กู่สมบูรณ์



ที่ตั้ง  กู่สมบูรณ์ตั้งอยู่ที่บ้านหนองคู ตำบลเป๊าะ อำเภอบึงบูรพ์ 
จังหวัดศรีสะเกษ 
ระยะทาง เดินทางตามถนนสายศรีสะเกษ-ราษีไศล เลี้ยวซ้าย
แยกบ้านหัวช้างไปตามถนนราดยางสายบึงบูรพ์  ประมาณ 
๙ กิโลเมตร เลยหนองคูไป ๑๐๐ เมตร เลี้ยวขวาเข้าไป ๑๕๐ 
เมตร ก็ถึงกู่สมบูรณ์
สภาพทั่วไป
     ปรางค์ เป็นปรางค์ ๓ องค์ เรียงกันตามแนวทิศเหนือ-ใต้
 อยู่ บนฐานศิลาแลงเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ปรางค์ประธานองค์กลางก่อศิลาแลงหุ้มด้วยอิฐเป็น
เปลือกนอก มีมุขยื่น ไปทางตะวันออก สภาพปัจจุบันเหลือ
เพียงส่วนเรือนธาตุ ส่วนยอดและมณฑปด้านหน้าพังทลาย
ลงหมด พบชิ้นส่วนกลีบขนุนและยอดปรางค์สลักด้วย
ศิลาทรายที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือประตูทางเข้า
ด้านทิศตะวันออกมีทับหลังภาพสลักทับหลังแบ่งภาพเป็น 
๒ แนว  สลักเป็นรูปบุคคลและสิงห์แบก ภายในปรางค์มี
แท่นฐานรูปเคารพศิลาทรายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งอยู่ ๑ แท่น
     ปรางค์บริวารองค์เหนือและองค์ใต้ก่อด้วยศิลาแลงหันไป
ทางตะวันออก เช่นเดียวกัน  มีสภาพพังทลายลง คงเหลือ
เรือนธาตุเพียงครึ่งองค์เท่านั้น  ภายในองค์ปรางค์ด้านทิศใต้มีแท่นฐานประติมากรรมทำด้วยศิลาทรายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
๑ แท่น เจาะช่อง ๒ ช่อง สำหรับตั้งประติมากรรมรูปเคารพ และมี ร่องโสมสูตร และมีคูน้ำคันดินรูปเกือกม้าล้อมรอบปราสาท
เว้นทางเข้าด้านปัจจุบัน มีการปรับสภาพใหม่ นำดินมาถมเป็นทางเข้าด้านทิศใต้ ประวัติความเป็นมา  เป็นโบราณสถานที่ไม่พบ
จารึก แต่จากการพิจารณาลักษณะศิลปกรรมการก่อสร้าง เป็นศิลปะเขมรแบบบาปวน สร้างขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗



ปราสาทเยอ
 




ที่ตั้ง  วัดปราสาทเยอเหนือ ตำบลปราสาทเยอ อำเภอไพรบึง จังหวัด
ศรีสะเกษ 
ระยะทาง  เดินทางตามถนนสายศรีสะเกษ-ขุนหาญ ถึงสี่แยกปราสาทเยอ 
หลักกิโลเมตรที่ ๓๔ เลี้ยวซ้ายเข้าบ้านปราสาทเยอ หรือหากเดินทาง
มาตามถนนสายยุทธศาสตร์ โชคชัย-เดชอุดม เมื่อมาถึงสี่แยกบ้าน
หัวช้าง  อำเภอไพรบึง เลี้ยวซ้ายไปอำเภอไพรบึงแล้วเดินทางต่อไป
อีก ๘ กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปตามถนนคอนกรีตเข้าหมู่บ้าน ประมาณ 
๑ กิโลเมตร ก็จะถึงวัดปราสาทเยอเหนือ
สภาพทั่วไป
     บ้านปราสาทเยอเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับลำห้วยสาขา
ที่แยกออกมาจากห้วยทา เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ประชากรพูดภาษา
กวยเยอ ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองภาษาหนึงในจังหวัดศรีสะเกษ
     สภาพของปราสาทเยอ มีผู้สูงอายุเล่าให้ฟังว่าในสมัยที่หลวงปู่มุม
เจ้าอาวาสวัดปราสาทเยอบวชเป็นพระและยังเดินธุดงค์ไปตามป่าเขา
หรือเมื่อประมาณ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา ขณะนั้นปราสาทยังมีสภาพเป็น
ปราสาทเดี่ยวที่ยังคงเห็นเป็นรูปปรางค์ปราสาทอยู่  ก่อด้วยอิฐ
ฝนผิวเรียบไม่สอปูนทั้งหลังตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงมีกรอบประตูศิลาทรายขนาดใหญ่มีทับหลังสวยงามมากและยังไม่พังลงมา ต่อมา
มีพวกค้าโบราณวัตถุมาแอบชโมยขุดค้นหาวัตถุโบราณ จึงทำให้ปราสาทอิฐพังถล่มลงมา ปัจจุบันมีสภาพชำรุดหักพังเป็นกองอิฐ
และทับหลังศิลาทราย  ลักษณะด้านศิลปะการก่อสร้าง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวด้านละประมาณ
๓ เมตร สูงประมาณ ๔.๕๐ เมตร เหลือเพียงกรอบประตูศิลาทราย  ทางเข้าด้านทิศตะวันออก ๒ ประตู เหนือกรอบประตูด้านในมี
ทับหลังศิลาทรายสลักเป็นรูปบุคคลนั่งเหนือเกียรติมุขซึ่งกำลังคาย ท่อนพวงมาลัยออกมาทั้งสองข้างมีพวงอุบะและใบไม้ม้วน
ทับหลังอีกชิ้นหนึ่ง ตั้งอยู่หน้าวงกบประตูสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัน สันนิษฐานว่าเป็นประตูมุขก่อยื่นออกมาจาก
องค์ปรางค์
อายุของปราสาท      เป็นศิลปะขอมแบบบาปวน สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖


พระธาตุจังเกา


ที่ตั้ง   พระธาตุจังเกา หรือปราสาทจังเกา ตั้งอยู่ที่บ้านหนองปิงปอง 
ตำบลโนนปูน  อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ
ระยะทาง   
เดินทางตามถนนราดยางจากศรีสะเกษถึงบ้านปราสาทเยอ 
๓๔ กิโลเมตร  เลี้ยวขวาไปตามถนนราดยาง ถึงบ้านหนองอารี
ประมาณ ๘ กิโลเมตร ตามถนนลูกรัง ๕ กิโลเมตร ถึงบ้านหนองปิงปอง 
หรือจะเข้าทางบ้านดวนใหญ่ อำเภอวังหินไปถึงบ้านพอก อำเภอขุขันธ์
เลี้ยวซ้ายไปประมาณ ๔ กิโลเมตร
สภาพทั่วไป 
บริเวณตั้งพระธาตุจังเกา จะเป็นเนินสูงและป่าไม้
ต้นน้ำของห้วยดวน ซึ่งเป็นลำน้ำ สาขาของห้วยแฮด ชาวบ้านละแวกนั้น
ส่วนใหญ่จะเป็นชาวกวย เรียกหมู่บ้านนี้ว่า โท๊ะปะเก็าะเป็กปอง(บ้านป่า
ขุดมัน)  ซึ่งเป็นพื้นที่ศูนย์กลางชนแดนสี่อำเภอ วังหิน พยุห์ ไพรบึง และ
ขุขันธ์ ใกล้ตัวปราสาทจะเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีโบราณสถาน ๒ หลัง
พระธาตุจะสร้างอยู่ด้านหลัง ด้านหน้าของเจดีย์ธาตุคนรุ่นหลังจะนำเอา
อิฐที่พังทลายลงมาจากพระธาตุมาสร้างต่อเติมเป็นปราสาทหรือวิหาร 
สร้างด้วยอิฐดินเผาชนิดก้อนใหญ่ทั้งหลังแบบไม่สอปูน  ผู้สูงอายุใน
ละแวกนั้นให้ข้อมูลว่าก่อนจะปรักหักพังลง เรือนธาตุจะมีลักษณะเป็น
พระปรางค์เดี่ยวมีรูปร่างลักษณะสี่เหลี่ยม สูงประมาณ ๒๐ เมตร 
มีส่วนยอดทรงกลมแหลม ต่อมามีการขโมยขุดของเก่า จึงหัก พังทะลาย ลงมา ๒ ครั้ง กลายเป็นกองอิฐคล้ายกับปราสาทเยอสันนิษฐาน
ว่าอาจสร้างขึ้นเป็นที่ บรรจุอัฐิของผู้ปกครองในสมัยโบราณ หรือบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
อายุของปราสาท พระธาตุจังเกา 
มีลักษณะศิลปะการก่อสร้างที่ก่อสร้างด้วยอิฐทั้งองค์ ส่วนวิหารอาจสร้างด้วยโครงไม้  น่าจะเป็น
โบราณสถาานในพระพุทธศาสนา อาจสร้างรุ่นเดียวกับ พระธาตุโนนแกด

 



ปราสาทปรางค์กู่



ที่ตั้ง 
 
บ้านกู่ ตำบลกู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ 
ระยะทาง
 เดินทางตามถนนราดยางออกจากปรางค์กู่-สำโรงทาบ ระยะทาง 
๕ กิโลเมตร
สภาพทั่วไป  
     
ที่ตั้งของปราสาทปรางค์กู่ ตั้งอยู่ที่เนินสูงยอดสุดห้วยวะ ซึ่งไหลผ่าน
บ้านตูม ผ่านบ้านกล้วยกว้าง  อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ไหลลงสู่
ห้วยสำราญ ที่ตำบลทุ่งไชย
     ปรางค์กู่ประกอบด้วยปรางค์ ๓ หลัง ก่อด้วยอิฐและศิลาแลง ตั้งอยู่บนฐาน
ศิลาแลงเดียวกันในแนวทิศเหนือ-ใต้  หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปรางค์
องค์กลางและองค์ที่อยู่ทางทิศใต้ ก่อด้วยอิฐขัดเรียบ มีทับหลังและเสาประดับ
กรอบประตูทำจากศิลาทราย แต่ปัจจุบันไม่ปรากฏทับหลัง ส่วนเสากรอบ
ประตูก่อด้วยอิฐ ติดผนังมีประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว 
ส่วนด้านอื่นเป็นประตูหลอก
     อิฐทั้งสององค์มีการสลักลวดลายตกแต่งลงบนเนื้ออิฐ เช่น ซุ้มหน้าบันสลัก
เป็นซุ้มโค้งหยักมียอดแหลมช่วงปลาย  สลักเป็นรูปเศียรนาค ปรางค์ที่อยู่
ทางทิศเหนือก่อด้วยศิลาแลงจากฐานถึงซุ้มหน้าบัน แล้วก่อด้วยอิฐจนถึง
ส่วนยอดมีประตูทางเข้าทิศตะวันออกเช่นเดียวกันส่วนบารายหรือสระน้ำ
ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้าทางทิศตะวันออกของปรางค์กู่
อายุของปราสาท   
ปราสาทปรางค์กู่  ศิลปะขอมแบบนครวัด สร้างราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗




ปราสาททามจาน(สมอ)




ที่ตั้ง 
 ปราสาทบ้านทามจานหรือปราสาทบ้านสมอ ตั้งอยู่ที่บ้านทามจาน ตำบลสมอ 
อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ

ระยะทาง
   เดินทางตามถนนราดยางสายศรีสะเกษปรางค์กู่ หลังจากข้ามสะพาน
ห้วยสำราญ  ที่บ้านภูมิศาลา อำเภอขุขันธ์ แล้วเดินทางต่อไปจนถึงทางแยกบ้าน
กระต่ายด่อน เลี้ยวขวาอีก ๓  กิโลเมตรแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ ๕๐๐ 
เมตรก็จะถึงที่ตั้งปราสาททามจาน  ซึ่งบ้านทามจาน อยู่ฝั่งตะวันตกของ
ห้วยสำราญ

สภาพทั่วไป
     สภาพของปราสาททามจาน ปรางค์ปราสาทเป็นปรางค์เดียวก่อด้วยศิลาแลง 
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อเก็จ  มีมุขยื่นออกไปเล็กน้อย 
ทางด้านตะวันออก ซึ่งจะเป็นด้านหน้าและเป็นประตูทางเข้าไปในตัวปราสาท 
ส่วนอีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก กรอบประตูและทับหลังทำด้วยหินทรายสลัก
ลวดลาย ทับหลังด้านหน้าหายไป ทับหลังบนกรอบประตูทางทิศใต้สลักแล้วเสร็จ
เพียงครึ่งเดียว เป็นรูปหน้ากาลกำลังคายท่อนพวงมาลัยโดยใช้ มือยึดจับ
พวงมาลัย ซึ่งสลักเป็นลายใบไม้ม้วน เหนือหน้ามีรูปบุคคลนั่งขัดสมาธิลักษณะ
เป็นพระพุทธรูปมีบุคคลสองคนนั่งพนมมืออยู่ พระพุทธรูปดังกล่าวอาจจะ
เป็นพระพุทธไภสัชยคุรุพระพุทธเจ้าผู้รักษาโรค เพราะรูปแบบ และแผนผัง
ของปราสาท สันนิษฐานได้ว่าคงจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า "อโรคยาศาล" 
หรือโรงพยาบาลซึ่งได้พบจารึก กล่าวถึงการก่อสร้างโรงพยาบาลหลายหลัก
และในจารึกกล่าวถึงพระพุทธไภสัชยคุรุ กำแพงและโคปุระ มีร่องรอย
ฐานกำแพงก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบสี่ด้าน ด้านตะวันออกมีโคปุระก่อด้วยศิลาแลง เช่นกัน มีสระน้ำจำนวน ๒ สระ ตั้งอยู่
ทางตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากโคปุระ ประมาณ ๑๐ เมตร เป็นสระขนาดเล็ก ผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อีกสระมีขนาดใหญ่
ตั้งอยู่ด้านตะวันออกห่างออกไปประมาณ ๕๐ เมตร

อายุของปราสาท    สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ศิลปะขอมแบบบายน





ปราสาทบ้านปราสาท

ที่ตั้ง  วัดบ้านปราสาท ตำบลปราสาท อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ 
ระยะทาง เดินทางไปได้สองทาง ทางหนึ่งจากอำเภอห้วยทับทันไปทาง
ทิศเหนือ ไปยังบ้านปราสาท ระยะทางประมาณ ๖ กิโลเมตร
สภาพทั่วไป
     ปรางค์ก่อด้วยอิฐสามหลังเรียงตามแนวเหนือ-ใต้ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลง
เดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปัจจุบันมีลักษณะผิดแปลกไปจาก
ปรางค์ขอม เนื่องจากมีการดัดแปลงให้เป็นธาตุเจดีย์ในสมัยหลัง ปรางค์องค์ 
กลางยังคงสภาพสถาปัตยกรรมขอมเฉพาะส่วนที่เป็นประตูทางเข้าคือ มี
ทับหลังหินทรายตั้งอยู่บนกรอบประตู ทับหลัง ดังกล่าวจำหลักเป็นภาพ
หน้ากาล หรือเกียรติมุข ภาพเหนือเกียรติมุขภาพลบเลือน ด้านข้างทั้งสอง
ของทับหลังเป็นภาพบุคคลยืนแยกเข่าอยู่ภายในซุ้ม
     ปรางค์ด้านข้างอีกสององค์ ถูกดัดแปลงโดยการก่ออิฐปิดประตูทึบทั้ง
สี่ด้าน แล้วทำพระพุทธรูปปูนปั้นไว้ด้านหน้า ส่วนยอดถูกดัดแปลงเช่น
เดียวกัน  คงทิ้งชิ้นส่วนทับหลังศิลาทรายตกกระจัดกระจาย ชิ้นส่วน
บางชิ้นมีภาพจำหลัก ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นภาพเล่าเรื่องการกวนเกษียรสมุทร
ส่วนกำแพงก่อด้วยศิลาแลงล้อมทั้งสี่ด้าน มีโคปุระอยู่ทางทิศใต้ และทิศ
ตะวันออกเท่านั้น

อายุปราสาท  สร้างราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ศิลปะแบบบาปวน สร้างต่อเติมในสมัยอยุธยาตอนปลายตามลักษณะที่เห็นในปัจจุบัน 
ด้วยอิทธิพลวัฒนธรรมล้านช้างสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เก็บกระดูกของผู้ครองเมือง ชาวบ้าน เรียกว่า "ธาตุ" บ้านที่ตั้ง
ปราสาทชาวบ้านเรียกว่า บ้านโนนธาตุ  อพยพมา ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๒



ธาตุบ้านเมืองจันทร์



ที่ตั้ง    บ้านเมืองจันทร์ ตำบลเมืองจันทร์ อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ 
ระยะทาง    พระธาตุเมืองจันทร์อยู่ห่างจากอำเภอเมืองจันทร์ ระยะทาง ๘ กิโลเมตร
สภาพทั่วไป
     พระธาตุบ้านเมืองจันทร์ตั้งอยู่ในวัดเมืองจันทร์ ซึ่งบ้านเมืองจันทร์เป็นชุมชน
โบราณ ที่มีลักษณะเนินดินรูปวงกลม มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ ๑ ชั้น ประกอบด้วย
โบราณสถาน ดังนี้
๑. พระอุโบสถเก่า (สิม) อยู่ทางมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโบสถ์หลังใหม่
ลักษณะเป็นโบสถ์หลังเล็ก ก่อด้วยอิฐฉาบปูนขาวมีฐานสูง และบันไดทางขึ้น ส่วนบน
ชำรุดหักพัง ประตูและบันไดทางขึ้น อยู่ทางทิศตะวันตก ภายในมีใบเสมาหินทราย
ตั้งอยู่ทั้ง ๘ ทิศ
๒. ธาตุบ้านเมืองจันทร์ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของโบสถ์หลังใหม่ ผังเป็นรูป
สี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จ ลักษณะรูปทรงคล้ายธาตุลาว อาจดัดแปลงมาจากปรางค์ขอม
ก่ออิฐสอดินเหนียวฉาบปูนซึ่งไม่ใช่ลักษณะของการก่ออิฐแบบเขมร ตัวเรือนธาตุทึบ 
มีซุ้มจรนำทั้ง ๔ ด้านก่อปิดทึบ บัวหัวเสาประตูซุ้มจรนำสลักเป็นลายบัวคว่ำบัวหงาย 
ส่วนหลังคาก่อด้วยอิฐทึบขึ้นไปเป็นชั้นๆ  คล้ายส่วนเรือนธาตุ แต่ลดหลั่นขึ้นไปจน
ถึงยอด  ยอดเป็นยอดแหลมคล้ายเจดีย์โบกปูน
อายุของปราสาท   ไม่สามารถกำหนดอายุได้อย่างชัดเจน



 




กู่แก้วสี่ทิศบ้านหว้าน
 


ที่ตั้ง     ตั้งอยู่บริเวณที่สาธารณะประโยชน์ป่าช้าดงใหญ่  ทางด้านทิศ
ตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านหว้าน  ตำบลหว้านคำ    อำเภอราษีไศล  
จังหวัดศรีสะเกษ 
ระยะทาง    สามารถเดินทางจากตัวอำเภอราษีไศล  ไปตามเส้นทาง
ราษีไศล-อำเภอมหาชนะชัย ประมาณ ๕ กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวา
เข้าไปอีก ๓ กิโลเมตร ก็จะถึงแหล่งโบราณคดี บ้านหว้าน โบราณสถาน
ที่ขุดพบอยู่ในที่สาธารณประโยชน์ ป่าช้าดงใหญ่ ห่างจากหมู่บ้านไปทาง
ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้  ประมาณ ๕๐๐ เมตร
ประวัติความเป็นมา  จากโบราณวัตถุที่พบสันนิษฐานว่าแหล่งโบราณคดี
แห่งนี้คงเป็นชุมชนในสมัยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมทวารวดี ระหว่าง
พุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๖มีการนับถือ ศาสนาพุทธ  โดยประดิษฐ์ใบเสมาขึ้น
 เพื่อใช้ประกอบสังฆกรรม มีการ สร้างสิ่งก่อสร้างที่น่าจะเป็นศาสนสถาน 
และมีการสร้างคูน้ำคันดิน เพื่อใช้กักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคของชุมชน
สภาพทั่วไป    มีลักษณะเป็นเนินดินรูปร่างค่อนข้างกลม  มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ๒ ชั้น โดยก่อคันดินล้อมรอบคูน้ำด้านนอก 
ลักษณะเช่นนี้เชื่อว่าคงสร้างคูน้ำขึ้นโดยมีจุดประสงค์หลัก ในการกักเก็บน้ำ ตัวแหล่งโบราณคดีมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณ ๖๐ เมตร
สภาพปัจจุบัน
     คูน้ำและคันดินบางส่วนเปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นที่นา ปัจจุบันเป็นที่ตั้งวัดเมืองคง ซึ่งเป็นวัดฝ่ายมหานิกาย รวมทั้ง
รูปปั้นของพญากตะศิลา ซึ่งเป็นเจ้าเมืองผู้นำชาวเยอ มีการบวงสรวงกันทุกวันเพ็ญเดือนสาม
หลักฐานที่พบ
     ซากโบราณสถานซึ่งปัจจุบันอยู่ในสภาพพังทลาย เนื่องจากการถูกลักลอบขุดหาวัตถุโบราณ เหลือสภาพเพียงเศษอิฐ
กระจายอยู่ทั่วไป กลุ่มใบเสมาหินทรายบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตัวแหล่ง เศษภาชนะดินเผาทั้งประเภทเนื้อหยาบ
และเนื้อแกร่ง










ย้อนกลับ
หน้าแรก