โบราณสถานในจังหวัดศรีสะเกษที่มีอยู่มากมายถือว่ามีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ทั้งในระดับประเทศ และระดับโลกเพราะเป็น
สมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ ที่ทุกคนต้องร่วมกันอนุรักษ์ รักษาและปกป้องให้คงอยู่ตลอดไป โบราณสถานในจังหวัดศรีสะเกษ มีดังนี้
ที่ตั้ง วัดบ้านโนนแกด ตำบลทุ่ม อำเภอเมืองฯ จังหวัดศรีสะเกษ
ระยะทาง เดินทางจากจังหวัดศรีสะเกษ ถนนศรีสะเกษ-กันทรลักษ์ 8 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปตามถนนราดยางสาย หนองแคน-จันลม
๗ กิโลเมตร
ถึงบ้านโนนแกดเลี้ยวขวาเข้าวัดบ้านโนนแกด ๕๐๐ เมตร
สภาพทั่วไป
บ้านโนนแกด ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มห้วยแฮดฝั่งตะวันออก ทิศตะวันตกของหมู่บ้านจดลำห้วยแฮด "โนนแกด" เป็นภาษาพื้นเมืองชาวกวย
แปลว่า"โนนน้อย" ในสมัยเมื่อ ๕๐ ปีที่ผ่านมาคนทั่วไปในละแวกนี้เรียกบ้านโนนแกดด้วยภาษาพื้นเมืองชาวกวยว่า "โท๊ะเตีย หรือ ทุเตีย"
แปลว่า บ้านเก่า
ซึ่งก็ตรงกับความเป็นจริง จากการสัมภาษณ์หลวงปู่เกลี้ยง เตชธมฺโม หรือ พระครูโกวิทพัฒโนดมเจ้าอาวาสวัดศรีธาตุ
(โนนแกด) อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ปัจจุบัน อายุ ๙๘ ปี ท่านเล่าว่าบรรพบุรุษของชาวบ้านโนนแกด เป็นชาวกวยเยอ มี ๖๒ ครัวเรือน
เลยบ้านโนนแกดออกไปทางทิศใต้ประมาณ ๔๐๐ เมตร จะมีหมู่บ้านที่เป็นชุมชนโบราณหมู่บ้านหนึ่งชื่อบ้านโนนตูม ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดี
เตาเผาโบราณ ทิศตะวันตกของหมู่บ้านโนนตูมนี้จะเป็นจุดสำคัญที่ลำห้วยดวนสาขาของห้วยแฮดแยกออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
ทอดไปตามทุ่งถึงบ้านดวนใหญ่ อำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ พื้นที่บริเวณตอนกลางของบ้านโนนแกด ด้านทิศเหนือวัดจะเป็น
เนินดินสูง
มีบัลลังก์หินศิลาแลงรอบๆ เนินจะมี
ร่องน้ำโค้งยาว ห่างจากแท่นบัลลังก์ออกไปประมาณ ๑๐๐ เมตรทางทิศตะวันออกจะมี
สระน้ำโบราณขนาดใหญ่ ปัจจุบันได้ขุดลอกใหม่ วัดศรีธาตุ
( โนนแกด) จะอยู่ทิศใต้ของหมู่บ้าน และจะมีคูน้ำล้อมรอบทางทิศใต้ มาจนถึง
บริเวณทิศตะวันออกของวัด และที่วัดแห่งนี้ก็มี พระธาตุเจดีย์
เก่าแก่มากแห่งหนึ่งของจังหวัดศรีะเกษประวัติความเป็นมา พระศรีธาตุ
เดิมเป็นพระธาตุที่ก่อด้วยอิฐทั้งองค์ จากการบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่
ในบ้านโนนแกดเล่าว่าในสมัยที่ตนเองยังเป็นเด็กพระธาตุองค์
เดิมที่ยังมสภาพสวยงามลักษณะคล้ายพระธาตุพนม แต่ส่วนยอดจะกลมที่ยอดพระธาตุจะมีฉัตรสำริดหลายชั้นและ มีกระดิ่งโลหะเมื่อ
ลมพัดจะมี เ สียงดัง ในทุกวันพระจะมีแสงลอยออกจากยอดพระธาตุ ชาวบ้านจึงเคารพ
นับถือมากราบไหว้
สักการะบูชา ต่อมามีพวก
กุลาเอาปืนมายิงกระดิ่งที่แขวนอยู่ฐานฉัตรบนยอดพระธาตุแล้วเอากระดิ่งไป ต่อมาพระธาตุได้ ล้มลงมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ
พระธาตุพนม จังหวัดนครพนมล้มลงนั่นเอง ชาวบ้านชาวเมืองที่เคยไปเคารพกราบไหว้ต่างรู้สึกเสียดายและ
ได้ช่วยกันนำชิ้นส่วนที่
สำคัญเก็บไว้ ท่ามกลางความเสียใจของพุทธศาสนิกชนนั้น หลวงปู่เกลี้ยง ได้มาจำพรรษาที่วัดบ้านโนนแกดและมีศรัทธาแรงกล้าที่จะ
บูรณะพระธาตุเจดีย์ ให้กลับมาดังเดิม จึงได้ร่วมกับคณะกรรมการวัดและพระผู้ใหญ่ในจังหวัดศรีสะเกษวางแผนบูรณะ โดยเชิญ
เจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร มาดำเนินการขุดกรุฐานองค์พระธาตุ พบวัตถุโบราณมีค่ามากมาย อาทิ พระพุทธรูปทองคำ ๑๖ องค์
ผอบบรรจุ พระบรมธาตุ ๑ ใบ พระพุทธรูปเงิน ๑ ถาด บาตรพระ ๓ ใบ ดาบโบราณ ๑ เล่ม แหวนประดับพลอย ๔ วง และอื่นๆ อีก
หลายรายการ จึงได้จัดสร้างห้องเก็บไว้ อย่างปลอดภัยจนถึงปัจจุบัน อายุพระธาตุ จากการลงความเห็นของเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร
ที่ดำเนินการขุด
ให้ความเห็นว่าพระธาตุ
บ้านโนนแกดมีอายุกว่า ๑,๔๐๐ ปี ก่อนล้มลงเคยได้รับการบูรณะมาแล้ว 1 ครั้ง การบูรณะ
ครั้งหลังสุดเมื่อ
พ.ศ. ๒๕๒๗
เป็นการบูรณะครั้งที่ ๒
ปัจจุบันประชาชนมีความเลื่อมในศรัทธาในองค์พระธาตุ และหลวงปู่เกลี้ยงเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้ จึงมีญาติธรรมจากทั่วประเทศมา
นมัสการขอพร เป็นประจำ ความสำคัญ เป็นโบราณสถานที่เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วประเทศ
เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า
ทางด้านพระพุทธศาสนา
ในภูมิภาค และในจังหวัดศรีะเกษ และศึกษาชุมชนโบราณและพัฒนาการของชุมชนในบริเวณพื้นที่จังหวัด
ศรีสะเกษ
ซึ่งเมื่อต้นเดือน
กันยายน ๒๕๔๘ นายชัยขรรค์ สีลวานิช นักโบราณคดีและคณะได้เดินทางไปสำรวจแหล่งโบราณคดีที่
หมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง ได้สอบถามหลวงปู่เกลี้ยง
เจ้าอาวาสวัด และคณะกรรมการวัด หลวงปู่เล่าว่าพื้นที่บริเวณบ้านโนนแกด
บ้านโนนตูม ชาวบ้านขุดค้นพบ
วัตถุโบราณจำนวน
มาก
มีนักสะสม
วัตถุโบราณมาซื้อถึงบ้าน บางแห่งขุดพบโครงกระดูกมนุษย์
โบราณก็ได้นำกระดูก ขึ้นมาเผาทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปแล้วก็มีส่วนหม้อดิน คนโท
โบราณและเครื่องเคลือบดินเผาบางส่วนได้นำมา
มอบให้หลวงปู่ เก็บรักษาไว้หลวงปู่ได้นำมาให้ นายชัยขรรค์ สีลวานิช
พิจารณาอายุ พบว่า เป็นภาชนะดินเผาลายเชือกทาบสีแดง
๒๑ใบ และแบบผิวเรียบ ๑ ใบ สภาพสมบูรณ์ สันนิษฐานว่าเป็นภาชนะดินเผา
ยุคก่อนประวัติศาสตร์รุ่นเดียวกับ
ภาชนะดินเผา
บ้านเชียง
จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีอายุประมาณ ๓,๐๐๐ ปี ส่วนคนโทเท้าช้าง ไหสี่หู และกระปุกดินเผาเคลือบ
เป็นภาชนะขอมโบราณ
อายุกว่าพันปี
 |
 |
ที่ตั้ง ภาพสลักผามออีแดง ตั้งอยู่บนหน้าผา ผามออีแดงเทือกเขาพนมดงเร็ก
เขตบ้านภูมิซร็อล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ติดกับสถานที่ จ อดรถผามออีแดง
ระยะทาง เดินทางตามถนนศรีสะเกษ-เขาพระวิหาร (สุดเส้นทาง) ระยะทาง
๙๐ กิโลเมตร
สภาพทั่วไป ผามออีแดงเป็นหน้าผาหัก สุดเขตเทือกเขาพนมดงรักเป็นจุดชมวิว
ที่สวยงามมาก เมื่อเดินขึ้นไปจะเป็นจุดชมทิวทัศน์ มีศาลาพักผ่อนนั่งชมทิวทัศน์
เลยออกไปจะมีทางเดินลงดูหน้าผาหินทราย มีทั้งภาพสลักนูนต่ำและลายเส้น
ภาพกลุ่มแรกเป็นภาพบุคคลนั่งเรียงกัน ภาพกลุ่มสองเป็นภาพบุคคลนั่งมีนาค
๕ เศียร ขนาบข้างด้วยหมู ๒ ตัว ความสูงจาก ระดับน้ำทะเล ประมาณ๕๖๐ เมตร
หากย้อนกลับมาประมาณ ๑ กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปตามถนนลูกรัง ๔ กิโลเมตร
ก็สามารถชมปราสาทโดนตวล โบราณสถานเก่าแก่ที่สุดของจังหวัดศรีสะเกษ ที่
สร้างขึ้นก่อนปราสาทหินเขาพระวิหาร
ความสำคัญ เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา เป็น
สถานที่ท่องเที่ยวของไทยที่สวยงามมาก สามารถใช้กล้องส่องทางไกล ส่องดูเขาพระวิหารได้หากไม่มีเวลาขึ้นชม นอกจากนี้ยังเป็นบริเวณ
ที่สามารถพานักเรียน นักศึกษาไปศึกษาสภาพทางธรณีวิทยาของเทือกเขาพนมดงเร็กได้ดีและง่ายที่สุด เพราะสามารถขึ้นลงได้ตลอดเวลา
ไม่ต้องเสียค่าผ่านทาง สถูปคู่ บริเวณเชิงเขาผามออีแดงกับเชิงเขา
ที่ตั้งปราสาทหินเขาพระวิหารจะมีสถูปสี่เหลี่ยมสององค์ สถูปคู่นี้
สันนิษฐานว่า
น่าจะสร้างมาตั้งแต่ ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๖ อายุกว่าพันปี
ที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาพนมดงเร็ก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านภูมิซรอล ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ระยะทาง เดินทางด้วยถนนราดยาง สายกันทรลัษ์-เขาพระวิหาร ๓๐ กิโลเมตร ก่อนขึ้นผามออีแดงเลี้ยวซ้ายไปตามถนนลูกรัง ๓.๕
กิโลเมตร
ก็จะถึงปราสาทโดนตวล
สภาพทั่วไป ปรางค์เป็นปรางค์เดี่ยว ผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวประมาณ ๗ เมตร ย่อมุมทั้ง ๔ ด้าน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ตัวปรางค์
ก่อด้วย อิฐครึ่งหนึ่งและก่อด้วยศิลาแลงครึ่งหนึ่งโดยก่อศิลาแลงจากฐานถึงครึ่งผนังเรือนธาตุ จากนั้นก่อขึ้นไปด้วย
อิฐฝนเรียบไม่สอปูนจนถึงยอดปรางค์ บริเวณทางเข้าทำเป็นมุขยื่นออกไป ผนังของมุขเป็นอิฐ หลังคาคาดว่าจะเป็นเครื่องไม้
มุงกระเบื้องยาวประมาณ ๕-๗ เมตร
สังเกตได้จากการเซาะร่องโครงสร้างหลังคาและขอบกระเบื้อง ที่ผนังองค์ปรางค์ด้านหน้า
ต่อจากมุขมีแนวเสาหินทราย ๔ ต้น สันนิษฐานว่า
เป็นเสารองรับ
หลังคาห้องโถง หรือที่เรียกว่า มณฑป ทางเข้ามณฑปมีวงกลม
ประตู ๓ ช่อง วงกบประตูทั้งสองข้าง มีจารึกปรากฎอยู่เสาศิลาทราย
ถัดจากประตูทางเข้าปราสาทออกมา มีเสาศิลาทราย อยู่อีก ๔ ด้าน
สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นซุ้ม โคปุระ แต่ไม่ปรากฎว่ามีกรอบประตู
พบหินทราย ลักษณะเป็นธรณี ประตูตั้งไว้ ระหว่างเสาและหน้า
ธรณีประตูมีอัฒจันทร์ หินทรายวางอยู่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของ
ปรางค์มีหินทรายเรียงต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
กว้างยาว
ประมาณ
๓x๕ เมตร สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นบรรณาลัย และมี
สระน้ำ
ลักษณะเป็นคันดินมีน้ำขัง อายุสมัย ราวพุทธศตวรรษที่
๑๖ หลักฐานจารึก
ปราสาทโดนตวล ๑ เลขที่ ศก. ๙ จารึกที่กรอบ
ประตูด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร-สันสกฤต จำนวน ๑ ด้าน
มี ๓ บรรทัด ระบุมหาศักราช ๙๒๔ ซึ่งตรงกับ
พ.ศ.๑๕๔๕ เป็น
จารึกที่เก่าแก่กว่า จารึกปราสาทเขาพระวิหาร ๑ เลขที่ ศก.๕
ระบุ
มหาศักราช ๙๕๙ ซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๑๕๘๐
ที่ตั้ง ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของบ้านกำแพง หมู่ที่ ๑
ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
ระยะทาง การเดินทาง หากเริ่มจากที่ว่าการอำเภออุทุมพรพิสัย สามารถ
เดินทางโดยรถยนต์ ตามทางหลวงหมายเลข ๒๒๖ เส้นทางไปจังหวัด
สุรินทร์ ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร ถึงบ้านสระกำแพง เลี้ยวซ้ายเข้าไป
ประมาณ ๓๐๐ เมตร ก็จะถึงตัวปราสาทซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดสระกำแพงใหญ่
สภาพทั่วไป จากการศึกษาภาพถ่ายทางอากาศ แสดงให้เห็นว่าปราสาท
สระกำแพงใหญ่น่าจะมีชุมชนรายล้อมอย่างหนาแน่น ทางทิศตะวันออก-
เฉียงใต้ ห่างออกไปประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ เมตร มีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่
อยู่สระหนึ่ง เรียกว่า "สระกำแพง" สันนิษฐานว่าน่าจะขุดขึ้นเมื่อครั้งสร้าง
ปราสาท ส่วนแหล่งน้ำธรรมชาติ หนองน้ำ จะอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของ
หมู่บ้าน บางแห่งมี น้ำเกือบตลอดปี เป็นต้นว่า หนองฮี ส่วนทางทิศตะวันออก
ก็มีลำห้วยเล็กๆ ไหลผ่านคือ ห้วยตาเหมา ซึ่งเป็นลำห้วยสาขาที่แยกออกมา
จากห้วยสำราญที่อยู่ทางทิศตะวันออกและทิศใต้ของปราสาทสระกำแพงใหญ่
พื้นที่บริเวณนี้ เป็นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ของห้วยสำราญจด
เขตแดน อำเภอขุขันธ์ ปรางค์กู่ ส่วนพื้นที่ทางทิศตะวันตกเป็นที่ราบสูง
เลยไปอีก ๑๒ กิโลเมตร เป็นลำห้วยทับทัน
ความสำคัญ ปราสาทสระกำแพงใหญ่
สร้างขึ้นในศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธแบบมหายาน
เพื่อเป็นที่ประดิษฐานเทวรูปหรือศิวลึงค์ จารึก
ภาษาเขมร
เช่น จารึกปราสาทหินพนมวัน ๓
จะเรียกปราสาทเหล่านี้ว่า อาศรม ซึ่งมีความหมาย
เช่นเดียวกับ เทวาลัย ศาสนาฮินดูถือว่า เทวาลัย
เป็นเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
เป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้า ประติมากรรม ภาพสลักที่ปรากฎตามทับหลังและหน้าบัน และจากการขุดแต่งบูรณะ
ปราสาทแห่งนี้ ของกรมศิลปากร เมื่อเดือน
พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๒ ได้ค้นพบประติมากรรมสำริด
ขนาดใหญ่ เฉพาะองค สูง ๑๔๐
เซนติเมตร และรวมความสูง
ทั้งฐาน ๑๘๐ เซนติเมตร
ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ให้ความเห็นว่าเป็นรูปของนันทิเกศวร หรือ
นันทีศวร
ลักษณะพิเศษ คือเป็นสำริดกะไหล่ทอง อาจจะตั้งอยู่
หน้าปราสาทหลังกลางภายในมุขหน้าปราสาท
เพราะโดยปกติจะประจำอยู่กับ
เทวาลัยของพระอิศวรประติมากรรมชิ้นนี้เป็นศิลปะขอมแบบ
บาปวนตอนปลาย สำคัญมาก นับเป็นประติมากรรมชิ้นเอกชิ้นหนึ่งที่พบใน
ประเทศไทย
ปัจจุบันจัดแสดง
ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
โบราณสถานและโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นสื่อกลาง
ถ่ายทอดเรื่องราว ตามคำภีร์ ในลัทธิศาสนาต่างๆ ซึ่งช่วยให้ศาสนิกชนสามารถเข้าถึงเทพเจ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น
นอกจากเป็นศูนย์กลางการศาสนา
แล้วเทวาลัยยังเป็นที่พึ่งทางใจ และเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าด้านวัฒนธรรม
ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ
ในสมัยโบราณสืบเนื่อง
มาจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะแผนผัง
ลักษณะแผนผังปราสาทสระกำแพงใหญ่ ประกอบด้วยระเบียงคตรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๔๙ เมตร ยาว ๖๗ เมตร ล้อมรอบกลุ่ม
ปราสาทอิฐและบรรณาลัย รวมทั้งหมด ๖ หลัง กลุ่มปราสาทประธานซึ่งอยู่ตรงกลางเป็นปราสาทอิฐ ๓ หลัง ตั้งเรียงอยู่บนฐานศิลาแลง
เดียวกันตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก โดยปราสาท องค์กลางตั้งอยู่ในแนวตรงกับซุ้มโคปุระของระเบียงคต
ด้านทิศตะวันออก-ตะวันตก ถัดจากปราสาทอิฐองค์ทิศใต้ไปทางทิศตะวันตกราว ๘ เมตร มีปราสาทอิฐ ๑ หลัง รูปแบบเดียวกับกลุ่ม
ปราสาทประธานและหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้าของกลุ่มปราสาทประธานมีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (บรรณาลัย) ก่อด้วยอิฐ
จำนวน ๒ หลัง ตั้งเยื้องไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากปราสาทไปทางด้านทิศตะวันออกประมาณ
๔๕๐ เมตร มีบารายหรือสระน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกว้างประมาณ ๑๖๐ เมตร ยาว ๓๒๐ เมตร ชื่อว่า "สระกำแพง" ซึ่งเคยมี ร่องรอยของถนน
ปูด้วยศิลาแลงทอดมาเชื่อมกับบริเวณตัวปราสาทสระกำแพงใหญ่ด้วย ศาสนสถานที่มีลักษณะ
เป็นพระปรางค์อิฐจำนวน ๓ องค์ บนฐาน เดียวกันเช่นเดียวกับปราสาทสระกำแพงน้อยในเขต
จังหวัดศรีสะเกษนั้น ได้พบตลอดแนวห้วยสำราญจากทิศเหนือจรดใต้ ได้แก่ ปราสาทกู่สมบูรณ์
ปราสาทบ้านปราสาท ปราสาทปรางค์กู่ และปราสาทภูฝ้าย นอกจากนั้น ยังพบกระจายทั่วไป
ตามแนวลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูล แม่น้ำชีคือ ลำนางรอง ห้วยทับทัน ลำโดมใหญ่ ลำจักราช
ลำเสียว แม่น้ำชี ห้วยเสนง ดังนี้
กลุ่มลำน้ำสาขาของแม่น้ำมูล ได้แก่ ลำนางรอง ปราสาทหนองหงส์ และปราสาทกู่สวนแตง
จังหวัดบุรีรัมย์ ห้วยทับทัน ปราสาทบ้านปราสาท จังหวัดศรีสะเกษ ลำโดมใหญ่ ปราสาท
นองทองหลาง ปราสาทบ้านเบ็ญหรือปราสาทหนองเบ็ญ ปราสาทภูปราสาท จังหวัดอุบลราชธานี
ลำจักราช ปราสาทบ้านกระถิน จังหวัดนครราชสีมา ลำเสียว กู่พระโกนา จังหวัดร้อยเอ็ด และ
กู่พราหมณ์จำศีล จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มลำน้ำชีและสาขา ได้แก่ แม่น้ำชี ปราสาทใบแบก
จังหวัดบุรีรัมย์ ห้วยเสนง ปราสาทบ้านไพล จังหวัดสุรินทร์
ปราาสาทสระกำแพงใหญ่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่จัดได้ว่ามีความโดดเด่นไม่แพ่ปราสาทอื่น ทั้งการจัดวางรูปแบบแผนผังของ
อาคารทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งรรณาลัยระเบียบคต ตลอดจนการแกะสลักลวดลายบนหน้าบันและทับหลังประดับที่มีความงดงามอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะเนื้อหาเรื่องราวของภาพที่ช่างได้เลือกสรรมานั้นน่าสนใจมาก
๑. กลุ่มปราสาทประธาน
กลุ่มปราสาทประธานของปราสาทสระกำแพงใหญ่ มีลักษณะเป็นพระปรางค์ ๓ องค์ตั้งบนฐานเดียวกัน ล้อมรอบด้วยระเบียงคต
มีโคปุระประจำทิศทั้งสี่ โดยปราสาทหลังกลางจะตั้งอยู่ในแนวแกนตรงกันกับโคปุระทั้ง ๔ ด้าน ปราสาททั้ง ๓ หลังนี้ตั้งอยู่บนฐานหิน
ฐานเดียวกันก่อด้วยศิลาแลงแต่ละหลังยกพื้นด้วยฐานหินเรียบๆ อีก ๑ ชั้น ทั้งหมดมีรูปแบบและแผนผังเช่นเดียวกัน คือเป็น
ปราสาทสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จขนาด ๖x๖ เมตร ก่อด้วยอิฐ มีบันไดทางขึ้นทั้ง ๔ ทิศ ประตูทางเข้าอยู่ด้านหน้า (ด้านทิศตะวันออก) เพียง
ด้านเดียว ส่วนอีก ๓ ด้านก่อเป็นประตูหลอกเหนือองค์เรือนธาตุขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานแล้ว สันนิษฐานว่าเป็นชั้นจำลอง
อาคารลดหลั่นกันขึ้นไป ๔ ชั้น รองรับชุดบัวยอดซึ่งซ้อนกัน ๓ ชั้น
ปราสาทหลังกลางหรือปราสาทประธานตั้งอยู่บนฐานศิลาทรายขนาด ๑๐x๑๕ เมตร เป็นฐานสูงกว่า พระปรางค์ ๒ องค์ ในส่วนฐาน
ประตูหลอกและเครื่องบนซึ่งก่อด้วยศิลาทราย ด้านหน้ามีมุขยื่นออกมาราว ๓ เมตร
หน้าบันของมุขหน้าสลักภาพศิวนาฎราช (พระศิวะทรงฟ้อนรำ) บริเวณเหนือรอบประตูชั้นในมีทับหลังสลักเป็นรูปพระอินทร์
ทรงช้างเอราวัณ ซึ่งเป็นชิ้นที่นับว่างดงาม ที่สุดชิ้นหนึ่งของประเทศไทย
ปราสาทหลังทิศเหนือและใต้ซึ่งตั้งขนาบปราสาทประธานนั้นมีรูปแบบแผนผังเช่นเดียวกัน รวมทั้งลักษณะลวดลายของอัฒจันทร์
บริเวณบันไดทางขึ้น และภาพสลักเล่าเรื่องบนทับหลังเหนือกรอบประตูด้านหน้าของปราสาททั้ง ๒ ซึ่งเป็นรูปบุคคลอยู่ภายในซุ้ม
เรือนแก้วประทับนั่งเหนือหน้ากาลที่กำลังคายท่อนพวงมาลัย
๒. ปราสาทเดี่ยว
เป็นปราสาทก่อด้วยอิฐขัดฝนเรียบ ก่อเรียงกันแนบสนิท เช่นเดียวกับปราสาทหลังอื่นๆ ตั้งอยู่ทางด้านหลังของกลุ่มปราสาทประธาน
องค์ทิศใต้ หรือทางด้านมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ ภายในระเบียงคต ปราสาทหลังนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าด้านเดียว
กรอบประตูและเสาแปดเหลี่ยมประดับกรอบประตูทำด้วยหินทรายสีขาวผนังอีกสามด้านตกแต่งเป็นประตูหลอกหรือประตูเลียนแบบ
ของจริงซึ่งประกอบด้วยกรอบประตูและอกเลา
๓. บรรณาลัย
อาคารก่อด้วยอิฐ ๒ หลังซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับกลุ่มปราสาทประธานค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้
โดยหันหน้าเข้าสู่ปราสาทประธานหรือหันมาทางทิศตะวันตก น่าจะเป็นอาคารบรรณาลัย หรือห้องสมุดซึ่งใช้สำหรับเก็บคัมภีร์และ
ตำราต่างๆ อาคารทั้ง ๒ หลังนี้มีลักษณะเดียวกัน คือ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด ๗x๑๓ เมตร ส่วนตัวอาคาร
มีขนาด ๖x๗ เมตร ด้านหน้ามีมุขยื่นออกมาขนาด ๒x๔ เมตร มีบันไดทางขึ้นทั้งด้านหน้า-หลัง แต่ประตูทางเข้ามีเพียงด้านหน้าด้านเดียว
บรรณาลัยทั้ง ๒ หลังมีทับหลังประดับอยู่หลังละ๒ แห่ง คือ บริเวณเหนือกรอบประตูของมุขด้านหน้า และเหนือกรอบประตูห้องชั้นใน
บรรณาลัยทิศเหนือ บริเวณเหนือกรอบประตูของมุขหน้า มีทับหลังเล่าเรื่องพระกฤษณะต่อสู้กับม้าเกษี ส่วนเหนือกรอบประตูชั้นใน
เป็นเรื่องนารายณ์บรรทมสินธุ์
บรรณาลัยทิศใต้ บริเวณเหนือกรอบประตูของมุขหน้า มีทับหลังภาพคชลักษมี ส่วนเหนือกรอบประตูชั้นในเป็นทับหลังรูปพระศิวะอุมา
ทรงโคนนทิหรืออุมา-มเหศวร
๔. ระเบียงคต
ระเบียงคตเป็นกำแพงที่ล้อมรอบปราสาทอิฐและบรรณาลัยนั้นมีลักษณะเป็นห้องยาวรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง ความยาว
โดยรอบ ๖๗ เมตร กว้าง ๔๙ เมตร ภายในระเบียบคตเป็นช่องทางเดิน กว้างประมาณ ๒.๙๐-๓.๐๐ เมตร พื้นปูด้วยศิลาแลง ไม่สามารถ
เดินทะลุกันได้โดยตลอด เพราะมีผนังกั้นเป็นช่วงๆ ระเบียงคตทั้ง๔ ด้าน มีโคปุระ (ซุ้มประตู) อยู่ตรงกลาง โคปุระด้านทิศตะวันออก
และทิศตะวันตกเท่านั้นที่มีลักษณะเป็นรูปกากบาท โคปุระด้านหน้าของศาสนสถานหรือด้านทิศตะวันออก มีลักษณะเป็นซุ้มปีกกาต่อกับ
บันไดทางขึ้นบริเวณมุขหน้า-มุขหลังเข้าสู่ภายใน ด้านข้างชักปีกออก เชื่อมต่อกับห้องยาวของระเบียงคตสามารถเดินทะลุผ่านไปยัง
ระเบียงคต ด้านทิศเหนือ-ใต้ได้ที่ห้องยาวทั้งสองด้านมีประตูผ่าานเข้าสู่ภายในศาสนสถาน ส่วนโคปุระด้านทิศเหนือ-ใต้มีลักษณะเป็น
ห้องทึบตัน เข้าสู่ภายในโคปุระได้จากประตูด้านหน้า เท่านั้น ไม่สามารถเดินผ่านตลอดได้เช่นเดียวกับด้านทิศตะวันออก
ผนังระเบียงคตทั้งด้านนอกและด้านในมีช่องหน้าต่างเว้นช่วงเป็นระยะๆ ประดับด้วยลูกกรงหินทราย เรียกว่า ลูกทรงมะหวด บริเวณ
โคปุระด้านทิศตะวันออก มุขด้านหน้าและด้านหลังค่อนข้างโปร่ง มีหน้าต่างที่ผนังทั้ง๒ ด้าน ส่วนซุ้มปีกกาผนังด้านนอกเท่านั้นที่มีช่อง
หน้าต่างสลับกับผนังด้านในช่องระเบียงคตช่วงถัดไปที่ต่อกับระเบียงคต ด้านทิศใต้และด้านทิศเหนือ ซึ่งจะมีหน้าต่างด้านละ ๒ ช่อง
ระเบียงคตด้านทิศตะวันตกมีลักษณะคล้ายด้านทิศตะวันออกมากในส่วนของโคปุระซึ่งมีซุ้มปีกกา แต่ไม่มีประตูข้าง และผนังของ
ห้องข้างๆ กั้นทึบไม่สามารถเดินผ่าน ตลอดได้
ระเบียบคตด้านทิศเหนือฝั่งตะวันออกที่ผนังด้านในมีหน้าต่างๆ ๓ ช่องด้านนอกเป็นผนังทึบระเบียบคตด้านนี้มีผนังกั้นไม่เชื่อมต่อ
กับส่วนโคปุระ ซึ่งโคปุระด้านทิศเหนือมีลักษณะเป็นห้องยาวที่มีมุข ยื่นออกมาทางด้านหน้าเท่านั้น ไม่ใช่ซุ้มปีกกาเช่นด้านทิศตะวันออก
และตะวันตก ปัจจุบันโคปุระ และระเบียงคตฝั่งตะวันตกเหลือแต่เพียงฐานเท่านั้น
ระเบียงคตด้านทิศใต้ซีกตะวันออกที่ผนังทั้ง ๒ ด้านมีหน้าต่างด้านละ ๓ ช่องเช่นเดียวกับระเบียงคตด้านทิศเหนือ ซึ่งตอนไม่มีผนังกั้น
แยกจากส่วนโคปุระ โคปุระมีลักษณะเป็นห้องยาว มีปีกต่ออกไปทั้ง ๒ ด้าน เชื่อมระหว่างกันด้วยประตู แต่สามารถเข้าออกได้ทางประตูหน้า
เท่านั้น ผนังด้านในของโคปุระมีหน้าต่าง ๒ ช่อง ส่วนผนังด้านนอกเจาะช่องหน้าต่าง ๓ ช่อง ส่วนห้องที่ต่อออกไปด้านข้างมีหน้าต่างที่
ผนังทั้ง ๒ ด้าน ด้านละ ๒ ช่อง ผนังห้องนี้ตัน จึงไม่สามารถออกสู่ห้องยาวบริเวณซีกตะวันตกของระเบียงคตได้ซึ่งห้องยาวด้านนี้มี
ลักษณะเช่นเดียวกับทางมุมตะวันออกคือผนังทั้ง ๒ ด้าน มีหน้าต่างด้านละ๓ ช่องและมีประตูเชื่อมต่อกับระเบียงคตด้านทิศตะวันตก
จารึกปราสาทสระกำแพงใหญ่
จารึกปราสาทสระกำแพงใหญ่ ที่กรอบประตูระเบียงคต มีทั้งหมด ๓๓ บรรทัด เนื้อความย่อมีดังนี้ พระกัมรเตงอัญศิวทาส คุณโทษ
พระสภาแห่งกัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวรเมืองสดุกอำพิลร่วมกับข้าราชการคนอื่นๆ คือ พระกัมรเตง อัญขทุรอุปกัลปดาบส
พระกัมรเตงอัญศิขเรสวัตพระธรรมศาสตร์ และพระกัมรเตงอัญผู้ตรวจราชการ แต่ละปักษ์ซื้อที่ดินซึ่งอยู่ติดกับตระพัง (สระน้ำ)
เพื่อถวายให้แก่กัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวรรูปประธานของศาสนสถานแห่งนี้ในวันวิศุวสงกรานต์ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน๕ มหาศักราช ๙๖๔
(พ.ศ.๑๕๘๕)
นอกจากนี้ยังได้ถวายข้าวสาร 1 กระบุง ข้าทาสที่ถวายไว้สำหรับทำหน้าที่ในวันข้างขึ้น(กุศลปักษ์) มีไตกันโส ไตกำพฤก ไตถะเกน
ไตกะเชณ สิฤทธิบูร สำหรับทำหน้าที่ในวันข้างแรม (กฤษณปักษ์) มีไตกันธน ไตกำสด ไตสมากุล สิกำพิด สิสำอบ สิกำไพ อายุของ
ปราสาท
ปราสาทสระกำแพงใหญ่ หรือ กัมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร เป็นศาสนสถานขอมที่น่าจะสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑
ช่วงเดียวกันกับการต่อเติมปราสาทเขาพระวิหาร ดังที่ปรากฏในจารึกปราสาทเขาพระวิหาร ๑ ในราวปี พ.ศ. ๑๕๘๑ ว่าศรีสุกรรมา-
กำเสตงงิ นายช่างผู้สร้างแนวกำแพงที่ปราสาทเขาพระวิหารเป็นผู้สร้างแนวกำแพงปราสาทสระกำแพงใหญ่ด้วย อีกไม่กี่ปีต่อมา
คือราวปี พ.ศ. ๑๕๘๕ พระกมรเตงอัญศิวทาสแห่งเมืองสตุกอำพิล เพิ่มอีกนอกจากนี้ยังให้รางวัลแก่นายช่างผู้ทำการ คือ ช่างสลัก
ช่างปูลาดตามที่ปรากฏหลักฐานจากจารึกกรอบประตูชั้นที่ ๓ ของโคปุระ ระเบียงคตด้านทิศตะวันออกของปราสาทสระกำแพงใหญ่
เมื่อพิจารณารูปแบบแผนผังของปราสาทสระกำแพงใหญ่ ซึ่งเป็นปราสาท ๓ หลังนั้นพบว่าเป็นรูปแบบที่นิยมทั่วไปในภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ สอดคล้องกับจารึกกรอบประตูและลวดลายของทับหลัง
หน้าบันทั้งหมดที่ประกอบในกลุ่มปราสาทประธานและบรรณาลัย รวมทั้งทวารบาลและพระพุทธรูปที่พบ ล้วนมีรูปแบบศิลปกรรม
สมัยบาปวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ทั้งสิ้น รวมทั้งทับหลังโคปุระด้านทิศใต้และเหนือกรอบประตูชั้นที่ ๒ ของโคปุระด้านทิศ
ตะวันออก ซึ่งมีรูปแบบศิลปกรรมสมัยบาปวน ส่วนบริเวณระเบียงคตทับหลัง กรอบประตูเกือบทุกชิ้นเป็นศิลปกรรมของสมัย
บายน อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘
ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดู ภาพสลักเล่าเรื่องจากหน้าบันและทับหลังเป็นภาพที่เกี่ยวเนื่องกับเทพสูงสุดทั้งใน
ลัทธิไศวนิกายและไวษณพนิกาย แต่เมื่อพิจารณาจากภาพสลักที่หน้าบัน ด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธานซึ่งเป็นภาพ
ศิวนาฎราช ปราสาทแห่งนี้จึงน่าจะสร้างขึ้นในลัทธิไศวนิกาย(นับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด) อย่างไรก็ตาม ที่ปราสาทแห่งนี้
ได้ค้นพบพระพุทธรูปนาคปรกศิลา จึงสันนิษฐานว่าศาสนสถานแห่งนี้อาจเป็นทั้งเทวาลัยและพุทธสถานด้วย
บริเวณปราสาทสระกำแพงใหญ่น่าจะเป็นศูนย์กลางชุมชนที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และยังคงความสำคัญเรื่อยมา
โดยเฉพาะในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ในรัชสมัยกษัตริย์กัมพูชา คือ พระเจ้าสุริยะวรมันที่ ๑ ได้พยายามขยายชุมชนเขมาเข้ามา
ทางด้านตะวันตกหรือเข้าสู่บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับจารึกของพระองค์ซึ่งพบเข้ามาทางตอนกลาง
ของประเทศไทยถึงจังหวัดลพบุรี เส้นทางคมนาคมสำคัญจากเมืองพระนครเข้ามาทางช่องเขาต่างๆ ของเทือกเขา
พนมดงเร็ก ผ่านลำน้ำสาขาขึ้นมายังแม่น้ำมูลตลอดไปทางตะวันตกผ่านเทือกเขาพนมดงพญาเย็นเข้าสู่ภาคกลางบริเวณ
จังหวัดลพบุรี ได้ปรากฏจำนวนปราสาทเขมรเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนเป็นทวีคูณ รวมทั้งศาสนสถานขนาดใหญ่ในพื้นที่สำคัญ
ซึ่งเป็นศูนย์กลางชุมชนขนาดใหญ่แต่ละจุด เป็นต้นว่า ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย โดยเฉพาะปราสาทเขาพระวิหาร
ซึ่งเสมือนเป็นศาสนบรรพตสำคัญในเส้นทางจากแผ่นดินเขมรต่ำที่ตั้งของเมืองพระนครขึ้นสู่พื้นที่เขมรในภาคตะวันออก-
เฉียงเหนือของไทย โดยมีปราสาทสระกำแพงใหญ่เป็นศาสนสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งก่อนเข้าสู่ลุ่มน้ำมูลในรัชสมัยพระเจ้า-
สุริยวร มันที่ ๑ นี้ การผสมผสานทางศาสนาระหว่างลัทธิไศวนิกายกับไวษณพนิกายมีมากขึ้น รวมทั้งมีการนับถือพุทธศาสนาด้วย
ในขณะเดียวกันจารึกในรัชกาลของพระองค์หลายหลัก เช่น จารึกปราสาทพระขรรค์ที่กำแพงสวาย ได้เริ่มต้นด้วยการสรรเสริญ
พระศิวนาฎราช ต่อจากนั้นในบทที่ ๒ จึงสรรเสริญพระพุทธคุณ บทที่ ๓ เป็นการผสมกันระหว่างลัทธิไศวนิกายและพุทธศาสนา
เช่นเดียวกับจารึกปราสาทหินพิมาย ด้านหนึ่งได้กล่าวสรรเสริญพระอิศวร ด้านหนึ่งกลับสรรเสริญพระพุทธคุณ
นอกจากนี้จารึกจากตวลตาเปจ ซึ่งกล่าวถึงพราหมณ์ราเชนทรบัณฑิตผู้รับราชการอยู่กับพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ได้กล่าวขอพร
จากพระพุทธองค์พระไวษณพ และพระมเหศะ(พระศิวะ) ในขณะเดียวกัน ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนภาพรวมของการนับถือศาสนา
ในรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ได้เป็นอย่างดี
ดังนั้น การปรากฎภาพเล่าเรื่องในลัทธิไศวนิกายบนหน้าบันปราสาทประธานปราสาทสาระกำแพงใหญ่ และการประดิษฐาน
พระพุทธรูปนาคปรกในขณะเดียวกันจึงน่าจะเป็นลักษณะปกติตามความนิยมร่วมสมัยนั้นเอง
ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ รัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งเป็นสมัยที่พุทธศาสนาลัทธิมหายานได้รับการส่งเสริมมากที่สุด
ในอาณาจักรขอม ปราสาทสระกำแพงใหญ่เองก็มีการก่อสร้างเพิ่มเติม ในส่วนของทับหลังประดับกรอบประตูระเบียงคต
พระพุทธศาสนาคงได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังในช่วงนี้ ดังได้พบแม่พิมพ์ดินเผาในศิลปะแบบบายนที่บรรณาลัยด้าน
ทิศเหนือ ส่วนพื้นที่แถบนี้พระองค์ ได้โปรดให้สร้าง "อโรคยาศาล" (ศาสนสถานประจำโรงพยาบาล) ขึ้นในบริเวณใกล้ชุมชนใหญ่
ใกล้ปราสาทสระกำแพงใหญ่ และปราสาทบ้านสมอใกล้ปราสาทปรางค์กู่