.
โซ่หรือกะโส้
(ดงหลวง)
ชาวโซ่
หรือ โส้ เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารเป็นเวลานานตั้งแต่การตั้งเมืองมุกดาหาร
เดิมเมืองมุกดาหาร มีอาณาเขตรวมไปถึงแขวงสะหวันเขต ในปีพุทธศักราช 2359 สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
มีชาวโซ่จากพื้นที่ต่าง ๆ เช่น เมืองคำม่วน เมืองอ่างคำ เมืองเซโปน เซกอง อพยพเข้าสู่อีสานครั้งใหญ่
โดยการเดินทางโดยทางเท้า และปัจจุบันบางกลุ่มก็ยังมีการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างชาวเมืองมุกดาหาร
กับแขวงสะหวันเขต โดยอาศัยเส้นทางหลวงหมายเลข 9 ในปัจจุบันมีการปรับปรุงเป็นเส้นทางที่เป็นถนนยุทธศาสตร์ที่สะดวกที่สุดในการติดต่อท่าเรือแก่งกะเบา
ด่านลาวเบ๋า กวางติ ดานัง-ถึงโฮจิมินซิตี ระยะทาง 246 กิโลเมตร เป็นถนนสายสำคัญสายหนึ่งของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
จากท่าแก่งกะเบาชาวโซ่ข้ามไปสร้างบ้านเรือนที่บ้านหนองยาง และที่ดงหลวง และบางส่วนได้
ขยายครอบครัวไปตามเทือกเขาภูพานทางด้านทิศตะวันตก
การเดินทางมาครั้งนั้นนำโดย หลวงวาโนไพรพฤกษ ท้าวเดช ท้าวเสด็จ ท้าวเคน ท้าวแพ
นายเพีย นายพรม และนายพา ซึ่งลำดับต่อมาเป็นต้นตระกูลของชาวอำเภอดงหลวง เช่น วงศ์กระโซ่
โซ่เมืองแซะ คำมงคุณ เชื้อคำฮต ฯลฯ โดยมีการกระจายอยู่ตามเทือกเขาภูพาน
ชาวโซ่
หรือ กะโส้ อาศัยอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในภาคอีสาน เช่น ที่อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย
อำเภอท่าอุเทน อำเภอปลาปาก อำเภอศรีสงคราม อำเภอโนสวรรค์ จังหวัดนครพนม อำเภอกุสุมาลย์
อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
และโดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอเมืองมุกดาหาร อำเภอดอนตาล อำเภอคำชะอี อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร
มีชาวโซ่ค่อนข้างมาก และอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น มีความรักมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณีที่มีมาแต่โบราณ
มีเอกลักษณ์ที่เด่นเป็นตัวของตัวเอง ทั้งลักษณะรูปร่าง การแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรมในการกิน
เป็นต้น แม้แต่นิสัย ใจคอ และโลกทัศน์ ก็จะมีลักษณะเป็นเฉพาะของชาวโซ่โดยตรง
ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวโซ่ (อำเภอดงหลวง)
ชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวโซ่
จะมีการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และมีการอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน
มีความรักความสามัคคี ให้ความรักเคารพเชื่อฟังผู้อาวุโสในหมู่บ้าน
ความเชื่อและประเพณี
1. ประวัติเผ่าพันธุ์
ชาวโซ่
มีความเชื่อเกี่ยวกับประวัติการกำเนิดของเผ่าพันธุ์ โดยนำตำนานขุนบรมของล้านช้างตอนสรรพสัตว์มนุษยชาติเกิดจากผลน้ำเต้าปุ้งมาอธิบาย
การเกิดของตน ตามตำนานน้ำเต้าปุ้ง กล่าวถึงชาวโซ่และบรรพบุรุษผู้กล้าคือ ปู่ลางเซิง
ขุนเคก ขุนคาน ที่เคยเดินทางไปอยู่ยังเมืองแถน แต่ต้องกลับมาอยู่ยังเมืองมนุษย์
เนื่องจากไม่สะดวกจึงย้ายมาอยู่ที่เมืองน้ำอ้อยหนู (เมืองนาน้อยอ้อยหนู) และเกิดเป็นมนุษย์ซึ่งมี
ไทยลอ ไทยเลิง และไทยกวาง ซึ่งเป็นบรรพบุรุษโดยชาวโซ่ เชื่อว่า บรรพบุรุษของตนเองเกิดจากน้ำเต้าปุ้งจริง
ซึ่งมีกะโซ่เป็นพี่คนโต ย้อเป็นพี่รอง ผู้ไทยและลาวเป็นน้องคนสุดท้อง ดังนั้นชาวโซ่จึงให้ความรักและอภัยต่อน้อง
ๆ เสมอมา พร้อมทั้งมีการปกป้องคุ้มครองเช่นพี่ปกครองต่อน้อง ๆ เสมอมา การเกิดของเด็กชาวโซ่ในปัจจุบันมีพิธีกรรมที่ชาวโซ่กระทำการอย่างต่อเนื่องและยังยึดถืออยู่
คือการแย่งชิงตัวเด็กระหว่างผีกับคน เริ่มตั้งแต่ตั้งท้องแล้วจะทำพิธีตัดกำเนิด
โดยใช้หมอที่เก่งกล้าคาถาอาคมที่ไม่เป็นหม้าย ด้วยการเอาด้ายสีขาวกับสีดำมาพาดศีรษะ
เบิกเสนียดออกจากตัวแม่ให้ลงใส่กระทงเอาไปทิ้งทางทิศตะวันตก เป็นอันเสร็จพิธี การกระทำดังกล่าวเชื่อว่า
เป็นการแย่งเด็กชายหรือเด็กหญิงที่จะมาเกิดกับผี ซึ่งได้มีการขับไล่ไปโดยมีฝ้ายสายสิญจน์ของหมอผีเป็นสายเชื่อมในการขับให้ผีไม่สามารถมาแย่งเด็กทารกดังกล่าวไปจากคนได้
2. การแต่งงาน (เจียะขะนอบ)
การแต่งงานของชาวโซ่ดงหลวง
(อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร) เป็นประเพณีที่ถือกันมาแต่โบราณ มีลักษณะไม่ซับซ้อนมากนัก
และเป็นการแสดง ความกล้าหาญของหนุ่มสาวอีกด้วย (ในสมัยที่บ้านดงหลวงยังขึ้นกับอำเภอนาแก
จังหวัดนครพนม เมื่อปีพุทธศักราช 2514) นั่นคือ หนุ่มสาวรักชอบพอกันจะพากันไป หลับนอน
เรียกว่า การพาหนี โดยเริ่มจากเมื่อชายหนุ่มและหญิงสาวตกลงรับรักซึ่งกันและกันแล้ว
หนุ่มชาวโซ่จะไปสร้างเพิงหรือที่พักให้อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นครอบครัวใหม่
ปกติจะเป็นคนละหมู่บ้านหรือที่หัวไร่ปลายนา โดยเตรียมเครื่องเรือนสำหรับครอบครัวใหม่ไว้ให้เรียบร้อย
พวกเพื่อนสนิทจะมาช่วยเหลือ สร้างที่พักและหาอุปกรณ์ต่าง ๆ จากนั้นชายหนุ่มก็จะไปยังเรือนของเจ้าสาวที่ตนเองหมายปองไว้
ส่วนใหญ่หนุ่มสาวทั้งค ู่จะตกลงและรู้เรื่อง ซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี หรืออาจไปช่วยตกแต่งที่อยู่ใหม่ด้วยแล้ว
ในการไปหาสาวต้องไปในเวลากลางคืน ทำเหมือนไปคุยกันเล่นตามปกติ จนเวลาที่บิดามารดาของเจ้าสาวหลับสนิทแล้วจึงพาสาวไป
ตอนก่อนที่จะจากไปนั้น ทั้งสองจะแต่งขัน 5 ซึ่งมีดอกไม้ขาว 5 คู่ และเทียนไขสีขาว
5 คู่ พร้อมทั้งดาบ หรือมีด ที่เป็นอาวุธประจำกายของชายหนุ่ม และบางคนอาจใช้ปืนคู่มือของตนก็เคยมี
เพราะเมื่อผู้ใดมาาชอบบุตรสาวแล้วผู้ที่มาที่บ้านมักจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเมื่อก่อนเป็นมีดหรือดาบ
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ จะวางคู่กับขัน 5 เป็นแนวทางหนึ่งแสดงถึงความคารวะต่อบิดามารดาของเจ้าสาว
การดูว่าผู้ที่จะมาเป็นเขยของตนนั้นเป็นคนอย่างไรสามารถศึกษาได้จากการวางดาบ ซึ่งมีลักษณะการวางโดยดูจากคมดาบเป็นสำคัญ
ซึ่งการวางดาบของหนุ่มโซ่นี้จะมีสัญลักษณ์แสดงความในใจของหนุ่มที่จะมาเป็นเขย คือจะวางเป็นสองลักษณะ
(1)
สัญลักษณ์นอบน้อม คือจะบอกกล่าวและมีความอ่อนน้อมต่อบิดามารดาของเจ้าสาว การวางดาบจะวางในลักษณะที่หันคมดาบเข้าหากันเป็นลักษณะคู่กันโดยมีด้ามดาบหันไปยังหิ้งผีเรือนของเจ้าสาว
(2)
สัญลักษณ์เป็นศัตรูไม่อ่อนน้อม หมายถึง การประกาศความเป็นตัวของตัวเอง ไม่อ่อนน้อมต่อบิดามารดาและผีเรือนแต่อย่างใด
จะวางหันคมดาบเข้าตัวเรือนหรือขวางดาบในลักษณะกากบาทกับฝักดาบ ซึ่งเป็นการแสดงถึงว่าเขามีความโกรธพ่อแม่ของเจ้าสาวแต่เขาก็รักลูกสาวของบ้าน
ดังกล่าวและจะไม่มาสู่ขอแต่อย่าง ใดโดยจะไปสร้างรังรักอยู่ที่อื่นแต่กระนั้นก็ตามภายหลังจากที่พาลูกสาวเขาไประยะหนึ่งจะส่งผู้ใหญ่มาทาบทามขอขมาบิดามารดา
และทำพิธีเสียผีนับญาติกัน แม้แต่ผู้ที่วางดาบให้สัญลักษณ์เป็นศัตรูก็ตาม ประเพณีการวางดาบนี้
ได้มีการพัฒนาขึ้นมาโดยลำดับตามแบบอย่างของกลุ่มชนที่อยู่ใกล้เคียง และกลุ่มชนที่ตนเองได้คบค้าสมาคมด้วย
ภายหลังมีการสู่ขอผ่านทางผู้ใหญ่เรียกว่า ล่าม โดยไม่ต้องมีการพาหนี การสู่ขอจะต้องจัดเตรียมสิ่งของเพื่อประกอบพิธีกรรมในการที่จะแต่งงานกัน
เรียกว่า พิธีเจียขะนอบ ส่วนใหญ่จะใช้สิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นผ้าที่ทอด้วยมือของสาวชาวโซ่
เช่น ฟูก หมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน เสื้อ ซิ่นและอื่น ๆ
3. เจียะตะนาน
นอกจากพิธีดังกล่าวแล้วยังมี
พิธีเจียะตะนาน (ผีถามกิน) เป็นพิธีกรรมในการเลี้ยงผีของบรรพบุรุษ ซึ่งพิธีดังกล่าวมักเลี้ยงหลังจากเจ้าสาวได้แต่งงานไปแล้ว
ถ้าไม่เลี้ยงเจ้าสาวมักจะเจ็บป่วยบ่อย ๆ เนื่องจากผีบรรพบุรุษถามถึงว่าลูกหลานในความดูแลทำอะไรบ้าง
น่าจะบอกให้เขารู้ แต่เมื่อเจ้าสาวมีการเลี้ยงผีใน พิธี เจียะตะนาน โดยมีเหล้าไห
(ขวด) ไก่ตัว อาหารหวานคาว ข้าวดำ ข้าวแดง ข้าวเหลือง ข้าวขาว จึงเป็นการประกาศให้รู้ว่าลูกหลานแต่งงานและมีสมาชิกเพิ่มให้ผีบ้านผีเรือน
ผีบรรพบุรุษคอยดูแลปกปักรักษา
4. เจียะสะลา
พิธีเจียะสะลา
เป็นการทำบุญใหญ่ในการเลี้ยงผีบรรพบุรุษทั้งตระกูล โดยการนำของผู้นำเป็นลักษณะเหมือนงานบุญใหญ่
ซึ่งในพิธีดังกล่าว จะมีการเลี้ยงเหล้าไห มีการดูดอุและมีการร้องรำทำเพลง และกินกันตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน
เป็นเวลา 2 วัน และทั้งกลุ่มจะรวมตัวกัน จะมีการฆ่าหมูเลี้ยงกันหลายตัว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ
เลือดหมูสด ๆ ต้องมีในภาชนะเลี้ยงผีบรรพบุรุษตามที่กำหนดไว้ การทำพิธีเริ่มจากการเหยา
(ทรงเจ้า) แล้วร้องรำพร้อมกับทั่งบั้ง (กระทุ้งกระบอกไม้ไผ่) เป็นจังหวะไปด้วย
อุปกรณ์อื่น ๆ มีข้าวสาร เหล้าไห (อุ) ไข่ ง้าว พะเนาหรือพังฮาด (คล้างฆ้อง) หน้าไม้
และกระบอกไม้ไผ่ ส่วนชาวโซ่ หรือ กะโส้ อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร มีพิธีเจียะสะลา
ดังที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเขียนไว้ เมื่อครั้งตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา
และมณฑลอุดรอีสาน พ.ศ. 2449 ว่า
ฉันได้เห็นการเล่นอย่างหนึ่ง
ซึ่งพระอรัญอาสาเจ้าเมืองกุสุมาลย์มณฑล เอามาให้ดูเรียกว่า สะลา คนเล่นล้วนแต่เป็นผู้ชายเปลือยตัวเปล่า
นุ่งผ้าขัดเตี่ยวมีชายห้อยข้างหน้าและข้างหลังอย่างเดียวกับชาวเงาะนุ่ง เลาะเตี๊ยะ
ลักษณะที่เล่นนั้นมีหม้ออุตั้งอยู่กลางหม้อหนึ่ง คนเล่นเดินเป็นวงรอบหม้ออุ มีต้นบทนำขับร้อง
คนหนึ่ง สะพายหน้าไม้ คนหนึ่งตีฆ้อง เรียกว่า พเนาะ คนหนึ่งถือชามติดเทียนสองมือคนหนึ่ง
ถือตะแกรงคนหนึ่ง ถือมีดกับสิ่วเคาะกันเป็นจังหวะคนหนึ่ง รวมแปดคนด้วยกัน กระบวนการเล่นก็ไม่มีอะไรนอกจากเดินร้องรำเวียนเป็นวงเล่นพักหนึ่งแล้วก็นั่งลงกินอุ
แล้วก็ร้องรำไปอีกอย่างนั้นเห็นได้ว่าเป็นของพวกข่าตั้งแต่เป็นคนป่า
การเล่นดังกล่าว คือ พิธีกรรมเซ่นผีของชาวกะโส้ที่เรียกในปัจจุบันว่า โส้ทั่งบั้ง
5. การตายของชาวโซ่
ชาวโซ่เมื่อมีคนตายในหมู่บ้านแล้ว
ทุกครัวเรือนจะมาร่วมงานกัน และนัดหยุดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ตนเองกำลังทำอยู่ช่วยกันทำโลงศพ
อาบน้ำศพ แต่งตัวให้ศพ โดยการสวมเสื้อกลับด้าน พร้อมทั้งทำให้เสื้อนั้นขาดแห่งใดแห่งหนึ่ง
ส่วนกางเกงสวมให้ตามปกติ เป็นการบอกให้ผีที่ตายแล้วได้ทราบว่าตนเองได้ตายไปแล้ว
และมีการเขียนอักษรใส่ปากผู้ตายด้วยกระดาษ แผ่นเงิน แผ่นทองหรืออื่น ๆ ที่เห็นว่าเหมาะสม
มีการมัดศพเป็น 3 ระดับ คือ ระดับแรกมัดมือกับอก คอ ข้อศอกและเท้า ภายในโลงปูด้วยเสื่ออย่างดี
และนำศพลงโลง นำผ้ามาคลุม เพื่อทำพิธีต่อไป
พิธีซางกะมูด
หรือ แซงกะมูล (ภาษาโซ่ ซางหรือแซง แปลว่า แบบแผน กะมูล กะมูด
แปลว่า ผี) หมายถึง พิธีที่จัดทำให้เรียบร้อยอย่างมีแบบแผนนั่นเอง ดังนั้น (โส้เมืองกุสุมาลย์
อำเภอสุกุมาลย์ จังหวัดสกลนคร เรียกผีว่า กระมูด) ในพิธีซางกะมูล จึงเป็นพิธีในการจัดการเรื่องผีให้เป็นระเบียบแบบแผน
ก่อนที่จะนำไปฝัง หรือเผานั่นเอง เนื่องจากชาวโซ่เชื่อว่า คนตายยังเป็นผีดิบที่มีอันตรายค่อนข้างร้ายแรงต่อญาติ
และคนอื่น ๆ จะต้องทำพิธีซางกะมูล เพื่อให้ผีดิบกลายเป็น ผีสุก เสียก่อน เพื่อจะได้เป็นผีเรือนเข้ากับบรรพบุรุษและมาช่วยเหลือลูกหลานให้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขได้
ผู้ร่วมพิธีจะเป็นญาติร่วมตระกูลเดียวกัน ประมาณ 4-10 คน มีผู้นำที่เป็นน้าชายพาญาติเดินรอบโลงศพจำนวน
3 รอบ เริ่มจากการวนซ้ายก่อน เมื่อครบ 3 รอบแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นวนขวา ในขณะที่เดินวนรอบโลงศพ
ต่างก็จะมีมีดเหล็กแหลมสำหรับเคาะ ฆ้อง กลองเล็ก และพังฮาด (พังฮาด คือ ฆ้องเล็ก
ไม่มีปมนูนตรงกลาง) ตีสลับกันไปกับเสียงร้อง เฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ และทุกคนจะจับก้านกล้วยไว้
หลังจากวนรอบโลงศพแล้วจึงทำพิธีตัดต้นกล้วย เป็นการตัดขาดจากกันระหว่างผีกับคน
จากนั้นจึงนำศพไปทำการฝังหรือเผาในป่าช้า และผู้ใดก็ตามที่ไปร่วมพิธีต้องมีมีดหรือพร้าติดตัวไป
ถ้าใครไม่มี เมื่อกลับมาผีจะเข้าทำอันตรายได้
พิธีกรรมในรอบปีของชาวโซ่ดงหลวง
ชาวโซ่มีพิธีกรรมต่าง
ๆ ในรอบปี คือ พิธีเหยา เจี๊ยะสะลา แซงกะมูล และโซ่ทั่งบั้ง การเกิด การตาย การแต่งงาน
ซึ่งในพิธีกรรมต่าง ๆ นี้ มีความเด่นเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะสำหรับชาวโซ่ และของคนโซ่ดงหลวงเท่านั้น
มีการจัดทำและกระทำกันมาโดยตลอดจากอดีตจนปัจจุบัน
การแต่งกายของชาวโซ่
การแต่งกายของชาวโซ่
จะแต่งกายแบบเรียบง่ายสำหรับชาวโซ่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ สมัยโบราณมีการใส่เสื้อคอกลมมีกระดุมผ่ากลาง
ส่วนผ้านุ่งเป็นผ้าไหมหรือโสร่งไหม หรือผ้าสีน้ำเงิน สำหรับผู้ที่รับราชการ หรือผู้ที่มีฐานะดี
ผู้หญิงก็นุ่งผ้ามัดหมี่ เป็นผ้าซิ่นต่อตีนสวยงาม ปัจจุบันได้มีการใช้ผ้าแบบไทยอีสานทั่วไปแล้ว
แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะใช้ผ้าซิ่นสำหรับผู้หญิง และที่ขาดไม่ได้เวลาทำงานกลางไร่มักจะใช้ผ้าโพกหัวแบบชาวโซ่
โดยเฉพาะ
อาชีพของชาวโซ่ เนื่องจากชาวโซ่เป็นกลุ่มที่มีชีวิตอยู่กันเรียบง่ายตามธรรมชาติ
อาชีพที่สำคัญคือ การทำไร่ หรือข้าวไร่ ทำสวน ปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิม
ไม่ค่อยรับเทคโนโลยีใหม่ที่ทางราชการจัดให้นิยมหาของป่าเพื่อนำไปแลกข้าวกับกลุ่มไทย-ลาว
ผู้ไทย หรือกลุ่มอื่นที่มีการปลูกข้าวเหนียว
อาหารการกิน
อาหารหลักสำหรับชาวโซ่
ได้แก่ ข้าวเหนียวซ้อมมือ ผักหวานตามภูเขา หวาย หน่อไม้ นก หนู กระรอก กระแต ตัวตุ่น
และปลา อาหารที่เป็นสัตว์เลี้ยง ได้แก่ ไก่ เป็ด หมู ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ประกอบในพิธีกรรมต่าง
ๆ งานใหญ่จึงจะใช้ หมู เป็ด ไก่ ถ้าปกติจะจัดหาอาหารกินตามธรรมชาติมากกว่าที่จะซื้ออาหารในตลาด
ดังนั้น ในส่วนหนึ่งบางครอบครัวอาจรับประทานข้าวกับหน่อไม้ทั้งปี หรือในแต่ละปีอาจได้รับประทานเนื้อหรือโปรตีนเพียงเดือนละไม่กี่ครั้ง
การรวมกลุ่มของชาวโซ่ดงหลวง
ชาวโซ่มีการรวมกลุ่มเป็นชนกลุ่มใหญ่
และมีการจัดระเบียบโดยถือบุคคลเป็นจุดศูนย์กลาง คำสอนของคนแก่คนเฒ่าบุตรหลานต้องให้ความเคารพเชื่อฟัง
และต้องปฏิบัติตามผู้นำครอบครัวต้องเป็นบุรุษ ไม่นิยมให้สตรีเป็นผู้นำกลุ่มหรือผู้นำชุมชน
การปกครอง ชาวโซ่ไม่มีความต้องการให้บุคคลอื่นมาเป็นผู้นำของตนเอง
และมักเลือกคนในกลุ่มตนเองเป็นผู้นำในลักษณะดังกล่าว คนต่างถิ่นไม่ว่าใครก็ตามที่เข้าไปอาศัยอยู่กับชาวโซ่
เมื่อได้รับการเลือกตั้งให้เป็นผู้นำแล้วก็ตาม มักได้รับการต่อต้านแบบเงียบ ๆ หากชาวโซ่เป็นผู้นำจะได้รับการสนับสนุน
และให้ความเคารพเชื่อฟัง ซึ่งมีคติของชาวโซ่ถือมาแต่โบราณว่า จะไม่ยอมรับเอาไก่ป่ามาใส่พาขวัญ
หมายถึง ไม่ยอมรับเอาคนอื่นที่ไม่ใช่ชาวโซ่มาปกครองชาวโซ่นั่นเอง
โซ่ทั่งบั้ง : การแสดง
โซ่ทั่งบั้ง
เป็นพิธีกรรมที่ดัดแปลงมาเป็นการแสดงพื้นบ้าน ชาวโซ่หรือกะโส้ เรียกว่า สะลา
ส่วนคำว่า โซ่ทั่งบั้ง เป็นภาษาถิ่นอีสาน เรียกพิธีกรรมดังกล่าว แปลว่า ชาวโซ่กระทุ้งกระบอกไม้ไผ่
การเล่นทั่งบั้งของชาวโซ่ที่กุสุมาลย์ จะมีมานานเท่าใดไม่ปรากฏหลักฐานบันทึก จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรง
ราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการหัวเมืองอีสานเสด็จถึงเมืองกุสุมาลย์เมื่อวันที่ 13 มกราคม
พ.ศ. 2449 ทรงบันทึกไว้ว่า
ชาวเมืองนี้เป็นข่าที่เรียกว่ากะโซ่ เดิมมาจากเมืองมหาชัยกองแก้ว ผู้หญิงไว้ผมสูงแต่งตัวนุ่งซิ่นสวมเสื้อทรงกระบอกก
ย้อมครามห่มผ้าแถบ ผู้ชายแต่งตัวอย่างคนชาวเมือง แต่เดิมว่านุ่งผ้าขัดเตี่ยวไว้สองข้าง
หน้าชายหนึ่ง ข้างหลังชายหนึ่ง มีภาษาที่พูดคล้ายสำเนียงมอญ แล้วผู้ชายมีการเล่นเรียกว่า
สะลา คือ มีหม้ออุตั้งกลาง คนต้นบทคนหนึ่ง คนสะพายหน้าไม้และลูกสำหรับยิงคนหนึ่ง
คนถือไม้ไผ่ท่อนสามปล้องสำหรับกระทุ้งดินเป็นจังหวะสองคน คนถือชามสองมือสำหรับติดเทียนรำคนหนึ่ง
คนถือตะแกรงลอดสองมือสำหรับรำคนหนึ่ง แล้วคนถือมีดตอก-สิ่วหักสำหรับเคาะจังหวะคนหนึ่งรวม
8 คน เดินร้องรำเป็นวงเวียนไปมา พอได้พักหนึ่งก็ดื่มอุและร้องรำต่อไป ดูสนุกกันเองไม่ใคร่อยากเลิก
เวลาเลิกแล้วก็ยังฟ้อนกันเรื่อยตลอดทางไป
จากพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ
ดังกล่าวทำให้เห็นภาพลักษณะการเล่นทั่งบั้งเมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว และแสดงในหมู่ชาวโซ่
เพื่อความบันเทิงในวงเหล้าไห ไม่จำกัดว่าจะต้องแสดงเฉพาะในพิธีกรรมเลี้ยงผีเท่านั้น
ลักษณะการแสดงเช่นนี้ ไม่แตกต่างจากการฟ้อนผู้ไทย ซึ่งแต่เดิมก็ฟ้อนถวายพระธาตุเชิงชุม
ถวายผีบ้าน ผีมเหสักข์ ที่อำนวยให้
