บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์
พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ) เจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ ๑
พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน เดิมชื่อ "ตากะจะ" เป็นหัวหน้าเขมรส่วยป่าดง หมู่บ้านโคกลำดวนหรือบ้านดวนใหญ่ในปัจจุบัน มีน้องชายชื่อ
เชียงขันธ์ ทั้ง ๒พี่น้อง มีความชำนาญในการคล้องช้างเพื่อจับมาฝึกใช้งาน โดยใช้พิธีกรรมปลุกเสกคาถาใช้ภาษาช้าง พูดกับช้างที่ถูกฝึกมาแล้วได้
เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๐๒ ได้อาสาออกติดตามพญาช้างเผือก ในสมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ หรือพระเจ้าเอกทัศน์ แห่งกรุงศรีอยุธยา ร่วมกับสหายชาว
ส่วยเขมรป่าดง เช่นเชียงปุม แห่งบ้านเมืองที่เชียงสีแห่งบ้านกุดหวาย เชียงฆะ แห่งบ้านดงยาง จนสามารถจับพญา ช้างเผือก นำกลับกรุงศรีอยุธยา
ได้อย่าง ปลอดภัย จึงได้รับ พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงแก้วสุวรรณ" ให้ควบคุมลูกบ้านเขมรป่าดงในหมู่บ้านตน
คือ บ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวน หรือบ้านดวนใหญ่ขึ้นต่อเมืองพิมาย ต่อมา ได้นำช้าง ม้า แก่นสน ยางสน ปีกนก นอระมาด งาช้าง ขี้ผึ้ง เป็นของ
ส่วยนำส่งทูลถวาย ณ กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระที่นั่งสุริยามรินทร์ จึงได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานยกฐานะบ้านปราสาท สี่เหลี่ยมโคกลำดวนขึ้นเป็น
"เมืองขุขันธ์" เลื่อนบรรดาศักดิ์จาก "หลวงแก้วสุวรรณ" เป็น "พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน" เจ้าเมืองขุขันธ์ในปี พ.ศ. ๒๓๐๖ ปี พ.ศ. ๒๓๑๙
เมืองขุขันธ์ ได้ยกทัพไปช่วยพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราช (ทองมา) ตีเมืองเวียงจันทน์ เพราะพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา
สัตนาคนทูตแห่งเวียงจันทน์ ได้ให้พระสุโพธิยกทัพมาตีบ้านดอนมดแดงและจับพระวอประหารชีวิต การไปทัพครั้งนี้ ทำศึกจนได้ชัยชนะมีความชอบ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน บรรดาศักดิ์จาก "พระ" เป็น "พระยา" จึงทำให้ตากะจะได้บรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้ายในนาม "พระยาไกรภักดี-ศรีนครลำดวน" เป็นเจ้าผู้ครองเมืองขุขันธ์เป็นคนแรก อยู่ในตำแหน่ง เจ้าเมือง ๑๐ ปี ถึงแก่อนิจกรรมในปี พ.ศ. ๒๓๒๑ นับเป็นบรรพบุรุษ
ผู้ก่อตั้งเมืองขุขันธ์เป็นคนแรก
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขันธ์) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๒
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๒เดิมชื่อ ขันธ์หรือเชียงขันธ์ เป็นน้องชายตากะจะ (เจ้าเมืองคนที่ ๑) เป็นหัวหน้า
เขมรส่วยป่าดง คู่บารมีพี่ชาย คือตากะจะ ได้ร่วมจับพญาช้างเผือก ครั้งแตกโรงจากกรุงศรีอยุธยา ปี พ.ศ. ๒๓๐๒ พร้อมคณะทั้ง ๕ คน ได้ความชอบ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงปราบ" ช่วยราชการเมืองขุขันธ์
เมื่อเมืองขุขันธ์ได้ร่วมยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ พ.ศ. ๒๓๑๙ นั้นหลวงปราบได้แสดงฝีมือให้กองทัพประจักษ์จนได้รับชมว่าเป็นทหารเอกของ
เมืองขุขันธ์ ทำศึกจนชนะ เมื่อยกทัพกลับ ได้นางคำเวียงหญิงหม้ายตระกูลใหญ่ จากประเทศลาวเป็นภรรยาและได้อพยพครอบครัวนางคำเวียง
พร้อมด้วยบ่าวไพร่มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านบก (บ้านบก หมู่ ๑๓ ต.ห้วยเหนือ อ.ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ) และยังได้ท้าวบุญจันทร์บุตรชายของนางคำเวียง
มาเป็นบุตรเลี้ยงด้วย
ปี พ.ศ. ๒๓๒๒ สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ) ถึงแก่อนิจกรรมจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงปราบ
เป็นพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เจ้าเมืองคนที่ ๒ และได้ย้ายเมืองขุขันธ์จากบ้านปราสาทสี่เหลี่ยมโคกลำดวนหรือ บ้านดวนใหญ่ไปตั้งที่เมือง
ขุขันธ์ในปัจจุบัน ตามที่พระยาขุขันธ์คนที่ 1 คือ ตากะจะได้วางแผนเอาไว้แล้วในการย้ายเมืองขุขันธ์มาตั้ง ณ ที่แห่งใหม่ในครั้งนี้ ได้มีหลักฐาน
คือการฝังหลักเมือง ณ มุมวัดกลางอมรินทราวาส (ด้านตะวันตกเฉียงใต้)
ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (เชียงขันธ์) ได้มีใบบอกขอตั้งท้าวบุญจันทร์
บุตรเลี้ยงเป็น "พระไกร" ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมือง และทรงโปรดเกล้าให้เปลี่ยนพระนามเจ้าเมืองขุขันธ์จากนามเดิมพระยาไกรภักดีศรีนคร-
ลำดวน เป็น "พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน" จึงทำให้เจ้าเมืองขุขันธ์ต่อๆ มาใช้นามในฐานะ เจ้าเมืองขุขันธ์ ว่า "พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน"
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ต่อมา "พระไกร" ไม่พอใจพระยาขุขันธ์ฯ ที่มักเรียกพระไกรว่าลูกเชลย เมื่อมีโอกาสจึงกล่าวโทษไปยังกรุงเทพฯว่า พระยาขุขันธ์ฯ (เชียงขันธ์)
คิดคบกับญวนต่างประเทศ จะเป็นกบฏ เพื่อพิจารณาคดีที่กรุงเทพฯ พระยาขุขันธ์ฯ (เชียงขันธ์) ถูกจำคุกอยู่กรุงเทพฯ ๓ ปี ถือว่าเป็นเจ้าเมืองขุขันธ์
คนที่ ๒ ที่สร้างคุณประโยชน์อย่างยิ่ง แม้จะอยู่ในตำแหน่งเจ้าเมืองได้ ๔ ปี
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวบุญจันทร์) เจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ ๓
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน คนที่ ๓ เดิมชื่อ ท้าวบุญจันทร์ เป็นบุตรเลี้ยงของพระยาขุขันธ์คนที่ ๒ (เชียงขันธ์) มารดาชื่อ นางคำเวียง
หญิงหม้าย ตระกูลสูงจากเวียงจันทร์ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น "พระไกร" ช่วยราชการเมือง หลังจากพระยาขุขันธ์ (เชียงขันธ์) ถูกจำคุกแล้ว
ทรงโปรดเกล้าฯ เป็นพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวนเจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ ๓ สืบแทน พ.ศ. ๒๓๒๗
ปี พ.ศ. ๒๓๔๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงดำริว่า เมืองขุขันธ์ ได้ตามเสด็จทำศึกสงครามหลายครั้งมีความชอบ
ให้เมืองขุขันธ์ ขึ้นต่อกรุงเทพฯ โดยไม่ต้อง ขึ้นต่อเมืองพิมายอีกต่อไป (ยกฐานะเมือง)
ปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์กษัตริย์แห่งนครเวียงจันทน์ เป็นกบฏ
ยกทัพเข้าตีเมืองนครราชสีมา เจ้าโว้ (โอรสเจ้าอนุวงศ์) เจ้านครจำปาศักดิ์ยึดเมืองขุขันธ์ เมืองสังขะ เมืองสุรินทร์ จับพระยาขุขันธ์ (บุญจันทร์)
และกรมการเมือง ระดับผู้ใหญ่ เมืองขุขันธ์ประหารชีวิตหมดสิ้น ส่วนเจ้าเมืองสังขะ เจ้าเมืองสุรินทร์ พร้อมกรมการเมืองหนีไปได้ ต่อมา
กองทัพจากกรุงเทพฯ ยกขึ้นมาปราบกบฏได้สำเร็จ จึงทำให้พระยาขุขันธ์ คนที่ ๓ ท้าวบุญจันทร์อยู่ในตำแหน่งเจ้าเมืองขุขันธ์ ๔๓ ปี ทำให้
เมืองขุขันธ์ขาดเจ้าเมืองปกครองอยู่ระยะหนึ่ง
พระยาขุขันธ์ภักดี ศ รีนครลำดวน (เชียงฆะ) เจ้าเมืองขุขันธ ์คนที่ ๔
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวนเชียงฆะหรือเชียงเตา) เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ ๔ เดิมชื่อ เชียงฆะหรือเชียงเตา เป็นหัวหน้าเขมรป่าดงร่วมคณะผู้นำ
จับพญาช้างเผือก ส่งกลับกรุงศรีอยุธยา ปี ๒๓๐๒ เมื่อตากะจะได้รับการทรงโปรดเกล้าฯ ให้รับบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงแก้วสุวรรณ" เชียงฆะได้รับ
โปรดเกล้าฯ บรรดาศักดิ์เป็น "หลวงเพชร" หัวหน้านายกอง ว่าราชการดูแลบ้านอัจจะบะนึง (สังฆะ) ภายหลังยกฐานะเป็น เมืองสังขะ ทรงโปรดเกล้าฯ
ให้หลวงเพชรเป็น "พระสังฆะบุรีนครอัจจะเจ้าเมืองสังขะ"
หลังจากที่กองทัพกรุงเทพฯ ปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์เรียบร้อยแล้ว เมืองขุขันธ์ขาดเจ้าเมืองปกครอง จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ
(เชียงฆะ) มาเป็นเจ้าเมืองขุขันธ์ โปรดเกล้าฯ ให้พระใน (ท้าวใน) เป็นพระภักดีภูธรสงครามปลัดเมือง โปรดเกล้าฯ ให้พระสุเพี้ยน (ท้าวนวน) เป็น
พระมนตรี ยกบัตรเมือง หลังทรงโปรดเกล้าฯให้ท้าวหล้า (บุตรพระยาขุขันธ์(เชียงขันธ์)) เป็นพระมหาดไทย และให้ท้าวอินทร์ บุตรพระยาสังฆะบุรี
ศรีนครอัจจะ (เชียงฆะ) เป็น "พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ" เจ้าเมืองสังขะ แทนบิดา
พระยาขุขันธ์ฯ (เชียงฆะ) ได้สร้างความเจริญความเป็นปึกแผ่น มั่นคงให้แก่เมืองขุขันธ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะได้ทำศึกสงครามกับเขมร
และญวน ในปี พ.ศ. ๒๓๗๖และพ.ศ. ๒๓๘๓ ได้ขอพระบรมราชานุญาตตั้งบ้านไพรตระหนักหรือบ้านสีดาขึ้นเป็นเมืองโดยได้นามเมืองว่า
"เมืองมโนไพร" และ โปรดเกล้าฯ ให้หลวงภักดีคำนาหรือทิดพรหม เสมียนตราเมืองขุขันธ์ เป็นเจ้าเมืองนโนไพรพระยาภักดีศรีนครลำดวน
(เชียงฆะ) ถึงแก่อนิจกรรม ในปี พ.ศ. ๒๓๙๓ ได้อยู่ในตำแหน่งเจ้าเมืองขุขันธ์ได้ ๒๒ ปี
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวใน) เจ้าเมืองขุขันธ์ คนที่ ๕
พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน (ท้าวใน) เดิมชื่อ ท้าวในเป็นบุตรพระยาไกรภักดี (ตากะจะ) ต่อมาได้บรรดาศักดิ์เป็น "พระไชย" เป็นพระภักดี
ภูธรสงคราม ปลัดเมืองขุขันธ์ พระบาทสมเด็๋จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น "พระยาขุขันธ์ภักดี ศรีนครลำดวน" เจ้าเมือง
ขุขันธ์ คนที่ ๕ เลื่อนพระมหาดไทย (ท้าวหล้า) เป็นพระภักดีภูธรสงครามแทนปลัดเมือง ต่อมาถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวกิ่ง บุตรพระยาขุขันธ์
(เชียงขันธ์) เป็นพระภูธรสงครามปลัดเมือง ให้ท้าวศรีเมืองเป็นพระมหาดไทย พระยาขุขันธ์ภักดี ศรีนครลำดวน (ท้าวใน) ถึงแก่ อนิจกรรมในปี
พ.ศ. ๒๓๙๓ อยู่ในตำแหน่งราว ๑ ปี (เนื่องจากได้รับตำแหน่งเมื่ออายุมากแล้ว)