
.
ไทยกุลา
คำว่า
กุลา มาจากภาษาพม่าซึ่งแปลว่า คนต่างถิ่น กุลา คือพวกเงี้ยวหรือตองซู่ในรัฐไทยใหญ่ของพม่า
เงี้ยวหรือตองซู่ เมื่อเดินทางมาค้าขายในภาคอีสาน ถูกชาวอีสานในอดีตเรียกขาน และตั้งชื่อให้ใหม่ว่าพวก
กุลา
คำว่า
กุลา เดิมหมายถึง พวกแขกบังคล่า (บังคลาเทศในปัจจุบัน) ต่อมาเมื่อเห็นพวกไทยใหญ่
หรือเงี้ยวรูปร่างสูงใหญ่นุ่งกางเกงขายาวปลายบาน โพกศรีษะทรงสูงเข้ามาค้าขายในภาคอีสานก็เลยเข้าใจผิด
คิดว่าเป็นพวกเดียวกับพวกแขกบังคล่า จึงเรียกพวกไทยใหญ่หรือเงี้ยวว่ากุลา ต่อมาเมื่อเห็นพวกแขกขาว
เช่นมาจากอาฟกานิสถาน อิหร่าน ฯลฯ ก็เลยเรียกว่าพวกกุลาขาว และเรียกพวกมาจากบังคลาเทศจากอินเดียและจากพม่าว่า
กุลาดำ
พวกเงี้ยวหรือกุลาชอบเร่ร่อนมาค้าขายในภาคอีสานจนมีชื่อเป็นอนุสรณ์ว่าทุ่งกุลาร้องไห้
พวกกุลาชอบนำเอาผ้าแพรพรรณ หรือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต ตลอดทั้งเครื่องทองเหลือง
เช่น ฆ้อง มีด ดาบ ฯลฯ มาเร่ขายในภาคอีสาน แล้วซื้อวัวควายกลับไปพม่า กุลาบางพวกได้ตั้งรกรากแต่งงานกับชาวไทยอีสานและผู้ไทย
เช่น ที่เมืองเรณูนคร ตำบลแสนพัน อำเภอธาตุพนมและที่เมืองหนองสูง เขตเมืองมุกดาหารจนมีบุตรหลานสืบเชื้อสาย
ต่อมากุลาเหล่านี้ในอดีตมีสัญชาติและอยู่ในบังคับในอดีตเรียกว่าอยู่ในสัปเยกต์
(Subject-บังคับ) ของอังกฤษเพราะพม่าเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อกุลาเกิดคดีความขึ้น
ต้องรายงานให้สถานฑูตอังกฤษทราบทุกครั้ง
กุลามีรูปร่างสูงใหญ่
ชอบนุ่งโสร่งหรือกางเกงขายาวปลายบานถึงข้อเท้าและโพกศรีษะทรงสูง ในสมัยรัชกาลที่
๕ กุลาหรือเงี้ยวนำฝิ่นมาค้าขาย อยู่ในเขตเมืองหนองสูง เขตเมืองมุกดาหารเป็นจำนวนมาก
ต่อมาได้ตั้งรกรากและแต่งงานกับชาวผู้ไทยในเมืองหนองสูงและตั้งรกรากอยู่ที่ทุ่งหมากเฒ่า
เมืองหนองสูง ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองและก่อการจลาจลขึ้นที่ทุ่งหมากเฒ่า
เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๖ ทางเมืองมุกดาหารต้องขอกำลังจากมณฑลอุดรมาช่วยปราบปราม เมื่อปราบปรามเสร็จแล้วจึงแยกย้ายพวกกุลาให้แยกกันออกไปตั้งบ้านเรือนอยู่ในเขตเมืองหนองสูงรวมทั้งในเขตอำเภอคำชะอีหลายหมู่บ้าน
ส่วนบริเวณทุ่งหมากเฒ่าต่อมาได้ตัดแบ่งเขตให้ไปอยู่ในเขตอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งได้ตั้งขึ้นเป็นหมู่บ้านขุมขี้ยางในปัจจุบัน