<-- น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร สมบรูณ์ธรรมชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี . . .
     
  แผนที่ทางวัฒนธรรม
  ข้อมูลประจำจังหวัด
  ประวัติศาสตร์จันทบุรี
  สถานที่สำคัญของจังหวัด
  ของดีประจำท้องถิ่น
  วิถีชีวิตชาวจันท์
  ธรรมชาติวิทยา
  บุคคลสำคัญของท้องถิ่น
  ภูมิปัญญาชาวบ้าน
 



      กลุ่มชนชาติต่างๆ ของจันทบุรี

    กลุ่มชนชาติต่าง ๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ภายในจังหวัดจันทบุรีเมื่อครั้งอดีตกาล และปัจจุบันนี้ชนเชื้อสายต่างๆ นี้ก็ยัง
    กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ และชุมชนชาวชองถือได้ว่าเป็นชนพื้นเมืองของจังหวัดจันทบุรี

    นอกจากชนเชื้อสายชองแล้วยังมีชนเชื้อสายอื่น ๆ นอกจากชองคือ ชาวจีน ซึ่งเคยอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลหลายแห่ง และ
    นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชนชาติต่าง ๆ ที่มาอาศัยในจังหวัดจันทบุรี เมื่อครั้งอดีตกาล จากการอพยพจากที่ต่าง ๆ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ
    นานา เนื่องด้วยจันทบุรี เป็นเมืองที่อุดมสมบรูณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ


   ข้อมูลของ " กลุ่มชุมชนชาวชองในจันทบุรี "
   ชุมชนชาวชอง ในแถบตอนเหนือของจันทบุรีมีชนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งซึ่งมีนามเรียกว่า ชอง และเชื่อกันว่าเป็น
   คนพื้นเมืองเดิมในดินแดนแถบนี้ส่วนใหญ่รวมกลุ่มกันอยู่ในบริเวณเชิงเขาสอยดาวและเขาคิชฌกูฏในพื้นที่อำเภอ
   โป่งน้ำร้อน อำเภอมะขาม และอำเภอเขาคิชฌกูฏ โดยเฉพาะในเขตตำบลตะเคียนทองคลองพลู และพลวง ชาวชอง
   มีรูปร่างสันทัด สูงประมาณ ๕ - ๕.๕ ฟุต ผมหยิกขอด ตาโต ริมฝีปากหนานักมนุษย์วิทยาจัดชนกลุ่มนี้ อยู่ในกลุ่มมอญ
   เขมร ซึ่งเป็นสาขาย่อยของกลุ่มออสโต - เอเซียติคชาวชองมีภาษาพูดและวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง นับถือผี
   บรรพบุรุษ ทำพิธีเซ่นไหว้ทุกปี เป็นการรวมญาติ เรียกว่า พิธีเลื้ยงผีหิ้ง ผีโรง แต่เดิมชาวชองอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า
   เชิงเขา ปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่อย่างง่าย ๆ และมักโยกย้าย หากมีคนตายในบ้าน นอกจากจะทำมาหากินเลี้ยงชีพ
   ด้วยการปลูกข้าวไร่แล้ว ยังเป็นนักเก็บของป่าและพรานที่ชำนาญ ปัจจุบันจะประกอบอาชีพทำสวนผลไม้และรับจ้าง
  
    สารคดีฟื้นภาษารักษาชาติพันธุ์ (ชาวชอง)    
    กรณีศึกษาชุมชนชาวชอง ตำบลคลองพลู อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบรี     

   ข้อมูลของ " กลุ่มชุมชนชาวจีนในจันทบุรี "
   ชาวจีน เนื่องจากเมืองต่าง ๆ ทางแถบชายฝั่งทะเลตะวันออกอยู่ในเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างไทยและจีนมาแต่
   โบราณ จึงมีชุมชนของชาวจีนอยู่ในบริเวณนี้เป็นจำนวนมากเฉพาะที่จันทบุรีมีชุมชนชาวจีนดั้งเดิมอยู่ตามชายฝั่ง
   ทะเลหลายแห่ง ทั่งในเขต อำเภอขลุง แหลมสิงห์ และท่าใหม่ ส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงและค้าขาย ในเขตอำเภอเมือง
   จันทบุรี มีชุมชนชาวจีนเก่าเป็นจีนฮกเกี้ยน อยู่ในบริเวณริมแม่น้ำจันทบุรีเรียกว่า ย่านท่าหลวง ไปจนถึงบริเวณ
   ชุมชนชาวญวน ที่เรียกว่า ตลาดล่าง โดยมีศาลเจ้าเป็นที่หมายเขตชาวจีนเป็นผู้บุกเบิกกิจการหลายอย่าง อาทิ การ
   ต่อเรือสำเภา การค้า รวมทั้งเป็นนายอากรเก็บส่วยด้วย  

   ข้อมูลของ " กลุ่มชุมชนชาวญวนในจันทบุรี "
   เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจันทบุรีตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย จากประวัติวัดคาทอลิกจันทบุรี ระบุว่าพระสังฆราชซังปิออง
   เดอ ซิเซ ให้บาทหลวงเฮิ้ตเดินทางมาดูแลคาทอลิก ชาวญวนซึ่งอพยพหนีภัยการบีบคั้นทางศาสนาในญวนเข้ามาอยู่
   ในจันทบุรีหลายสิบปี ก่อนที่บาทหลวงเฮิ้ตเดินทางมาถึงในปี พ.ศ.๒๒๕๔ ( สมัยพระเจ้าท้ายสระ ) พบว่าขณะนั้น
   จันทบุรีมีคาทอลิกชาวญวนจำนวนประมาณ ๑๓๐ คนบาทหลวงเฮิ้ต ได้สร้างโบสถ์หลังเล็ก ๆ ขึ้น ต่อมาได้มีการย้ายอีก
   ๓ ครั้ง จนมาตั้งอยู่ในบริเวณปัจจุบัน จากนั้นชุมชนชาวญวนคริสต์ก็ค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีโบสถ์เป็นศูนย์
   กลางของชุมชนและเป็นศูนย์รวมจิตใจต่อมาเมื่อชุมชนญวนแถบริมแม่น้ำจันทบุรีไม่สามารถขยายเขตออกไปได้อีก
   จึงได้แยกไปตั้งในถิ่นอื่น เช่น อำเภอขลุง อำเภอท่าใหม่ และบ้านท่าแฉลบ  

   ข้อมูลของ " กลุ่มชุมชนชาวเขมรในจันทบุรี "
   เนื่องจากจันทบุรี มีเขตแดนติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐกัมพูชาประชาธิปไตย จึงมีหมู่บ้านชาวเขมรอยู่ตามแนว
   ชายแดนหลายแห่ง เช่น บ้านแหลม บ้านโอลำเจียกและบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน

   ข้อมูลของ " กลุ่มชุมชนชาวกุหล่าในจันทบุรี "
   เป็นชนกลุ่มน้อยจากพม่า ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในจังหวัดจันทบุรีช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาว
   กุหล่าเรียกตัวเองว่า "ไต" แต่คนไทยจะเรียก "ไทยใหญ่" ชาวเขมรจะเรียกชาวต่างชาติที่เข้าไปในเขมรว่า " กาลา "
   ชื่อกุหล่า ก็เรียกตามภาษาเขมรแต่เพี้ยนเสียงเป็น "กุหล่า" ผู้สูงอายุของชาวกุหล่าเล่าให้ฟังว่า พวกเขาอพยพ " มา
   ตามพลอย " โดยเริ่มเข้ามาทำพลอยที่ตำบลบางกะจะต่อมาได้อพยพไปทำพลอยที่บ่อไร่ ข้ามไปถึงบ่อไพลิน บ่อเวฬุ
   และได้กลับมาตั้งถิ่นฐานในจันทบุรีในช่วงหลัง พ.ศ. ๒๔๙๘




      ประเพณีท้องถิ่น

     ประเพณีท้องถิ่นที่ชาวท้องถิ่นของจันทบุรีถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลานาน สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ เช่น ประเพณีการนมัส
     การรอยพระบาทเขาคิชฌกูฏ หรือพระบาทพลวง เป็นเทศกาลเดือน 3 ที่ปฏิบัติกันมานานแล้ว ประเพณีการชักพระบาทของ
     ชาวหมู่บ้านตะปอน พระบาทจำลอง ของวัดตะปอนน้อย วัด เป็นปูชนียวัตถุทีมีไว้เคารพบูชา เป็นต้น


   ประเพณีการนมัสการรอยพระบาทเขาคิชฌกูฏ จันทบุรี
   ประเพณีการนมัสการรอยพระบาทเขาคิชฌกูฏ หรือพระบาทพลวง เป็นเทศกาลเดือน ๓ ที่ปฏิบัติกันมานานแล้วเดิม
   เริ่มขึ้นไปนมัสการในวันขึ้น ๑ ค่ำ - ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ รวม ๑๕ วันของทุกปี แต่มาระยะหลังเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คน
   ที่มีความเลื่อมใสศรัทธา ทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้เปิดเวลาให้นมัสการมากขึ้นกล่าวคือ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘
   เป็นต้นมา เปิดให้นมัสการ ๖๐ วันและยังคงยึดเดือน ๓ เหมือนเดิม


ก่อนการนมัสการจะเริ่มขึ้น คือในวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๒ จะมีการทำพิธีเปิด
พระบาทเรียกว่า "เปิดป่า" แล้วจึงเริ่มเปิดให้ขึ้นนมัสการพระบาทจนครบ ๖๐
วัน จึงมีพิธีเปิดป่า สำหรับการเดินทางไปนมัสการในสมัยแรกต้องเดินด้วยเท้า
โดยเริ่มตั้งแต่วัดพลวง ไปจนถึงพระบาทและกลับไม่ทันในวันเดียว คนที่จะขึ้น
ไปนมัสการจะต้องพักค้าง แต่ในปัจจุบันสามารถไปกลับได้ภายในวันเดียว
การขึ้นก็อาจเดินด้วยเท้า ใช้เวลาในการขึ้นรวมทั้งพักระหว่างทางด้วยประมาณ
๕ ชั่วโมง แต่ถ้าไม่เดินจะมีรถให้บริการเป็นช่วง ๒ ช่วง แล้วเดินทางต่อด้วย
เท้าอีกประมาณ ๑ชั่วโมง แต่การเดินทางด้วยเท้าจะมีโอกาสได้สัมผัสบรรยากาศ ร่มรื่น ความงดงามของป่า ตามธรรมชาติได้มากกว่า


   เมื่อขึ้นไปถึงพระบาท จะหายเหน็ดเหนื่อยทันที เพราะอากาศเย็นสบาย และสามารถมองทิวทัศน์ที่งดงามของเมือง
   จันทบุรี ได้ส่วนหนึ่ง ระหว่างทางจะมีเจดีย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้แวะนมัสการและต่อจากพระบาทจะมีห้างฝรั่ง สำหรับ
   พักผ่อนหย่อนใจ นอกจากนี้ยังมีถ้ำหลายถ้ำให้ได้เข้าไปชมเช่น ถ้ำน้ำ ถ้ำวิมาน และถ้ำฤาษี ระหว่างการเดินทางจะ
   พบกับคนหลายวัย แม้จะมาจากต่างถิ่นต่างที่แต่ก็จะแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน

   เชื่อกันว่า การไปนมัสการพระบาทพลวง จะได้บุญมากประสงค์สิ่งใดมักได้ดังปรารถนา ถ้าใครได้ขึ้นไปนมัสการครบ
   ๗ ครั้ง เปรียบเสมือนได้บวชหนึ่งครั้งหรือเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ จากการสุ่มสอบถามผู้ที่มานมัสการพระบาทพลวงจึงมัก
   พบผู้คนที่มานมัสการพระบาทพลวงมากกว่า ๑ ครั้ง

   การเดินทางจากจันทบุรี เป็นทางลาดยางแยกจากถนนสุขุมวิท ตรงสี่แยกเขาไร่ยาเข้าไปตามเส้นทางไปน้ำตกกระทิง
   เมื่อถึงหมู่บ้านกระทิงแยกขวาเข้าหมู่บ้านพลวงก็ถึงวัดพลวง จะมีรถบริการต่อไป ถ้าไม่เดินด้วยเท้า หากใครได้มา
   นมัสการพระบาทพลวงถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของตนเอง

   ประเพณีการชักพระบาทของชาวหมู่บ้านตะปอน
   พระบาทจำลอง ของวัดตะปอนน้อย วัด เป็นปูชนียวัตถุทีมีไว้เคารพบูชา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เจ้าพระยาลาธารดานร-
   สิทธิ์ ได้เป็นประธานการผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิตพระอุโบสถหลังเก่าซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
   ปัจจุบันพระอุโบสถ หลังนี้ยังปรากฎอยู่ซึ่งมีอายุประมาณ ๔๐๐ปี ได้นำเอาพระบาทจำลองมาจากวัดช้างไห้ จังหวัด
   ปัตตานี โดยมาทางเรือเมื่อมาถึงอำเภอแหลมสิงห์ได้จัดทำพิธีสมโภชฉลองกัน ๗ วัน จากนั้นนำไว้ที่วัดตะปอนน้อย


ลักษณะของพระบาทจำลองนี้ ทำด้วยผ้ากว้างประมาณ ๕ ศอก ยาว๒๑ ศอก
บนผืนผ้านี้ประกอบด้วยรอยพระบาท ๔ รอย รอยที่หนึ่งเป็นรอยของ " พระ
กุตสันโธ " รอยที่สองเล็กลงมาเป็นรอยพระบาทของ " พระโคนาดม " เล็ก
รองลงมาเป็นรอยที่สามเป็นรอยพระบาทของ " พระกัสสปะ " และรอยที่สี่เป็น
รอยเล็กที่สุด เป็นรอยของ " พระพุทธโคดม " ( พระพุทธเจ้า ) ซึ่งรอยทั้งสี่นี้
ซ้อนกันอยู่บนผืนผ้าชิ้นเดียวกัน



   คนในสมัยนั้นเชื่อกันว่า " รอยพระบาท " นี้สามารถขจัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่ระบาดในหมู่บ้านนี้ได้ ซึ่งในสมัยนั้น
   ทางการแพทย์ยังไม่เจริญเท่าที่ควร ปีใดมีโรคระบาดทำให้ผู้คนล้มตายกันมาก โดยไม่มีทางที่จะช่วยได้ ชาวบ้าน
   จะนำพระบาทจำลองออกแห่ ในการแห่นี้เขาจะม้วนผ้าให้กลมแล้วเอาผ้าห่อข้างนอกอีกหลายชั้นแล้วนำไปใส่เกวียน
   และประดับเกวียนที่บรรทุกพระบาทจำลองให้สวยงาม และจะมีคนตีกลองที่อยู่บนเกวียนนั้นด้วย โดยแห่ไปตามที่
   ต่าง ๆ สามารถนำเกวียนไปได้ ถ้าบ้านใดมีผู้คนเจ็บป่วยมากก็อัญเชิญพระบาทจำลองนี้ขึ้นไปบนบ้าน มีพระสงฆ์
   ประพรมน้ำมนต์ไปทั่ว ๆ โรคภัยไข้เจ็บนั้นก็จะหายหรือเบาบางลง

   ต่อมานั้นการแพทย์เจริญขึ้น โรคระบาดน้อยลง การแห่พระบาทจำลองก็เปลี่ยนแปลงไป คือเปลี่ยนจากแห่มาเป็น
   ชักเย่อแทน โดยถือเอาวันสำคัญคือหลังวันสงกรานต์ ประมาณวันที่ ๑๕ เมษายนของทุกปี ในการชักเย่อนี้จะให้
   ชาย-หญิง อยู่คนละข้างโดยผูกเชือกติดอยู่กับเกวียนขณะที่ทั้งสองฝ่ายออกแรงดึงเชือก คนตีกลองที่อยู่บนเกวียนจะ
   ตีกลองรัวจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ ฝ่ายชนะถือว่าเป็นสิริมงคลเพราะสามารถลากพระบาทได้ ฝ่ายแพ้ก็จะขอแก้ลำใหม่
   เพื่อต้องการชนะบ้าง เป็นที่สนุกสนานมาก หลังจากวันสงกรานต์ชาวบ้านจะนำรอยพระบาทไปบำเพ็ญตามทางแยก
   เข้าหมู่บ้านต่าง ๆ แห่งละ ๑-๒วัน นับแต่หมู่บ้านตะปอนน้อยไปจนถึงหมู่บ้านหนองเสม็ดเพื่อเป็นการฉลองรอย
   พระบาทหลังสวดพุทธมนต์ ประชาชนจะนำเกวียนที่มีรอยพระบาทนั้นมาชักเย่อ รุ่งขึ้นเช้าจะมีการทำบุญตักบาตร
   ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ เป็นอันเสร็จพิธี นับระยะที่ชาวบ้านนำรอยพระบาทไปทำพิธีตามสถานที่ต่าง ๆ ในตำบล
   ตะปอนใช้เวลา ๑ เดือนพอดี ถือได้ว่ารอยพระบาทจำลองนี้เป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลของชาวตำบลตะปอน ซึ่งปัจจุบัน
   ก็ยังคงปฏิบัติอยู่

   งานตากสินรำลึกของจังหวัดจันทบุรี


งานตากสินรำลึก ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๘ ธันวาคม ถึงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม
ของทุกปี ที่สนามกีฬาจังหวัด เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
ที่ทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยา ภายในงานมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานราชการและ
การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองของจันทบุรี

   เทศกาลของดีเมืองจันท์วันผลไม้


   งานนี้จะจัดตรงกับช่วงที่ผลไม้จากสวนต่างๆ ของเมืองจันท์ออกมา คือ ประมาณปลายเดือน
   พฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน ที่บริเวณสนามกีฬาจังหวัดและถนนเทศบาลสาย ๓ มี
   การออกร้านผลไม้ และสินค้าพื้นเมืองจากชาวบ้านท้องถิ่นต่าง ๆ แล้วยังมีขบวนแห่รถที่มี
   การประดับไปด้วยผลไม้นานาชนิด มีการประกวดผลไม้จากสวนต่าง ๆ เช่น ทุเรียน
   เงาะ ลางสาด มังคุดฯลฯ และประกวดสุนัขหลังอาน ซึ่งเป็นสุนัขไทยที่มีมากในเขตจังหวัด
   จันทบุรี และตราด นอกจากนี้ก็มีการแสดงนิทรรศการจากหน่วยราชการ การออกร้าน
   จำหน่ายอัญมณีและการแสดงมหรสพต่างๆ เป็นที่ใฝ่ฝันและประทับใจของคนต่างถิ่น ที่จะ
   มาหรือได้มาสัมผัสเมืองจันท์ในวันที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของผลไม้นานาพันธุ์ ทั้งเลือกซื้อ
   หาติดมือกลับไปฝากญาติมิตรและชิมรสชาติของผลไม้ถึงถิ่นที่เป็นแหล่งผลผลิต ซึ่งเป็น
   ที่ภูมิใจของชาวจันท์เป็นอย่างยิ่งที่เห็นรอยยิ้มอย่างพอใจของผู้มาเยี่ยมเยือน

   ประเพณีการแข่งเรือวัดจันทนาราม
   สมัยก่อนประเพณีการแข่งเรือ เป็นที่นิยมกันมากโดยเฉพาะงานทิ้งกระจาดแล้วได้สูญหายไปจนเมื่อประมาณเกือบ
   สิบปีที่ผ่านมานี้ ทางวัดจันทนารามได้จัดให้มีการฟื้นฟูประเพณีเก่า ๆ โดยเฉพาะประเพณีการแข่งเรือ ทางวัดได้เชิญ
   เรือจากที่ต่างๆ เช่น ที่วัดบางสระเก้า วัดพลับบางกะจะ และ วัดน้ำรัก ฯลฯ มาเข้าร่วมประเพณีในการแข่งขันเรือยาวที่
   วัดจันทนารามนี้ด้วย


ในการแข่งเรือนี้ แต่ละลำก่อนที่จะทำการแข่งขัน จะต้องมีการเซ่นไหว้แม่ย่า
นางเรือ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เรือที่จะทำการแข่งขัน และเพื่อเป็นกำลังใจแก่
ผู้พายเรืออีกด้วย สำหรับเรือที่ใช้ในการแข่งขันนั้นจะใช้เรือหางยาว ฝีพาย
ของแต่ละลำจะเลือกคนที่มีร่างกายแข็งแรงเวลาพายจะต้องพายเป็นจังหวะ
คือจะต้องยกพายพร้อมๆ กัน ซึ่งเมื่อได้ไปดูแล้วจะเห็นถึงความพร้อมเพรียง
และความสามัคคีของฝีพาย นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความสวยงามอีกด้วย


   ขณะที่ทำการแข่งขันเรือ กองเชียร์ของแต่ละฝ่ายจะยกขบวนกันมาเชียร์ฝ่ายตน โดยมีการเล่นกลองยาวอยู่ริมแม่น้ำ
   เพื่อให้พวกของตนมีกำลังใจ เป็นที่สนุกสนานครึกครื้นมาก การแข่งเรือจะจัดแข่งขันในช่วงเทศกาลวันลอยกระทง
   ทั้งนี้นอกจากจะฟื้นฟูประเพณี เชื่อมความสามัคคีแก่หมู่คณะแล้ว ผู้ที่มาร่วมงานยังมีโอกาสได้ประกอบการกุศล เช่น
   ถวายผ้าไตรในช่วงของการจัดแข่งเรือด้วย


     ประเพณีท้องถิ่นที่ชาวเมืองจังหวัดจันทบุรีถือปฏิบัติ และสืบทอดกันมา ส่วนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประเพณีท้องถิ่นของ
     จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีประเพณีที่แต่ละท้องที่ แต่ละตำบล ภายในจังหวัดจันทบุรีที่ถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันภาย
     ในชุมชนอย่างเช่น


   ประเพณีการทำบุญข้าวหลามหรือการทำบุญหัวสะพาน ของชาวบ้านหนองตาลิ่น ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่
   การทำบุญหัวสะพานของชาวหมู่บ้านหนองตาลิ่นนี้ เดิมมีจัดที่หัวสะพานจริง ๆ แต่เนื่องจากไม่สะดวกเพราะรถผ่านไป
   มาจึงได้ย้ายไปจัดบริเวณศาลาพักร้อนกลางหมู่บ้าน จะจัดขึ้นประมาณกลางเดือนอ้าย โดยก่อนถึงวันงานคนในหมู่บ้าน
   แทบทุกบ้าน จะทำการเผาข้าวหลามกันเป็นการใหญ่เพื่อเตรียมนำไปทำบุญในวันรุ่งขึ้น บางบ้านก็ทำข้าวต้มห่อ

   เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านทุกครัวเรือนจะนำอาหารหวานคาวไป ทำบุญที่ศาลาพักร้อนกลางหมู่บ้านทั้งนี้ได้มีการนิมนต์
   พระมาจากวัดต่าง ๆ จำนวน ๙ รูป มาสวดมนต์ หลังจากเสร็จพิธีการทำบุญ ชาวบ้านจะรับประทานอาหารร่วมกันในวัน
   นั้นทั้งวัน หากใครเข้าไปในหมู่บ้านหรือเข้าไปในบ้านใด จะได้รับข้าวหลามติดไม้ติดมือกลับไปด้วยเสมอ เพราะชาว
   บ้านถือเป็นการทำทาน ด้วยเหตุนี้เองบางครั้งจึงมีคนเรียกการทำบุญหัวสะพานนี้ว่า " การทำบุญข้าวหลาม " ในภาค
   เช้าจะมีพิธีการทำบุญกรวดน้ำ แผ่ส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณที่สิงสถิตย์อยู่บริเวณสะพาน ไม่มีการละเล่น แต่พอถึง
   กลางคืนจะมีการแสดงละครชาตรี ซึ่งเหมามาแสดงให้คนในหมู่บ้านชม ส่วนมากมักจะหามาจากบ้านบางกะไชย ซึ่ง
   เรียกว่าเป็นดงละคร เพราะคนในหมู่บ้านบางกะไชยชอบเล่นละครชาตรีกันแทบทุกครัวเรือน หนุ่มสาวในหมู่บ้านจะ
   ได้มีโอกาสพูดคุยกันในตอนกลางคืนอีกด้วย งานจะเลิกประมาณ ๒๔.๐๐ น.

   ประเพณีพานฟางของชาวบ้านวันยาวล่าง จันทบุรี
   หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ชาวนาก็จะเตรียมลานสำหรับนวดข้าว ชาวนาจะนำฟ่อนข้าวมาวางเรียงซ้อน ๆ กันในลานนวด
   กลางลานมีเสาเกียดปักอยู่ตรงกลาง เพื่อใช้เป็นหลักมัดพรวนควาย ประมาณ๕ - ๖ ตัว มัดเรียงกันเป็นแถว ( ปลาย
   พรวนมัดติดกับเสาเกียดไว้ )

   เวลาใกล้ค่ำได้เวลาตกฟ่อน ชาวนาจะนำควายที่มัดเป็นพรวนติดกับเสาเกียดย่ำลงบนฟ่อนข้าวที่วางเรียงซ้อนไว้
   กลางลานนวด เมื่อเม็ดข้าวร่วงจากฟ่อน ชาวนาจะตัดฟางที่มัดฟ่อนข้าวออกและชาวนาจะใช้มือหอบฟ่อนข้าวขึ้นมากอง
   รอบเสาเกียด เป็นการรื้อฟ่อนข้าวออกเอาแต่เม็ดข้าวไว้ชาวนาจะซัดฟางข้าวโดยใช้มือหอบโยนไปที่เสาเกียดกลาง
   ลานนวดแล้วใช้ควายชุดเดิมมัดพรวนติดกับเสาเกียดอีกครั้งย่ำฟ่อนข้าวอีกหนให้เม็ดข้าวร่วงหล่นให้หมด หลังจาก
   นั้นใช้ดองเกี่ยวฟางข้าวโยนออกไปนอกลาน ก็จะเหลือแต่เม็ดข้าวเปลือกไว้ ขณะที่พานฟางชาวบ้านจะต้องร้องเพลง
   โหงขึ้นต้นว่า โหงอ่อนเอย ร่อนลงอยู่ในดงมะไฟ หนุ่มสาวจะร้องเพลงแก้กันอย่างสนุกสนานจนหายเหนื่อย

   เสร็จพิธีพานฟางก็จะทำข้าวเหนียวน้ำกะทิเลี้ยงกันอย่างอิ่มหนำสำราญด้วยความสนุกสนานรักใคร่สามัคคี ประเพณี
   พานฟาง ปัจจุบันไม่มีแล้ว เพราะเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของชาวบ้านจนทำให้ประเพณีบางอย่าง
   หดหายไปตามกาลเวลา หลงเหลือไว้แต่ความทรงจำ เพื่อเล่าขานให้ลูกหลานเกิดความภาคภูมิใจในประเพณีของบรรพ
   บุรุษไทย


     หากท่านผู้ใดสนใจข้อมูลทางวัฒนธรรมของจังหวัดจันทบุรี ติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี
     ฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ โทร 039 - 303298 , 303299 ในเวลาราชการ
 
   
กลับไปหน้าแรก วิถีชีวิตของคนจันทบุรี หน้าต่อไป ( การละเล่น และการแสดงพื้นบ้าน )
 
   
รวบรวม เรียบเรียง และพัฒนาโดย : งานยุทธศาสตร์และแผนงาน
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจันทบุรี ถนนเลียบเนิน ต.วัดใหม่
อ.เมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 22000 เบอร์โทรศัพท์ 039 - 303298
ติดต่อผู้ดูแลระบบ
chan_culture@hotmail.com
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ออกแบบโดย    นายธนัฐ  ยังเหลือ....
ปรับปรุงและพัฒนาโดย   นายชวลิต  อยู่รอต....
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -