ปราสาทสระกำแพงน้อย



ที่ตั้ง
  วัดสระกำแพงน้อย บ้านกลาง ตำบลขะยูง อำเภออุทุมพรพิสัย 
จังหวัดศรีสะเกษ 

ระยะทาง
  เดินทางตามถนนสาย ศรีสะเกษ-อุทุมพรพิสัย ระยะทาง ๘ 
กิโลเมตร
สภาพทั่วไป    ปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงทั้งหลัง ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม 
มีมุขต่อออกไปทางตะวันออกเชื่อมต่อกับฐาน มีวิหารผังรูปสี่เหลี่ยม
ผืนผ้า ซึ่งยังมีทับหลังศิลาทราย จำหลักเป็นรูปพระศิวะและพระอุมา
ประทับบนหลังโคนนทิ  พร้อมแท่นฐานศิวะลึงค์หินทรายตั้งอยู่
     บรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลงอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ โคปุระก่อด้วย
ศิลาแลงอยู่ทางตะวันออก เชื่อมต่อด้วยกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ
องค์ปรางค์ทั้งสี่ด้าน เหนือประตูยังมี ทับหลังศิลาทรายสลักรูป
พระกฤษณะปราบนาคกาลิยะ  มี สระน้ำ
ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากรุด้วย
ศิลาแลงเป็นขั้นบันไดลงไปทั้งสี่ด้านอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
อายุปราสาท
 สันนิษฐานว่าคงจะมีการก่อสร้าง ๒ สมัย เนื่องจาก
เคยมีทับหลัง ซึ่งกำหนดอายุจาก ภาพสลักได้ราว พุทธศตวรรษ
ที่ ๑๖แต่รูปแบบของสิ่งก่อสร้าง ในปัจจุบันเป็นศิลปะขอมแบบ
บายนร่วมสมัยสมเด็จพระชัยวรมันที่ ๗ มีอายุราวพุทธศตวรรษ ที่ ๑๘


 

 

ปราสาทหลุมพุก(ตาเล็ง)


ที่ตั้ง 
      บ้านปราสาท      ตำบลปราสาท   อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ 
ระยะทาง       ถนนราดยางจากตัวอำเภอขุขันธ์ถึงบ้านปราสาท ระยะทาง 
๘ กิโลเมตร
สภาพทั่วไป
     ปราสาทเป็นปรางค์เดี่ยวรูปสี่เหลี่ยมย่อเก็จ ก่อด้วยศิลาทรายเสริมอิฐ
 ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลง มีประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก กรอบประตู
หินทรายทั้ง สองข้างสลักเป็นตัวหงส์กำลังร่อนอยู่ในลายพันธุ์พฤกษา 
กรอบหน้าบันจำหลักรูปมกรคายนาคห้าเศียร  ส่วนยอดองค์ปรางค์ 
พังทลาย ผนังเรือนธาตุเหลือเพียงบางส่วน พบชิ้นส่วนฐานประติ
มากรรมหน้าบัน และทับหลังตกอยู่รวม ๔ ชิ้น ทับหลังที่ประตูด้าน
ทิศตะวันออกสลักเป็นเกียรติมุขหรือหน้ากาลคายท่อนพวงมาลัย
ออกมาทั้งสองข้าง มีพวงอุบะและลายใบไม้ม้วนอยู่เหนือเกียรติมุข
สลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัน ทับหลังด้านทิศใต้สลักเป็น
รูปเคารพ (พระยมทรงมหิงสา) อยู่เหนือเกียรติมุข ทับหลังด้านทิศ
ตะวันตกสลักเป็นรูปพระวรุณทรงหงส์อยู่เหนือเกียรติมุข ทับหลัง
ด้านทิศเหนือสลักเป็นรูปพระอิศวรทรงโค
     แนวศิลาแลงปรากฏอยู่ทางด้านทิศตะวันออก สันนิษฐานว่าเป็น
ขอบโคปุระส่วนคูน้ำรูปตัวยู สภาพตื้นเขิน ล้อม ๓ ด้าน เว้นทางเข้าด้านทิศตะวันออก และจากโคปุระด้านทิศตะวันออก มีแนวคันดิน
ลักษณะคล้ายถนนตัดตรงสู่สระน้ำขนาดใหญ่ อายุของปราสาท  ราวพุทธศตวรรษ ที่  ๑๖-๑๗


ปราสาทวัดโพธิ์พฤกษ์
 


ที่ตั้ง 
ปราสาทกุดวัดโพธิ์พฤกษ์ ตั้งอยู่ที่วัดโพธิ์พฤกษ์ (วัดเจ๊ก) ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ 
จังหวัดศรีสะเกษ ระยะทางห่างจากที่ว่าการ อำเภอขุขันธ์ ตามเส้นทางถนนศรีสะเกษ-ขุขันธ์
๕๐๐ เมตร
สภาพทั่วไป 
       ปราสาทวัดโพธิ์พฤกษ์เป็นปราสาทเดี่ยวหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ไม่ม่ประตูทางเข้า
แต่ทำเป็นประตูหลอก ตัวปราสาทก่อด้วยอิฐ มีสภาพปรักหักพัง  ปัจจุบันคณะสงฆ์ได้ช่วยกัน
อนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งของอำเภอขุขันธ์ อาจเป็นส่วนฐานของพระธาตุ-
เจดีย์ ข้อสันนิษฐานของคณะศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีชาวขุขันธ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘ เรียกว่า
"เจดีย์กุดวัดเจ็ก"  มีอายุมากกว่าสองร้อยปี จากการบอกเล่าและข้อสันนิษฐานของคนเก่า
คนแก่ น่าจะเป็นที่ขึ้นดูการฝึกช้างหรือฝึกหัดบังคับช้างของคน
ในสมัยนั้น เช่นเดียวกับสถานฝึกช้าง ที่นครธม ประเทศกัมพูชา
ประวัติความเป็นมา เป็นโบราณสถานเก่าแก่พร้อมกับเมืองขุขันธ์ ผู้สูงอายุเล่าว่า นอกจาก
เจดีย์กุดแล้ว ความจริงบริเวณใกล้ๆ เจดีย์กุด ในบริเวณสวนของชาวบ้านเจ็ก ข้างๆ วัดนี้ 
ยังมีโบราณสถานที่เรียกว่า บัลลังก์ "โคล" มีท่อนหินทราย ที่ถูกขุดกระจัดกระจาย และฐานโยนี
พระอุมา ซึ่งต่อมาได้นำมาเก็บไว้ที่วัดเจ๊ก ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ  
อายุของปราสาท มีผู้สันนิษฐานว่า สมัยอยุธยาตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๔







ปราสาทตำหนักไทร




ที่ตั้ง
  บ้านตำหนักไทร ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นปราสาที่ตั้งอยู่
ต้นน้ำห้วยทา เชิงเขาพนมดงเร็ก ใกล้ชายแดนประเทศกัมพูชา และสามารถขึ้นลงเดินทาง
ผ่านไปยังประเทศกัมพูชาได้โดยผ่านช่องพระพลัย
ระยะทาง  ถนนจากอำเภอขุนหาญ-สำโรงเกียรติ สภาพถนนลาดยาง ระยะทาง ๑๔ กิโลเมตร
สภาพทั่วไป
     ปราสาทตำหนักไทรเป็นปรางค์เดี่ยวรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ก่อด้วยอิฐย่อมุมไม้สิบสองบนฐาน
ศิลาทราย ขนาดกว้างยาวประมาณ ๔x๔ เมตร มีประตูเข้าออกได้ทางเดียว คือ ทางทิศ
ตะวันออกซึ่งเป็นด้านหน้า อีกสามด้านเป็นประตูหลอกสลักเป็นรูปบานประตูลงในเนื้ออิฐ 
กรอบประตูด้านหน้าสร้างด้วยศิลาทราย ทับหลังเป็นภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์เหนือ
พระยาอนันตนาคราช๗ เศียร มีพระชายา คือ พระลักษมีนั่งอยู่ หลังพระชงฆ์ และพระพรหม
ผุดมาจากพระนาภี สองข้างพระพรหมขนาบด้วยรูปฤาษีและบุคคลนั่งในซุ้มเรือนแก้ว
 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย
     ปัจจุบันมีรูปสิงห์ ๒ ตัว สลักด้วยศิลาทรายลอยตัวอยู่บริเวณทางเข้าหน้าปรางค์ มีบัว
ยอดปรางค์หล่นอยู่หน้าปราสาท เสาประดับกรอบประตูหายไป ส่วนแท่นฐานประติมากรรม
ตั้งอยู่ตรงกลาง ภายในองค์ปรางค์ มีบารายอยู่ด้านทิศตะวันออกของปรางค์ปราสาท
อายุของปราสาท     การพิจารณาอายุปราสาทตำหนักไทร นักโบราณคดีมีความเห็น
แตกต่างกันเพราะปราสาทแห่งนี้มีประติมากรรมหลายชิ้น แต่ละชิ้นเป็นศิลปะขอม
แต่แบบต่างกัน ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เสนอความคิดเห็นว่า ทับหลัง
บรรทมสินธุ์ของปราสาทแห่งนี้ พระนารายณ์บรรทสินธุ์แบนเรียบไปกับพระยานาค
มิได้ตั้งองค์ขึ้น อาจเก่าถึงพุทธศตวรรษที่๑๓  เมื่อดูใต้ภาพพระนารายบรรทมสินธุ์
มีแนวลายบัวคว่ำ แล้วจึงถึงลายพวงมาลัย มีอุบะคั่นอย่างสวยงาม ซึ่งเป็นศิลปะขอมในระหว่าง พ.ศ.๑๔๐๐-๑๔๕๐ และจากลาย
บนเสาประดับกรอบประตูมีลายใบไม้สลับกับพวงอุบะ ซึ่งเป็นของเก่าในระหว่าง พ.ศ. ๑๔๐๐-๑๔๕๐ แต่เสานี้ก็เป็นเสา ๘ เหลี่ยม 
และมีลวดลายประดับ ทั้งที่กึ่งกลางของเสา ที่เสี้ยวและกึ่งกลางของเสี้ยวและยังรักษาลำดับความสำคัญลดหลั่นกันอยู่คงสลักขึ้น
ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖ หลักฐานที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ อัฒจันทร์ศิลาที่สมภารวัดสำโรงเกียรติ ได้นำมาจากปราสาท
ตำหนักไทรมาเก็บไว้ที่วัด เมื่อพิจารณาจากรูปร่างเทียบเคียงกับอัฒจันทร์ขอม ก็เห็นว่ามีอายุอยู่ในระหว่างต้นพุทธศตวรรษที่ 
๑๓ จากหลักฐานดังที่ได้กล่าวแล้ว อาจกล่าวได้ว่าปราสาทตำหนักไทรสร้างราว พุทธศตวรรษที่ ๑๕ และ๑๖ หรือหลังจากนั้น 
จึงนับว่าเป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดศรีะเกษ

 


ปราสาทภูฝ้าย





ที่ตั้ง 
ปราสาทภูฝ้ายตั้งอยู่บนภูฝ้าย ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ 
ระยะทาง ออกจากอำเภอขุนหาญ-อำเภอกันทรลักษ์ สายในซึ่งเป็นเส้นทางลัดตรง 
ระยะทางประมาณ ๑๔ กิโลเมตร ก็จะถึงบ้านภูฝ้าย
สภาพทั่วไป
     ภูฝ้ายจะเป็นภูเขาหินบริเวณเชิงเขาจะมีโรงงานโม่หินสำหรับนำไปก่อสร้าง แต่
ปัจจุบันได้ลดปริมาณการผลิตลง ส่วนพื้นที่ดินที่อยู่รอบๆ ทางทิศตะวันออกเป็น
พื้นที่ตำบลกระแซง อำเภอกันทรลักษ์ ทางทิศเหนือเป็นพื้นที่ตำบลไพรและทิศใต้
เป็นพื้นที่ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จะเป็นเขตพื้นที่ที่มีเนื้อดินเป็นสีแดงอุดม
สมบูรณ์เหมาะสมสำหรับปลูกพืชสวนและพืชไร่อย่างกว้างขวาง  ส่วนทางทิศ
ตะวันตกเป็นเขตที่ราบลุ่มห้วยทา ตอนบนเป็นพื้นที่นากว้างใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ 
มาก ภูฝ้ายเป็นสันปันน้ำทางตะวันออก น้ำจะรวมกันเป็นร่องน้ำไหลลงห้วยตามาย
ทางซีกใต้และตะวันตกจะไหลลงมาห้วยทา เมื่อถึงเชิงเขาเดินด้วยเท้าขึ้นภูฝ้าย
ซึ่งสูงชันมาก แต่ก็มีเส้นทางเดินเท้า ที่สะดวกพอสมควร เมื่อถึงยอดเขาก็จะถึง
ที่ตั้งปราสาทซึ่งอยู่ด้านทิศเหนือของสันเขายอดเขาภูฝ้าย ปรางค์ปราสาทจะมี สามหลังเรียงกันในแนวทิศเหนือ-ใต้ ตั้งอยู่บนฐานหิน
เดียวกัน สภาพปรางค์ทั้งสามองค์ อยู่ในสภาพที่หักพังมาก ไม่ได้รับการบูรณะที่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังถูกลักลอบขุดค้นทำลายเสียหาย
จนเหลือเพียงฐานปรางค์เศษอิฐดินเผาและหินที่เคยเป็นส่วนของปรางค์ปราสาทเกลื่อนกระจาย มีทับหลังรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์
ที่สมบูรณ์และสวยงามมาก คล้ายกับทับหลังของปราสาทตำหนักไทร พระอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านพรานเกรงจะถูกขโมยจึงพาชาวบ้าน
นำไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านพราน ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่วัดสุพรรณรัตน์ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เคยมีเจ้าหน้าที่
กรมศิลปากร
มาขอ เพื่อนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย แต่ชาวบ้านรักและหวงแหนไม่ยอมมอบให้ ส่วนที่ยังปรากฏเห็นก็คือ
กำแพงแก้วก่อล้อมรอบองค์ปรางค์ปราสาทแห่งนี้มีความแปลกที่ไม่มีบารายอยู่ทางทิศตะวันออกของตัวปราสาท ตามคิตขอม แต่กลับ
มีสระน้ำโบราณอยู่ทางทิศใต้ของภูฝ้าย ชาวบ้านเล่าว่าสระน้ำแห่งนี้  จะมีน้ำใสสะอาดใต้สระน้ำนี้จะมีช่องตาน้ำเชื่อมกับหนองน้ำ
ขนาดใหญ่ที่บ้านกระมัล และหัวน้ำผุดที่อยู่ใกล้บ้านทุ่งเลน บ้านสำโรงเก่า และบ้านดอนข่า ที่มีเรื่องราวเล่าต่อกันมาว่าเคยเป็นที่ตั้ง
เมืองในสมัยโบราณ ปราสาทแห่งนี้จึงควรศึกษาค้นคว้าและบูรณะเพื่อให้เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีคุณค่า มีความหมายสำหรับเป็น
แหล่งท่องเที่ยวต่อไป
อายุปราสาท พิจารณาจากพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่อยู่วัดสุพรรณรัตน์ อาจสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ แต่หากพิจารณา
ประติมากรรม ทับหลังนารายณ์ บรรทมสินธุ์อีกชิ้นซึ่งอยู่ที่ปราสาทภูฝ้ายหลังเล็กตะวันออกวัดภูฝ้ายซึ่งพังหมดแล้ว ด้านนอกมี
ศิลาเรียงไว้เป็นกำแพง ขนาด ๕๐x๓๕ เมตร ศาสตราจารย์บวสเซอลีเย่อบอกว่าเป็นฝีมือช่างท้องถิ่น เครื่องประดับและชฎามงกุฎ
ของพระนารายณ์ น่าจะมีอายุ
อยู่ในราว พ.ศ. ๑๕๐๐ ซึ่งเป็นศิลปะขอมแบบเกาะแกร์





ย้อนกลับ
หน้าแรก
ถัดไป