.

กะเลิง (มอญ-เขมร)
                     กะเลิง เป็นชนกลุ่มน้อยพวกหนึ่งในจำนวนหลายเผ่าพันธุ์ ที่ตั้งภูมิลำเนาในบริเวณลำน้ำโขงแถบนครพนมและสกลนคร เช่น พวก ผู้ไทย พวกย้อ พวกโย้ย พวกแสก พวกโซ่ ฯลฯ กะเลิงที่จะกล่าวต่อไปนี้ข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจากการศึกษาภาคสนามที่บ้านนายอ ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองสกลนคร ไปตามถนนสายอำเภอนาแก ประมาณ 7 กิโลเมตร ใกล้กับหมู่บ้านนี้มีลำห้วยวังช้างไหลผ่าน และอีกหมู่บ้านหนึ่งคือหมู่บ้านโพนงามซึ่งอยู่ถัดไป ทั้งสองหมู่บ้านมีทางซึ่งเป็นทางแคบ ๆ เข้าหมู่บ้าน ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 1 กิโลเมตร                      อาชีพหลักของพวกกะเลิงในหมู่บ้านดังกล่าวคือทำนาปีละครั้งและหาปลาหากบตามฤดูกาลและพืชผักเท่าที่หาได้ในด้านชาติพันธุ์วิทยา กะเลิงเป็นข่าพวกหนึ่ง พวกกะเลิงบางคนเข้าใจว่า “กะเลิง” มาจากคำว่า “ข่า-เลิง” ซึ่งหมายถึง การเป็นข้าหรือคนรับใช้ผู้อื่นตลอดมา แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่า ใครเป็นนายของพวกกะเลิง ลักษณะที่แตกต่างจากพวกข่าที่เด่นชัดคือ กะเลิงชอบอยู่ในที่โล่งแจ้ง มีอาชีพทำนา และชอบคบค้าสมาคมกับคนทั่วไป แต่พวกข่ากลับชอบอยู่ตามป่าเขา และไม่ชอบคบค้าสมาคมกับคนต่างถิ่นต่างพวก ด้วยเหตุนี้เอง กะเลิงจึงผสมกับเผ่าอื่น ๆ โดยเฉพาะพวกลาว ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองและมีจำนวนมาก ทำให้กะเลิงไม่แตกต่างไปจากลาว ยากที่จะหาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แท้จริงได้ โดยเฉพาะภาษาพูดซึ่งได้กลายไปเกือบหมดสิ้น การแต่งกายและพิธีกรรมก็คล้ายกับลาวทั่วไป

ประวัติความเป็นมา
                   สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์เกี่ยวกับพวกกะเลิง เมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการที่เมืองนครพนม เรณูนคร และสกลนคร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449 ว่า “พวกกะเลิงพบในแขวงสกลนครมีมากว่าถิ่นเดิมอยู่เมืองกะตาก แต่ไม่รู้ว่าเมืองกะตากอยู่ที่ไหน เพราะอพยพมาอยู่ในแดนล้านช้างมาหลายชั่วคนแล้ว พูดภาษาหนึ่งต่างหาก ผู้ชายบางคนไว้ผมมวย บางคนไว้ผมประบ่า และมักสักรูปนกที่แก้ม” อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าชาวกะเลิงก็ไม่รู้จักเมืองกะตากเช่นเดียวกัน แต่รู้จักเมืองภูวานากะแด้ง ซึ่งอ้างว่าเป็นถิ่นเดิมของตน
เมืองภูวานากะแด้ง หรือบ้านนากะแด้ง ตั้งอยู่เชิงเขาอากแขวงเมืองภูวดล ต่อเขตเมืองดำเกิด คำม่วน การเคลื่อนย้ายของชาวกะเลิงข้ามฝั่งแม่น้ำโขงเข้าสู่นครพนมและสกลนคร คงเริ่มในช่วงศึกจีนฮ่อที่เมืองเชียงขวาง ทุ่งเชียงคำ พ.ศ. 2427 ในครั้งนั้นราชวงศ์ฟองเมืองสกลนครได้คุมเสบียงกรังติดตามแม่ทัพไปทุ่งเชียงคำด้วย ทั้งยังได้รบพุ่งกับจีนฮ่อเป็นสามารถ ในปีรุ่งขึ้นเจ้าฟ้าหามหงี่เวียนเนียน เจ้าเมืองพูชุนของญวน ต้องการเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสจึงแข็งเมือง แต่สู้ไม่ได้จึงพาสมัครพรรคพวกหนีเข้ามาอาศัยเมืองวังคำ บ้านบ่อคำแฮ แขวงเมืองภูวดล พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งตั้งทัพอยู่ที่เมืองหนองคาย โปรดเกล้าฯ ให้ จมื่นมณเฑียรพิทักษ์ ขึ้นไปพร้อมกับกองรักษาด่านตรวจปักเขตแดนพระราชอาณาเขตสยาม ในจำนวนนี้โปรดเกล้าฯให้ราชวงศ์ฟอง และท้าวคำสายตั้งกองรักษาด่านอยู่ที่บ้านนากะแด้ง เป็นเวลา 6 เดือน เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์เรียบร้อยจึงยกทัพกลับสกลนคร
                    ความวุ่นวายทั้งศึกฮ่อ ศึกญวนรอบ ๆ เมืองภูวดลในช่วงปี พ.ศ. 2427-2429 นั้นเป็นสาเหตุทำให้พวกกะเลิงอพยพหนีภัยข้ามโขงมาอยู่ในท้องที่นครพนม ดังปรากฏว่ามีพวกกะเลิงมาแต่โบราณที่บ้านดงเย็น มุกดาหาร บ้านกุรุคุ อำเภอเมืองนครพนม บ้านดงขวาง บ้านโพนงาม บ้านนายอ บ้านดงมะไฟ ในท้องที่สกลนคร (ดังนั้นการที่กล่าวกันว่าพวกกะเลิงชอบอยู่แถบเชิงเขาภูพานจึงไม่ถูกต้องนัก หากแต่ตั้งบ้านเรือนเป็นแนวจากริมฝั่งโขงเรื่อยมา และเข้าจับจองที่ไร่ที่นาซึ่งรกร้างว่างเปล่า แถบเชิงเขาภูพาน) จากบอกเล่าของนางบ่อ นานเพ็ง อายุ 88 ปี ที่บ้านโพนงามเล่าให้ฟังว่า “มารดาได้นำตนอพยพจากภูวานากะแด้ง มาอาศัยที่เมืองสกลนครแต่ยังเล็ก ๆ ขณะนั้นเจ้าคุณจันเป็นเจ้าเมือง” ซึ่งหมายถึง พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ) เจ้าเมืองสกลนคร ระหว่าง พ.ศ. 2430-2466 และเป็นเจ้าเมืองคนสุดท้าย ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบมณฑลหลังจากนั้นจึงแต่งงานและตามสามีมาอยู่ที่บ้านโพนงาม ซึ่งมี หลวงพิเดช เป็นตาแสงหรือกำนัน แต่มีที่ทำการอยู่ที่บ้านนายอ ในครั้งนั้นนาน ๆ ที่จะมีพวกกะเลิงจากเมืองภูวานากะแด้งมาสืบหาพี่น้องให้กลับไปรับมรดกเงินฮางที่ฝั่งลาวด้วย
                    ลักษณะเด่นประการหนึ่งของพวกกะเลิงโบราณที่มักอ้างถึงกันอยู่เสมอ คือ การสักนกที่แก้ม แต่โดยทั่วไปแล้วคนแก่คนเฒ่าเกือบทุกเผ่ามักนิยมการสัก นับแต่เหนือหัวเข่า ตะโพก เอว ข้อมือ ข้อเท้า โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ดูสวยงาม ดังคำคมหรือผญา สะท้อนให้เห็นความนิยมสักลายของฝ่ายสตรีว่า “ขาวขาวนุ่งผ้าฝ้าย ขาลายมอมนุ่งผ้าเข็นกอบ” ผ้าเข็นกอบเป็นผ้าทอลวดลายสวยงาม ซึ่งหมายความว่าขาลายนั้นงามกว่าขาวขาวเหมือนผ้าฝ้าย นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการสักนกที่แก้มว่า “ขาลายแล้วแอ๋วบ่ลายบ่ให้ก่าย แอ๋วลายแล้ว ขันบ่สักนกน้อยงอยแก้วตอดขี้ตา” คือชายใดจะได้ก่ายกอดหญิงจะต้องสักลายที่ขาที่เอวที่แก้มด้วย ซึ่งตรงกับที่สมเด็จพระจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงพวกกะเลิงว่า “…ผู้ชาวไว้ผมประบ่าและมักสักเป็นรูปนกที่แก้ม”
อย่างไรก็ตามในสมัยที่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์มาเป็นข้าหลวงมณฑลลาวกาว ได้ทรงประกาศให้ประชาชนเลิกเชื่อในเรื่องนี้ว่า “การสักนี้ เห็นว่าไม่เป็นการมีคุณประโยชน์แต่อย่างใดเลย สำหรับแต่จะทำให้ตนได้รับความเจ็บปวดเมื่อเวลาสัก และทำให้ร่างกายเปื้อนดำติดตัวไปจนตายเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่ประชาชนผู้มีความคิดอันดีทั้งหลาย จะตักเตือนว่ากล่าวสั่งสอนบุตรหลานพี่น้องเพื่อนฝูงของตน อย่าให้พากันนิยมในการสักขา หรือสักตามร่างกาย อันเป็นเครื่องหาประโยชน์มิได้นั้นเลย…” แต่คำประกาศดังกล่าวไม่อาจลบล้างความเชื่อ ความนิยมในสมัยนั้นได้ จนกระทั่งในปัจจุบันจึงค่อยเสื่อมหายไป ผู้ที่มีรอยสักตามร่างกายกลับถูกสตรีล้อเลียนว่าสกปรก หรือเป็นนักโทษมาจากคุก และไม่พบการสักนกที่แก้มอีก นางกอ อายุ 68 ปี เล่าว่า นางได้เห็นคนสักนกที่แก้ม ชื่อ นายศิลา บ้านห้วยป่าใหญ่ ตำบลโนนหอม เมื่อตนอายุ 14 ปี หลังจากนายศิลาตายแล้วก็ไม่พบพวกกะเลิงที่สักรูปนกน้อยที่แก้มอีกเลย

ประเพณีความเชื่อ
                      ขนบธรรมเนียมประเพณีของพวกกะเลิงมีลักษณะคล้ายลาวทั่วไป เช่น การสู่ขอสมัย 70-80 ปีมาแล้ว จะสู่ขอกันด้วยเงินเพียง 3-4 บาท เหล้า 4 ไห ไก่ 4 ตัว แต่งขันห้า ขันแปด เงินหมั้นจะตกเป็นของมารดาเจ้าสาว ซึ่งถือว่าเป็นค่าน้ำนม ส่วนเมื่อแต่งงานแล้วจะไปอยู่บ้านใครก็แล้วแต่จะตกลงแต่มักจะดูว่าบ้านใดยังขาดแคลน คนทำนาทำไร่ก็จะไปอยู่บ้านนั้น เมื่อภรรยาตั้งครรภ์มักจะห้ามรับประทานของมันเพราะจะทำให้คลอดยาก เมื่อใกล้จะคลอด ปวดท้อง จะแก้มัดสิ่งของทั้งหลาย ตลอดจนเปิดประตูออกให้หมด ห้ามแขวนเสื้อผ้าสิ่งของเพราะเชื่อว่าจะทำให้คลอดยาก การบวชเรียนนั้นในปัจจุบันยังมีอยู่บ้าน แต่ก็ไม่เคร่งครัดเท่าภาคกลาง ทั้งนี้เพราะมีความจำเป็นเรื่องการทำมาหากิน ต้องการใช้แรงงานแต่ก็มีการรื่นเริงในเทศกาลเข้าพรรษา ออกพรรษา ตรุษสงกรานต์ ในพิธีเกี่ยวกับผู้ตายนั้น การอาบน้ำศพจะทำในหมู่พี่น้องที่สนิทเท่านั้น แต่ก็มีการนิมนต์พระมาสวดศพก่อนเผาศพ การทำบุญกระดูกมักทำหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวได้แล้ว
ความเชื่อในเรื่องผีของชาวกะเลิง ไม่เคร่งครัดในพิธีกรรมเช่นบางเผ่า ชาวกะเลิงนับถือผี ดังนี้

                     1. ผีเรือน ผีชาน (ชาวผู้ไทยเรียกว่า “ผีแจ”) ถือว่าวิญญาณของพ่อแม่ บรรพบุรุษจะยังวนเวียนปกปักรักษาคุ้มครองอยู่ โดยอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน โดยเรียกว่า “แจ” ถ้าบ้านนั้นมีลูกเขยหรือลูกสะใภ้ จะเข้ามาที่มุมแจนั้นไม่ได้เป็นการผิดผี ต้องให้หมอเหยามาทำพิธี
                     2. ผีหมู่บ้าน ผีหอ หรือผีมเหสักข์ เป็นที่เชื่อกันว่าเป็นผู้คุ้มครองทั้งหมู่บ้าน ชาวกะเลิงจะทำศาลในลักษณะศาลพระภูมิเจ้าที่ไว้ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่อสิ้นปีซึ่งกำหนดในเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ ชาวบ้านจะพากันไปเลี้ยงผี ในพิธีเลี้ยงผีจะมี “เจ้าจ้ำ” เป็นเจ้าพิธี หลังจากนั้นจะมีการกินเลี้ยงรื่นเริงกันอย่างสนุกสนาม
                     3. ผีนา หรือ ตาแฮก ซึ่งชาวบ้านจะบอกกล่าวเวลาหว่านหรือเก็บเกี่ยว อาจทำหรือตั้งศาลพระภูมิให้ตามนาก็ได้
ความเชื่อในเรื่องขวัญหรือกำลังใจนั้น ชาวกะเลิงเชื่อว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือตกใจ หรือตกต้นไม้ ขวัญจะยังคงอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อต้องการให้ขวัญเข้าร่างกายต้องหาภาชนะหรือใช้ผ้าขาวม้าไปช้อนขวัญกลับสู่ร่างเด็กหรือผู้ได้รับอุบัติเหตุ จากนั้นผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ก็จะใช้ด้ายขาวผูกข้อมือรับขวัญส่วนประเพณีตั้งเครื่องบูชารับขวัญ หรือใช้สวิงช้อนขวัญเช่นบางพวกนั้นไม่ปรากฏในหมู่กะเลิง
วัฒนธรรมกะเลิงนั้นนับแต่จะสูญหายไปทีละน้อย ๆ ไม่เพียงแต่เกิดจากการผสมปนเปกับเผ่าอื่นเท่านั้น แต่หากหมายถึงความสะดวกสบายที่มีถนนหนทาง ซึ่งมีผลให้วัฒนธรรมแบบเมืองเข้ามามีอิทธิพลรวดเร็ว หนุ่มสาวกะเลิงนุ่งผ้ายีนส์แทนนุ่งซิ่น แม่กล่อมลูกด้วยเพลงไทยสากล หรือเพลงลูกทุ่งแทนเพลงกล่อมเด็กภาษากะเลิง การทำมาหากินที่ฝืดเคืองเท่านั้นที่ช่วยให้พวกกะเลิงยังไม่เป็นคนแบบเมือง มิฉะนั้นเราจะไม่รู้ว่าใครเป็นกะเลิง

                                         

.