ผ่านการเลือกตั้งโดยทางอ้อม เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๗๖ และเป็นนักอภิปรายเป็นที่ยอมรับในสภาผู้แทนราษฎร
นายพุฒเทพ กาญจเสริม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ ชุดแรกที่มาจาการเลือกตั้งโดยตรง และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึง ๒ สมัย เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๔๘๐ และ
วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ นายพุฒเทพ กาญจนเสริม ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ รวมอายุได้ ๕๐ ปี
นายเทพ โชตินุชิต
นายเทพ โชตินุชิต เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๕๐ ที่จังหวัดนครปฐม สำเร็จการศึกษาธรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และจบ
เนติบัณฑิตไทย (น.บ.ท.) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ประกอบอาชีพทนายความ จ่าศาลจังหวัด ผู้พิพากษา และลาออกสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ พ.ศ.
๒๔๘๐ นับเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดศรีสะเกษ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และได้รับการเลือกตั้งต่อมาอีก ๓ สมัย ใน พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นรัฐมนตรีลอย
เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ เคยเป็นเลขาธิการพรรค ประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้าพรรคเศรษฐกร และหัวหน้าพรรคแนวร่วมเศรษฐกร
ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาคนจนตลอดมา นายเทพ โชตินุชิต เป็นนักการเมืองแนวหน้า ที่เป็นที่ยอมรับในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ว่าเป็นผู้มีอุดมการณ์ที่ยืนหยัดมั่งคง แม้ว่าจะประสบเคราะห์กรรมและความทุกข์ยากในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อประชาชน เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย ยึดมั่น
ในการต่อสู้ด้วยสันติวิธี ด้วยความเสียสละตลอดมา ซึ่งการพิสูจน์ความเด็ดเดี่ยวมั่นคงของจิตใจ ทำให้นายเทพ โชตินุชิต ยังคงอยู่ในจิตใจของประชาชนผู้รักความเป็นธรรม
และเป็นตำนานอันสูงส่งดีงามของมนุษยธรรมที่ชาวศรีสะเกษภาคภูมิใจตลอดไป นายเทพ โชตินุชิต เป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ มีความตั้งใจจะเข้ามา แก้ไขปัญหา
ความทุกข์ยากของประชาชน มีจิตใจมั่นคง เห็นคุณค่าของการศึกษา โดยตั้งโรงเรียนราษฎร์ให้บุตรหลานชาวศรีสะเกษ ผู้อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงได้ศึกษาเล่าเรียน
คือโรงเรียนสตรีเทพวิทยา (ตั้งอยู่บริเวณหน้าสถานีรถไฟศรีสะเกษ ล้มเลิกไปแล้ว) โรงเรียนเทพวิทยาใต้ (ตั้งอยู่ที่วัดหลวงสุมังคลาราม) และโรงเรียนเทพวิทยาเหนือ
(ตั้งอยู่ที่วัดพระโต) โรงเรียนที่มีที่ตั้งในวัดดังกล่าว ได้ตกเป็นของวัดหลังจากที่นายเทพ โชตินุชิต ถูกจับกุม เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๐๒ เนื่องจากเดินทางไปประชุมกับ
องค์การระหว่างประเทศ คือ การประชุมเอเชียอาฟริกา ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และเป็นผู้เสนอให้ยกเลิกกฎหมายป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. ๒๔๙๕
นายเทพ โชตินุชิต ถูกปล่อยตัวจากคุกลาดยาวพร้อมกับนายทองใบ ทองเปาด์ นายเปลื้อง วรรณศรี และนายพรชัย แสงชัจจ์ ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๐๙ แม้การดำเนินการ
ทางการเมืองของนายเทพ โชตินุชิต จะมีอุปสรรค ถูกกล่าวหากระทั่งถูกจับกุมคุมขังในข้อหากบฏและมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ แต่จิตใจนักต่อสู้ของประชาชนก็มิได้
ย่อท้อ ได้เป็นแกนนำในการต่อสู้ทางกฎหมายและปลุกปลอบให้ขวัญกำลังใจแก่เพื่อนร่วมคุกในการต่อสู้คดีจนกระทั่งพ้นโทษในที่สุดหลังจากนั้น นายเทพ โชตินุชิต
ได้เข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวของพี่น้องประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยตลอดมา และมีความตั้งใจที่จะทำงานรับใช้ประชาชนจนวาระสุดท้าย ของชีวิต จนกระทั่ง
ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๑๗ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ รวมอายุ ๖๗ ปี นายเทพ โชตินุชิต นับเป็นแบบอย่าง ของนักการเมืองที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต และเห็น
ความสำคัญในการจัดการศึกษาแก่เยาวชนศรีสะเกษในอดีต
![]()
นายสวัสดิ์ มหาผล
นายสวัสดิ์ มหาผล เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๔ เป็นบุตรคนแรกของนายผึ้ง นางพวง มหาผล มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๙ คน เริ่มการศึกษาเบื้องต้น ที่จังหวัดศรีสะเกษ
และได้เดินทางไปศึกษาที่กรุงเทพมหานคร เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ โดยต้องเดินทางด้วยเกวียนจากจังหวัดศรีสะเกษ ถึงจังหวัดนครราชสีมา ใช้เวลาเดินทาง ๑๒ วัน จึงขึ้นรถไฟ
ต่อไปยังกรุงเทพมหานคร เข้าเป็นนักเรียนประจำของโรงเรียนอัสสัมชัญ ๓ ปี แล้วย้ายไปเรียนที่ โรงเรียนแซนต์คราเบรียล จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ คุณพ่อต้องการให้
เรียนแพทย์เพื่อกลับมาช่วยชาวศรีสะเกษ สามารถสอบเข้าศึกษาแพทย์ และสอบชิงทุนไปศึกษาวิชาวนศาสตร์ที่ประเทศพม่าได้พร้อมกัน จึงตัดสินใจเรียนวนศาสตร์
จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และกลับมารับราชการในกรมป่าไม้ โดยใช้ชีวิตราชการอยู่ในเขตภาคเหนือทั้งหมด ตำแหน่งสุดท้ายในชีวิตราชการ เป็นป่าไม้
เขตภาคเหนือ แล้วลาออกมา ทำงานที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การป่าไม้ภาคเหนือ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ผลงานเด่น คือ โครงการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม โดยได้เริ่มพระราชบัญญัติ
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นแห่งแรก และขยายงานด้านป่าสงวนออกไปทั่วประเทศ เป็นผลให้สามารถรักษาเนื้อที่ป่าของประเทศไทยส่วนหนึ่งไว้ได้จนถึงปัจจุบัน