
นางเจียมใจ พรหมคุณ
นางเจียมใจ พรหมคุณ ผู้สืบสานวัฒนธรรมไทย ผ้าไหมบึงบูรพ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ณ
บ้านเป๊าะ ตำบลบึงบูรพ์ อำเภอบึงบูรพ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นบุตรของนายศรี และนางเกิด บุญปัญญา มีพี่น้อง
ร่วมบิดา มารดา ๘ คน สมรสกับนายคลัง พรหมคุณ (ถึงแก่กรรม พ.ศ. ๒๕๒๕) มีบุตร ธิดา ๖ คน) การศึกษา
จบการศึกษาวุฒิอาชีวต้น (ม.๓) แผนกช่างทอเย็บเสื้อผ้า จากโรงเรียนการช่างสตรี (ศ.ก. ๕) จังหวัดศรีสะเกษ
พ.ศ. ๒๔๘๖ ผลงาน ด้วยใจรักในด้านหัตถกรรม กอปรกับความสนใจด้านการถึกทอ โดยเฉพาะการทอผ้าไหม
ของบรรพบุรุษชาวบึงบูรพ์ ทำให้นางเจียมใจ ได้รับการถ่ายทอดการทอผ้าไหมจาก นางบุญเย็น (คุณยาย) และ
นางเกิด บุญปัญญา (มารดา) และเริ่มทอผ้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้ศึกษาดูงานหลายแห่ง สนใจเรียนรู้และ
พัฒนาฝีมือตามลำดับ สามารถรังสรรค์งาน อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมชาวบึงบูรพ์ไว้ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
และได้รับพระราชทาน ใบประกาศเกียรติคุณ และสร้อยคอทองคำจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม-
ราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๗
ผลงานดีเด่น
๑. รางวัลที่ ๑ การประกวดผ้าไหม ในงาเทศกาลปีใหม่ และงานกาชาดจังหวัดศรีสะเกษ ประจำปี ๒๕๒๔
๒. รางวัลที่ ๑ การประกวดผ้าไหมมัดหมี่พันธุ์ลายต้นสน ในงานกาชาดจังหวัดศรีสะเกษ ประจำปี ๒๕๓๒
๓. รางวัลที่ ๑ การประกวดผ้าไหมมัดหมี่ ในงานเทศกาลดอกลำดวน จังหวัดศรีสะเกษ ประจำปี ๒๕๓๔
๔. ได้รับคัดเลือกเป็นแม่ดีเด่น ของจังหวัดศรีสะเกษ ปีพุทธศักราช ๒๕๓๖
๕. รางวัลที่ ๓ การประกวดคุณภาพผ้าไหม จังหวัดศรีสะเกษ ปีพุทธศักราช ๒๕๓๗
๖. รางวัลที่ 1 การประกวดผ้าไหม ในงานชุมนุมสตรีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๗)
๗. รางวัลพระราชทานอันดับที่ ๑ ประเภทผ้าไหมหางกระรอก ในงานประกวดผ้าไหมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ ตำหนักภูพานราชนิเวศน์
(๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๗)
๘. นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ บิดามารดาชื่อ นายจันทร์ นางหล้า ภูมิวงศ์ ภายหลังบิดาพา
อพยพกลับไปตั้งรากฐาน ณ ภูมิลำเนาเดิมของมารดา คือที่บ้านหัวเมือง ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดยโสธร)
เรียนจบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย แล้วเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ (ประถมศึกษาปีที่ ๕ ในปจจุบัน) ที่โรงเรียน
ในตัวอำเภอมหาชนะชัย ภายหลังย้ายมาเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ที่โรงเรียนเทพวิทยาใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นได้เรียนต่อประโยค
ครูมูล (ครู ป.) ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อจบแล้วได้สอบเข้าและบรรจุเป็นข้าราชการครูที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาศึกษาด้วยตนเอง
สอบได้ พ.ป. และ พ.ม. (รวมชุดวิชาภาษาอังกฤษด้วย) หลังจากนั้นได้รับแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนบ้านกระเดา อำเภอราษีไศล จังหวัด
ศรีสะเกษ ขณะเดียวกันนั้น ได้ทำการศึกษาทางไกลจนสำเร็จนิติศาสตร์บัณฑิต (น.บ.) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ รุ่นที่ ๒ ต่อมาเมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้ลาออกจากราชการ เพื่อประกอบอาชีพทนายความและในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ สอบได้ เนติบัณฑิต (น.บ.ท.) สมรสกีบนางศรีไส ภูมิวงศ์ มีบุตรชาย
๑ คน และบุตรสาว ๒ คน
ผลงานทางสังคม เป็นประธานชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ จนถึงปัจจุบัน เป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง เช่น
๑. กุดหวาย เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห้วยสำราญ อันเป็นสายเลือดหลักของจังหวัดศรีสะเกษ การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ ปปป. สั่งให้จังหวัด
เพิกถอนโฉนด เพราะพิจารณาเห็นว่าโฉนดออกไม่ถูกต้อง กล่าวคือ ไปทับที่สาธารณะประโยชน์ จากกรณีดังกล่าวทำให้นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ ถูกเจ้าของ
โฉนดที่ดินฟ้องเรียกค่าเสียหาย เป็นเงิน ๕๔ ล้านบาท แต่ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ได้พิพากษายกฟ้อง
๒. โนนบักบ้า ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๖๐๐ ไร่ ตั้งอยู่ชานเมืองศรีสะเกษ ด้านทิศตะวันออกของศาลากลางจังหวัด ประมาณ ๕ กิโลเมตร (ระหว่างห้วยน้ำคำกับ
ห้วยแฮด) ซึ่งเป็นที่สาธารณะประโยชน์ที่ถูกประชาชนและกลุ่มธุรกิจเข้าบุกรุกจับจอง ชมรมอนุรักษ์ฯ ซึ่งนำโดยนายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ และจังหวัดศรีสะเกษ
ได้เข้าขัดขวาง ในที่สุดก็สามารถกันพื้นที่ดังกล่าวได้เป็นสถานที่ที่สร้างมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ในปัจจุบัน นอกจากนี้ นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ ยังได้เข้า
ขัดขวางไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่าดงใหญ่ ตำบลหนองหมี อำเภอราษีไศล และป่าดงเมืองซ้าย ซึ่งเป็นป่ารอยต่อระหว่างอำเภอยางชุมน้อยกับอำเภอ
กันทรารมย์ นอกจากนี้ยังมีป่าแถบอำเภอภูสิงห์ ขุขันธ์ ขุนหาญ และกันทรลักษ์ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารอันถูกบุกรุกอย่างรุนแรง นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ และ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการขัดขวาง ทำให้บางส่วนของผู้บุกรุกถูกจับกุมดำเนินคดี จึงทำให้เหลือผืนป่าธรรมชาติไว้เป็นมรดกของแผ่นดิน ในฐานะที่
นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ มีอาชีพเป็นนักกฎหมาย และทนายความ เคยได้รับเลือกเป็นประธานชมรมศิษย์เก่ารามคำแหงฯ ประธานอนุกรรมการสภา
ทนายความประจำจังหวัดศรีสะเกษ (๒ สมัย) และอนุกรรมการสภาทนายความประจำภาค ๓ นอกจากนี้ ยังได้เป็นวิทยากรบรรยายความรู้ทางกฎหมาย
แก่ประชาชน ชมรม หรือองค์กรอื่น ๆ เป็นประจำ

นายชาญ จันทะมาศ
นายชาญ จันทะมาศ ผู้สืบสานวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น นายชาญ จันทะมาศ เป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น (อีสาน) สถานีโทรทัศน์ เอน.เอส.เค.
ของประเทศญี่ปุ่น ได้ให้ความสนใจบินมาถ่ายทำสารคดีถึง ๒ ครั้ง นายชาญ จันทะมาศ เกิดเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ เป็นบุตรของนายพูน-นางคำดี
โสตศิริ ต่อมาบิดามารดา ได้แยกทางกัน นางคำดีได้แต่งงานใหม่กับ จ.ส.ต.คำ จันทะมาศ นายชาญ จึงได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุล จันทะมาศ ตามบิดาเลี้ยง
ทั้งนี้เพื่อสิทธิในการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน
นายชาญ จันทะมาศ จบระดับชั้นมัธยมศึกษา จากโรงเรียนประจำจังหวัด ขุขันธ์ราษฎร์รังรักษ์ หรือโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย ในปัจจุบัน มีเพื่อร่วมรุ่น
คือ พลเรือเอกสุภา คชเสนีย์ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เข้าเรียนเตรียมธรรมศาสตร์และการเมือง (ตธมก. รุ่น๕) และจบปริญญาตรีได้วุฒิธรรมศาสตร์บัณฑิต (ธ.บ.)
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ประกอบอาชีพทนายความตลอดมาตั้งแต่จบการศึกษาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ๒๕๒๐ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา
เทศบาลเมืองศรีสะเกษ ได้มีการฟื้นฟูประเพณีการแห่บั้งไฟ ได้ปฏิบัติติดต่อกันมาหลายปี มีบั้งไฟจากคุ้มและอำเภอต่าง ๆ เป็นจำนวนมากในปี พ.ศ. ๒๕๑๒
และพ.ศ. ๒๕๑๕ สถานีวิทยุ เอน.เอส.เค. ของญี่ปุ่น ได้เข้ามาถ่ายทำเป็นสารคดีไปเผยแพร่ที่ประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ นายชาญ จันทะมาศ ยังเป็นผู้ริเริ่ม
นำการละเล่น รำโทน เข้ามาเผยแพร่ในจังหวัดศรีสะเกษเป็นคนแรก ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาเตรียมธรรมศาสตร์ ปัจจุบันนายชาญ จันทะมาศ เป็นที่
ปรึกษาสภาวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ

นายอิสระ หลาวทอง
นายอิสระ หลาวทอง เกิดเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๔๘๘ อายุ ๖๑ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๕ หมู่ที่ 1 ตำบลสำโรง อำเภออุทุมพรพิสัย
จังหวัดศรีสะเกษ อาชีพจิตกร จบการศึกษาวาดเขียน เอก (ว.อ.) มีความรู้ ความสามารถหรือความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการ
วาดภาพ ผลงานดีเด่นที่เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ และท้องถิ่น
ผลงานที่สำคัญ
ได้แก่ การกำกับศิลปกรรมภาพยนต์ เรื่อง ครูบ้านนอก ได้รับรางวัลภาพยนต์ดีเด่นจากเมืองทัชเคนท์ ประเทศรัสเซีย
และเขียนภาพประวัติศาสตร์ วีรกรรมทหาร ติดตั้งที่กองบัญชาการทหารบก เขียนภาพวิถีชีวิตชนบทอีสาน เพื่อสะท้อนให้เห็น
ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน
และได้นำผลงานร่วมแสดงงานศิลปะ เพื่อการกุศลหลายแห่ง และได้รับประกาศเกียรติคุณผลงาน อาทิ
ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ร่วมงานศิลปกรรม กลุ่มจางวาง ณ โรงแรม เพชรเกษม จังหวัดสุรินทร์
ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ร่วมงานศิลปกรรมร่วมสมัย รวมใจศิลปินในวโรกาสปิยมหาราชรำลึก ที่โรงแรมอิมพิเรียลควีนปาร์ค
ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ร่วมแสดงงานจิตรกรรม บัวหลวง ครั้งที่ ๑๘
ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ร่วมแสดงงาน บี โอ ไอ แฟร์ ที่โรงแรมรอยัลพลาซ่า พัทยา
ร่วมแสดงงานมหกรรมศิลปะเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๕๐ ปี ที่ซีคอนสแควร์
ร่วมแสดงงานนิทรรศการศิลปกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ สภากาชาดไทย ณ โรงแรมอิมพีเรียล ได้รับรางวัลที่ ๑
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำผลงานศิลปะลงตีพิมพ์ประกอบการเรียนการสอน ในหนังสือ ศิลปศึกษา ศ. ๒๐๓ - ศ.๒๐๔ ศิลปะกับชีวิต
ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับรางวัล เพชรน้ำดี ศรีสะเกษ จากสภาวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ
ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาจิตรกรรม เขตการศึกษา ๑๑
ร่วมแสดงนิทรรศการศิลปกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ ครั้งที่ ๒ โรงแรมมณเทียร
ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ร่วมแสดงนิทรรศการชมรมช่างเขียนอาชีพ แห่งประเทศไทย

นายวีระพันธ์ สิมะวัฒนะ
นายวีระพันธ์ สิมะวัฒนะ เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
ประจำปี พ.ศ. ๒๕๓๓ นายวีระพันธ์ สิมะวัฒนะ เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ที่อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ บิดาชื่อ นายสิม มารดา
ชื่อ นางมอญ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๓ คน ภรรยาชื่อ นางมาลี สิมะวัฒนะ มีบุตร ๔ คน เป็นชาย ๒ คน และหญิง ๒ คน
นายวีระพันธ์ สิมะวัฒนะ เป็นข้าราชการบำนาญ ครั้งสุดท้ายรับราชการเป็นสรรพากรอำเภอกันทรลักษ์ ปัจจุบันมีอาชีพทำไร่นาสวนผสม ปลูกเงาะ
ทุเรียน พริกไทย มะพร้าว กล้วย มะละกอ ฝรั่ง ในเนื้อที่ ๒๑ ไร่ รวมทั้งมีบ่อปลาและบ่อกุ้งก้ามกราม จำนวน ๒๓ บ่อ เป็นผู้ริเริ่มปลูกเงาะ ทุเรียน พริกไทย
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นคนแรก พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งวิชาการสำหรับนักเรียน นักศึกษา ชาวบ้านและหน่วยงานต่าง ๆ ในการศึกษาและดูงาน
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๒ จนถึงปัจจุบัน นายวีระพันธ์ สิมะวัฒนะ เป็นผู้ที่ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม มีคุณธรรม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ละอบายมุข และชักชวนให้ผู้อื่น
ปฏิบัติตาม นับว่าเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม จึงได้รับการยกย่องและเชิดชูเกียรติ เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาการพัฒนาคุณภาพชีวิต
นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์
นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ บิดามารดาชื่อนายจันทร์ - นางหล้า ภูมิวงศ์ ภายหลังบิดาพา
อพยพกลับไปตั้งรากฐาน ณ ภูมิลำเนาเดิมของมารดา คือที่บ้านหัวเมือง ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดยโสธร)
เรียนจบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านหัวเมืองอำเภอมหาชนะชัย แล้วเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ ๑ (ประถมปีที่ ๕ ในปัจจุบัน) ที่โรงเรียนตัวอำเภอ
มหาชนะชัย ภายหลังย้ายมาเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ ๖ ที่โรงเรียนเทพวิทยาใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นได้เรียนต่อประโยคครูมูล (ครู ป.)
ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อจบแล้วได้สอบเข้าและบรรจุเป็นข้าราชการครูที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัด ศรีสะเกษ ต่อมาศึกษาด้วยตนเอง ต่อมาศึกษาด้วย
ตนเองสอบได้ พ.ป. และ พ.ม. (รวมชุดวิชาภาษาอังกฤษด้วย) หลังจากนั้นได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนบ้านกระเดา อำเภอราษีไศล
จังหวัดศรีสะเกษ ขณะเดียวกันนั้นได้ทำการศึกษาทางไกลจนสำเร็จนิติศาสตร์บัณฑิต (น.บ.) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ รุ่นที่ ๒
ต่อมาเมื่อปี ๒๕๒๑ ได้ลาออกจากราชการเพื่อประกอบอาชีพทนายความและในปี พศ. ๒๕๑๘ สอบได้เนติบัณฑิต (น.บ.ท.) สมรสกับนางศรีไส ภูมิวงศ์
มีบุตรชาย ๑ คน และบุตรสาว ๒ คน นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ เป็นประธานชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๓ จนถึง
ปัจจุบัน เป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญหลายแห่ง เช่น กุดหวาย เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ
ห้วยสำราญ อันเป็นสายเลือดหลักของจังหวัดศรีสะเกษ การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบกรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ในวงราชการ (ป.ป.ป.) สั่งให้จังหวัดเพิกถอนกรณีดังกล่าวทำให้นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ ถูกเจ้าของโฉนดที่ดินฟ้องเรียกค่าเสียหาย เป็นเงิน 5.4 ล้านบาท
แต่ศาลจังหวัดศรีสะเกษได้พิพากษายกฟ้องโนนบักบ้า ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๖๐๐ ไร่ ตั้งอยู่ชานเมืองศรีสะเกษด้านทิศตะวันออกของศาลากลางจังหวัด
ประมาณ ๕ กิโลเมตร (ระหว่างห้วยน้ำคำกับห้วยแฮด) ซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์ที่ถูกประชาชน และกลุ่มธุรกิจเข้าบุกรุกจับจอง ชมรมอนุรักษ์ฯ ซึ่งนำโดย
นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ และจังหวัดศรีสะเกษ ได้เข้าขัดขวาง ในที่สุดก็สามารถกันพื้นที่ดังกล่าวไว้ เป็นสถานที่สร้างสถาบันราชภัฏศรีสะเกษในปัจจุบัน
นอกจากนี้ นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ ยังได้ขัดขวาง ไม่ให้มีการบุกรุกทำลาย ป่าดงใหญ่ ตำบลหนองหมี อำเภอราษีไศล และป่าดงเมืองซ้าย ซึงเป็นป่ารอยต่อ
ระหว่างอำเภอยางชุมน้อยกับอำเภอกันทรารมย์ ตลอดจนปาแถบอำเภอภูสิงห์ ขุขันธ์ ขุนหาญ และกันทรลักษ์ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารอันถูกบุกรุก
อย่างรุนแรง นายนิวัฒน์ ภูมิวงศ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการขัดขวางทำให้บางส่วนของผู้บุกรุก ถูกจับกุมดำเนินคดี จึงทำให้คงเหลือผืนป่า
ธรรมชาติไว้เป็นมรดกของท้องถิ่นสืบไป
