ประวัติศาสตร์ จังหวัดสมุทรปราการ
จังหวัดสมุทรปราการหรือที่เรียกกันเป็นสามัญทั่วไป “เมืองปากน้ำ”
เพราะตั้งอยู่ปากน้ำเจ้าพระยา เป็นเมือง
สำคัญทางประวัติศาสตร์ มาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นเมือง
หน้าด่านทางทะเลที่มีความสำคัญ ตลอดมาทุกยุคทุกสมัย
“สมุทร” แปลว่า“ทะเล” และ
“ปราการ” แปลว่า “กำแพง” สมุทรปราการ แปลว่า กำแพงชายทะเล หรือกำแพง
ริมทะเล
ซึ่งหมายถึง เมืองหน้าด่านชายทะเลหรือริมทะเลที่มีกำแพงมั่นคงแข็งแรงสำหรับป้องกันข้าศึกนั่นเอง
นับว่าเป็นการให้ชื่อเมืองที่ถูกต้อง และเหมาะสมตามความมุ่งหมายในการตั้งเมืองเป็นอย่างยิ่ง ประวัติความเป็นมา
ของเมืองสมุทรปราการ สลับซับซ้อนสัมพันธ์กัน เมืองพระประแดง (ปัจจุบันเป็นอำเภอพระประแดงในจังหวัด
สมุทรปราการ)
เพราะเมืองสมุทรปราการได้ตั้งขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่เมืองพระประแดงเดิมนั้น
ขอมได้ตั้งขึ้นในสมัยขอมมีอำนาจ ครอบครองบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสมัยนั้น ทะเลยังลึกเข้ามามาก
จนจดเขตทางใต้ของกรุงเทพมหานคร ขอมเรียกว่า “ปากน้ำพระประแดง” เมื่อตั้งเมืองที่ปากน้ำก็เรียกว่า
“เมืองพระประแดง” (ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เชื่อว่าเมืองพระประแดงที่ขอมตั้งนี้อยู่ที่คลองเตย เขตพระโขนง
กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันเป็นที่ทำการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย) ครั้นนานมามีแผ่นดินงอกออกไป
เมืองพระประแดงจึงห่างจากปากน้ำเข้าทุกที จึงมีการโยกย้ายมาตั้งเมืองปากน้ำขึ้นใหม่ เพื่อความเหมาะสม
จึงมีทั้งเมืองสมุทรปราการ และเมืองพระประแดงในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ความจำเป็นทางการเมือง และความปลอดภัยของประเทศชาติ มีมากขึ้นจึงได้ตั้ง
เมืองนครเขื่อนขันธ์ขึ้น (ปัจจุบันเป็นอำเภอพระประแดง
จังหวัดสมุทรปราการ) จึงกล่าวได้ว่า จังหวัดสมุทรปราการ หรือ
เมืองปากน้ำ ในปัจจุบันนี้
มีประวัติและอาณาเขต ของเมือง ๓ เมืองรวมกัน คือ เมืองพระประแดง เมืองนครเขื่อนขันธ์
และเมืองสมุทรปราการ
สมุทรปราการในอดีต นับเป็นพันๆ ปีมาแล้วนั้น
นักปราชญ์
ทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี
สันนิษฐานว่าบริเวณพื้นที่ของจังหวัดนี้ทั้งหมด ตั้งแต่ปากอ่าวไทย จนจดพื้นที่ทางใต้ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็น
ทะเลทั้งหมด มีเรือสำเภาจีน แล่นขึ้นไปถึงกรุงศรีอยุธยา
ได้โดยสะดวก ต่อมานานๆ
เข้า
บริเวณแหล่งนี้ตื้นเขินกลาย
เป็นที่ราบลุ่มอุดมสมบูรณ์
ทั้งมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านไปออกทะเล การคมนาคมสะดวก ผู้คนจึงอพยพเข้าไปตั้ง
หลักแหล่งทำมาหากินมากขึ้นโดยลำดับ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งหมดมาจนจดปากอ่าวไทย
เป็นเขตอาณาจักร
ทวาราวดี และชนชาวทวาราวดีในบริเวณนี้ส่วนมากมีเชื้อชาติไทย จากหลักฐานการขุดค้นพบซากโบราณสถาน
กับพบโบราณวัตถุ
มีตะเกียงสัมฤทธิ์ของชาวโรมัน ที่ตำบลพงดึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ทำให้สันนิษฐาน
ได้ว่าบริเวณตำบลดังกล่าว และอาณาเขตใกล้เคียงคงจะเป็น เมืองท่า
ริมทะเลที่สำคัญของอาณาจักรทวาราวดี
คู่กับเมืองนครปฐมซึ่งเป็นเมืองสำคัญริมทะเลอีกเมืองหนึ่งของอาณาจักรทวาราวดีเช่นกัน จึงพอสรุปได้ว่า อาณาจักร
ทวาราวดีคงเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองและมีอาณาบริเวณอยู่ใน
ที่ราบลุ่มในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด
ตลอดจนมาจด
อ่าวไทย ประชาชนพลเมืองคงมี
เชื้อสายไทย มีความเจริญสูง ซึ่งอยู่ในราว
พ.ศ. ๑๐๐๐ ถึง พ.ศ. ๑๓๐๐ ดังนั้นพื้นท
ี่ของเมืองสมุทรปราการเดิมจึงอยู่ในอาณาจักรทวาราวดีมาแล้วตั้งแต่ในสมัยโบราณ ถ้าจะกล่าวย้อนหลังขึ้นไปในอดีต
สมุทรปราการมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่นำมากล่าวได้ละเอียด
รวม ๕ สมัยด้วยกัน คือ สมัยลพบุรี
สมัยสุโขทัย
สมัยศรีอยุธยา สมัยธนบุรี
และสมัยรัตนโกสินทร์
สมัยลพบุรี
ในสมัยขอมเรืองอำนาจ ได้ครอบครองอาณาจักรทวาราวดี หลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า
เมืองสมุทรปราการ เคยเป็นเมืองหน้าด่านของขอม คือ ในราว พ.ศ. ๑๔๐๐ อาณาจักรทวาราวดีเสื่อมอำนาจลง
ระยะนั้น ขอมตั้งราชธานีีอยู่“นครธม”
ปัจจุบันอยู่ในกัมพูชาได้ขยายอำนาจมาปกครองดินแดน แถบลุ่มแม่น้ำ
เจ้าพระยาไว้ทั้งหมด แล้วตั้งเมือง “ละโว้” (จังหวัดลพบุรี ปัจจุบัน) เป็นราชธานีในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ทั้งได้ตั้งเมือง
อโยธยา (จังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบัน) และเมือง “พระประแดง” (เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร) เป็นเมือง
หน้าด่านทางทะเล ซึ่งในสมัยนั้น เรียกปากน้ำ
ว่า “ปากน้ำพระประแดง” การที่ขอมขนานนามเมืองหน้าด่านว่า
“พระประแดง” นั้น มีเหตุผลชัดเจนอยู่มาก เพราะคำว่า “ประแดง” หรือ “บาแดง” แปลว่า “คนเดินหมาย
คนนำข่าวสาร”
ซึ่งหมายถึงว่า เมืองพระประแดง เป็นเมืองหน้าด่าน ถ้ามีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นเป็นหน้าที่ของเมืองนี้ จะต้องรีบ
แจ้งข่าวสารไปให้เมืองหลวง (ละโว้) ทราบ
โดยเร็ว จึงทำให้เชื่อได้ว่า เมืองปากน้ำสมุทรปราการ ก็คงเป็นท้องที
ส่วนหนึ่งของเมืองพระประแดงด้วย
สมัยสุโขทัย
ขอมครองอำนาจเหนืออาณาจักรทวาราวดีเหนือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หรือเรียก
อีกชื่อหนึ่งว่า
“สุวรรณภูมิ”
อยู่ชั่วระยะหนึ่งก็เสื่อมอำนาจลง คือ ในราว พ.ศ. ๑๘๐๐ ไทยน้อยซึ่งอพยพ
ทยอยมาจากตอนใต้ของจีน
ได้มาตั้ง
หลักแหล่งกระจัดกระจายอยู่
ตรงแถบตอนเหนือของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และเคยอยู่ใต้อำนาจของขอมเรืองอำนาจนั้น
มีความเข้มแข็ง สามารถรวบรวมกำลังขับไล่ขอมออกไปจากดินแดนบริเวณนั้นได้สำเร็จ
แล้วประกาศตัวเป็นอิสระตั้ง
“กรุงสุโขทัย” (จังหวัดสุโขทัยปัจจุบัน) เป็นราชธานี กษัตริย์พระองค์แรกที่ครองกรุงสุโขทัย คือ
“พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” ทำให้ไทยเริ่มมี
อำนาจในดินแดนแหลมทอง (สุวรรณภูมิ) และเจริญรุ่งเรือง
ขึ้นเป็นอันดับ
จนถึงรัชสมัย
“พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” กษัตริย์ผู้ทรงอานุภาพมาก
สามารถต่ออาณาเขตสุโขทัยออกไปได้
กว้างขวางที่สุด คือ ทิศเหนือ จดแคว้นลานนาไทย ทิศตะวันออก จดเขมร (ซึ่งยังครองลุ่มแม่น้ำมูล)
ทิศใต้ครอบครอง
ตลอดแหลมมะลายู ทิศตะวันตก
ครอบครองเมือง หงสาวดีของพม่าไปจนอ่าวเบงคอลในสมัยสุโขทัยนี้
เมืองพระประแดง ก็ขึ้นอยู่กับกรุงสุโขทัยตลอดมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
สมัยอยุธยา
ต่อมาในต้น พ.ศ. ๑๘๙๓ พระเจ้าอู่ทอง ได้ทรงอพยพผู้คนจากสุพรรณบุรี
มาสร้างพระนครขึ้นใหม่
ที่ริมหนองโสน ขนานนามว่า “กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา” และทรงทำการราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า
“สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑”
ประกาศเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกรุงสุโขทัย ทั้งได้แสดงอานุภาพ ยกไปตีเขมรได้เมืองนครธม
อันเป็นนครหลวงของเขมร และดินแดนทางตะวันตกของเขมรทั้งหมด ส่วนหัวเมืองฝ่ายใต้อันเป็นอาณาเขตของ
กรุงสุโขทัยเดิม ก็ได้ขึ้นมาอยู่กับกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด ตั้งแต่เมืองราชบุรี เพชรบุรี ลงไปตลอดแหลมมะลายู
(ประเทศมาเลเซียปัจจุบัน) ส่วนทางทิศเหนือ ได้เมืองลพบุรี ซึ่งติดต่อกับอาณาเขตสุโขทัย พระเจ้าอู่ทอง
ได้โปรดเกล้าฯ
ให้ตั้งเมืองหน้าด่านทั้ง ๔ ทิศ คือ ทิศเหนือ เมืองลพบุรี ทิศตะวันออก เมืองนครนายก ทิศตะวันตก
เมืองสุพรรณบุรี ทิศใต ้เมืองพระประแดง เมืองหน้าด่านเหล่านี้โปรดฯ ให้สร้างป้อมปราการที่มั่นคงแข็งแรงทุกเมือง
แต่เมื่อถึงรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พ.ศ. ๒๐๙๑ เกิดสงครามช้างเผือกระหว่างไทยกับพม่า
พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ยกทัพใหญ่มาตีกรุงศรีอยุธยา ทางกรุงศรีอยุธยายกทัพไปตั้งรับข้าศึกที่เมืองสุพรรณบุรี
แต่ทานกำลังไม่อยู่ ทัพพม่าสามารถยกเข้ามาถึงชานพระนครได้ หลังจากพม่ายกทัพกลับไปแล้ว
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงเห็นว่าเมืองสุพรรณบุรีแม้จะมีค่ายคูประตูหอรบพร้อม ก็ยังรับศึกใหญ่ไม่อยู่
ไม่มีประโยชน์ต่อการป้องกันศัตรูได้อีกแล้ว มิหนำซ้ำยังเป็นที่สำหรับข้าศึกพักอาศัย และรวบรวมไพร่พล
เสบียงอาหารได้อีก จึงโปรดฯ ให้รื้อป้อมค่ายและกำแพงลงเสีย พร้อมทั้งป้อมกำแพงที่เมืองลพบุรี
และเมืองนครนายกด้วย ให้คงเหลือไว้แต่ที่เมืองพระประแดง สำหรับเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลเพียงแห่งเดียว
เมืองพระประแดง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น เป็นเมืองเก่าแก่นับพันๆ ปี ตามหลักฐานไม่ทราบแน่ชัดว่า
เริ่มสร้างในสมัยกษัตริย์ขอมองค์ใดพอจะมีหลักฐานแน่ชัดก็ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี่เอง ดังปรากฏในหนังสือ
พระราชพงสาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า “เมื่อปีมะเมีย จุลศักราช ๘๖๐ (พ.ศ. ๒๐๕๑) ขุดชำระคลองสำโรง
ได้เทวรูปทองสัมฤทธิ์ ๒ องค์ ตรงที่คลองสำโรงต่อคลองทับนาง และเทวรูปนั้นมีอักขระจารึกชื่อว่า “พระยาแสนตา”
องค์หนึ่ง
และ “บาทสังขกร” อีกองค์หนึ่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช โปรดฯ ให้สร้างศาลประดิษฐานไว้ที่
เมืองพระประแดง (ยังเป็นเมืองอยู่ในสมัยนั้น) และต่อมา เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ครองราชสมบัติ
พระยาละแวกเจ้าเมืองกัมพูชาได้ยกทัพเรือมาตีกรุงศรีอยุธยาในปีมะแม จุลศักราช ๙๒๑ (พ.ศ. ๒๑๒๐) แต่ตีไม่ได้
ดังปรารถนา เมื่อล่าทัพกลับได้ให้เอาเทวรูป ๒ องค์
ที่เมืองพระประแดงไปเมืองเขมรด้วย จึงทำให้เชื่อมั่นได้ว่า
เมืองพระประแดงเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเลที่สำคัญมาทุกยุคทุกสมัย เพราะเป็นเมืองที่อยู่ปากน้ำจดอ่าวไทย
เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้ จึงเห็นได้ว่า “เมืองปากน้ำ” ซึ่งเรียกกันเป็นสามัญติดปากคนทั่วไปนั้น เดิมมิได้ตั้งอยู่
“ปากน้ำบางเจ้าพระยา” หรือตำบล “ปากน้ำ” ดังในปัจจุบันนี้ เพราะตามที่กล่าวมาแล้วว่า สมัยนั้น ปากน้ำของแม่น้ำ
เจ้าพระยาลึกเข้าไปถึงบริเวณ ตอนใต้ของกรุงเทพมหานคร คือ เขตพระโขนงในปัจจุบัน
ต่อมาเมื่อชายทะเลแปรสภาพเป็นพื้นแผ่นดินทับถม ตื้นเขินจนกลายเป็นที่ราบงอกออกมามากเข้า
เมื่อพระประแดงเดิม ซึ่งเคยเป็นเมืองปากน้ำก็ห่างไกลจากเมืองปากน้ำไปทุกที เมืองพระประแดงจึงถูกโยกย้าย
เปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้ง เพื่อความเหมาะสมกับฐานะเมืองหน้าด่านทางทะเล ตอนหลังปรากฏว่าเมืองพระประแดง
มาตั้งอยู่ที่ ตำบลราษฎร์บูรณะ (คนละที่กับเขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร) ตอนที่เคยเป็นสถานที่ตั้ง
สถานีบางนางเกรงสถานีรถไฟสายปากน้ำ (ทางรถไฟสายปากน้ำถูกรื้อเสีย ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัชต์)
คือ บริเวณที่ตั้งโรงเรียนเกริกวิทยาลัยในปัจจุบันนี้ ดังในสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน กล่าวไว้ดังนี้
“ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๑๖๓ จึงปรากฏว่า มีเมืองพระประแดงตั้งใหม่ที่ตำบลราษฎร์บูรณะ อยู่ฝั่งตะวันออกของลำน้ำ
เจ้าพระยา (ราวสถานีบางนาเกรง รถรางสายปากน้ำ) ต่อมาเมืองพระประแดงน่าจะย้ายมาอยู่ฝั่งตะวันตกของลำน้ำ
เจ้าพระยาตามเดิม”
ครั้นถึงสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ทรงให้รื้อกำแพงเมืองเก่า เพื่อเอาอิฐไปสร้างราชธานี
ที่กรุงธนบุรี เมืองพระประแดงที่ราษฏร์บูรณะจึงหาซากไม่พบจนทุกวันนี้ ส่วนที่ตั้งอำเภอพระประแดงในปัจจุบันนี้นั้น
มิใช่เมืองพระประแดงเดิม หากเป็นเมือง “นครเขื่อนขันธ์” ซึ่งเริ่มสร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลก ต่อมาสำเร็จเรียบร้อยในรัชสมัยพระบาทสม เด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
และต่อมา
จึงเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองพระประแดง หรือจังหวัดพระประแดงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่
สำหรับเมืองสมุทรปราการที่มีขึ้นภายหลังนั้น นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัย
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๒๑๓๖ – ๒๑๗๑) เพราะหลักฐานจากหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า
ก็ออกชื่อเมืองสมุทรปราการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแล้ว สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้โปรดฯ ให้สร้างเมือง
สมุทรปราการขึ้นที่บริเวณใต้คลองบางปลากด ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตกหรือฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะสมัยนั้น
แถบบริเวณคลองบางปลากด ได้มีต่างชาติฮอลันดาซึ่งเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยตั้งแต่
สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ
และได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณเหนือคลองบางปลากด
เนื่องจากชนชาตินี้เข้าทำการค้าด้วยวิธีอันดี ประพฤติ
และวางตัวติดต่อกับคนไทย
เป็นอย่างดี ทั้งทำความดีความชอบช่วยเหลือราชการแผ่นดินหลายอย่าง
ฮอลันดา ใช้สถานที่นั้นตั้งคลังสินค้า เป็นสถานีการค้าที่มั่นคงใหญ่โต คือเป็นทั้งคลังสินค้าและที่อยู่ของ
เจ้าหน้าที่อย่างพร้อมเพรียง เป็นสถานที่งดงามบริบูรณ์ด้วยเครื่องใช้ประจำวันที่ทันสมัย จนถึงยกย่องกัน
ในหมู่ชาวฮอลันดาว่า “นิว อัมสเตอร์ดัม” นับตั่งแต่นั้นมาบริเวณบางปลากดก็เจริญขึ้นตามลำดับประชาชนได้มาค้าขาย
ติดต่อกับคลังสินค้าแห่งนี้มากขึ้น และตั้งบ้านเรือนร้านค้าขยายตัวออกไปทุกที ดังนั้นสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
จึงโปรดฯ ให้สร้างเมืองสมุทรปราการขึ้น ณ บริเวณดังกล่าว แล้วการที่ี่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้โปรดฯ ให้สร้าง
เมืองสมุทรปราการขึ้นในที่บริเวณฝั่งใต้คลองบางปลากดนั้นนอกจากพระองค์จะทรงเห็นความสำคัญที่คนไทย
จะทำการค้าขายกับฮอลันดาซึ่งเป็นฝรั่ง ที่ก้าวหน้าทางการค้ามากที่สุดในสมัยนั้นแล้ว ยังทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้อง
สร้างเมืองหน้าด่านชายทะเลขึ้นใหม่แทนเมืองพระประแดง ซึ่งนับวันจะห่างไกลเมืองปากน้ำเข้าทุกที เนื่องจากชายฝั่ง
งอกออกไปเรื่อยๆ ทำให้พระประแดงลดความเหมาะสมที่จะเป็นเมืองหน้าด่านต่อไปและเมื่อเมืองสมุทรปราการ
ที่สร้างใหม่อยู่ในทำเล และชัยภูมิที่เหมะสมกว่าและเจริญกว่า จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่เมืองพระประแดงจะลด
ความสำคัญลงไป ส่วนคลังสินค้า หรือ นิว อัมสเตอร์ดัม ของฮอลันดานั้น ปรากฏว่าในรัชกาลกษัตริย์องค์ต่อๆ
มาฮอลันดาไม่ได้มาค้าขายติดต่อกับไทย เนื่องจากไม่พอใจที่ไทยดำเนินการค้าเสียเองเป็นส่วนใหญ่ และไทยได้
สนิทสนมกับฝรั่งเศสมากขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนมีเรื่องพิพาทกับฮอลันดา ฮอลันดาจึงได้ทอดทิ้ง
สถานที่คลังสินค้านี้ไป เวลานานเข้ากระแสน้ำได้ไหลพัดเซาะตลิ่งเข้าไปทุกที สถานที่แห่งนี้จึงได้พังทลายไปสิ้น
เมืองสมุทรปราการที่สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนี้ เข้าใจว่าเป็นเมืองร้างในสมัยที่่ี่ไทยเสีย
กรุงศรีอยุธยาแก่พม่า
ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐และคงจะถูกพม่าทำลายยับเยินไปด้วย ขณะนี้หาซากเมืองไม่พบ
ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่เกี่ยวกับเมืองสมุทรปราการ มีดังนี้
๑. พ.ศ. ๒๑๒๑ พระยาจีนจันตุ ขุนนางเขมร ไปตีเมืองเพชรบุรีไม่ได้ จึงหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช แต่ต่อมาพระยาจีนจันตุได้ทราบว่า พระยาละแวกไม่เอาโทษ จึงลอบพา
สมัครพรรคพวกหนีกลับ โดยลงเรือสำเภา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขณะนั้นมีพระชนม์มายุเพียง ๑๗ พรรษา
ได้เสด็จลงเรือพระที่นั่งไล่ตามเรือสำเภาพระยาจีนจันตุ ไปทันกันที่ปากน้ำเจ้าพระยา เกิดรบพุ่งกัน สมเด็จพระนเรศวร
มหาราช ทรงพระแสงปืนต้นยิงถูกพวกพระยาจีนจันตุ ตาย ๓ ศพ ฝ่ายพระยาจีนจันตุก็ยิงถูกด้ามพระแสงปืนที่
สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงอยู่แตก พอดีสำเภาได้ลมแล่นออกทะเลใหญ่หนีไปได้
๒. พ.ศ. ๒๑๖๓ ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม พวกฮอลันดากำลังมีอิทธิพลทางการค้ากับไทย ถึงกับมีที่พัก
คลังสินค้าที่บริเวณปากน้ำ ตำบลบางปลากด ชื่อว่า “นิว อัมสเตอร์ดัม” (ปัจจุบันน้ำเซาะพังไปหมดแล้ว) เป็นเหตุให้
ต่างชาติโปรตุเกสที่เข้ามาค้าขายกับไทยเป็นชาติแรกไม่พึงพอใจจนเกิดเหตุขึ้น เรือกำปั่นโปรตุเกสเข้ามาค้าขาย
พบเรือฮอลันดา ที่ปากน้ำเจ้าพระยา ก็จับยึดเรือไว้ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงทราบก็ไม่พอพระทัย
เพราะเป็นการหมิ่นพระบรมราชานุภาพ โปรดฯ ให้ทหารลงไปบังคับโปรตุเกสให้คืนเรือแก่ฮอลันดา โปรตุเกส
จึงโกรธเคืองไทยทำให้สัมพันธภาพทางการค้าของไทยกับโปรตุเกสเสื่อมลง โปรตุเกสเลิกกิจการค้าขาย
ในกรุงศรีอยุธยา แล้วให้กองทัพเรือมาปิดอ่าวที่เมืองมะริด (ซึ่งตอนนั้นเมืองมะริดเป็นของไทย) แต่สัมพันธภาพ
ระหว่างไทยกับฮอลันดา มีมากยิ่งขึ้น
๓. พ.ศ. ๒๑๗๓ พวกญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เกิดขัดใจกับไทย
ถึงต่อสู้กันพวกญี่ปุ่นลงเรือสำเภาหนี กองเรือไทยตามไปทันที่ปากน้ำเจ้าพระยา ได้เกิดต่อสู้กันที่บริเวณปากน้ำอีก
แต่ญี่ปุ่นพากันหนีรอดไปได้ และไปอาศัยอยู่ที่เมืองเขมร
๔. พ.ศ. ๒๒๐๗ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ทรงดำเนินกิจการค้าของประเทศไทย
อย่างกว้างขวาง ให้คนจีนมาประจำหน้าที่ในเรือสินค้าหลวง และส่งเรือสินค้าหลวงออกไปค้าขายกับต่างประเทศ
หลายลำ ทำให้พวกฮอลันดาที่เข้ามาทำการค้าไม่พอใจ หาว่าไทยทำการค้าผูกขาดเสียแต่ผู้เดียว ทำให้เสียประโยชน
์แก่พวกฮอลันดามาก มีการขัดแย้งจนถึงขัดใจกันเกิดขึ้นเป็นลำดับ ฮอลันดาจึงเลิกกิจการค้าจากกรุงศรีอยุธยา
แล้วเอาเรือรบมาปิดปากอ่าวไทยคอยจับเรือสินค้าหลวงของไทย ริบบ้างและทำลายเสียบ้าง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้
สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงดำเนินวิเทโศบายผูกมิตรกับฝรั่งเศสอย่างแน่นแฟ้นในเวลาต่อมา
๕. พ.ศ. ๒๒๓๑ ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา ไทยเกิดต่อสู้กับฝรั่งเศสที่เข้ามารักษาป้อมวิชัยประสิทธิ์
(อยู่ที่จังหวัด ธนบุรี ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ในการต่อสู้นี้ ไทยได้ตั้งค่ายรายปืนที่บริเวณปากน้ำ
เจ้าพระยา เมืองสมุทรปราการ และจับเรือที่ฝรั่งเศสคุมมาได้ ๒ ลำ ครั้นเมื่อตกลงกันว่า ต่างจะปล่อยกลับบ้านเมือง
แต่ให้มีตัวจำนำไปด้วยจนถึงปากน้ำจึงจะแลกเปลี่ยนตัวจำนำกัน แต่พอถึงปากน้ำพวกฝรั่งเศสไม่ยอมปล่อยตัว
จำนำฝ่ายไทยกลับ ส่วนพวกตัวจำนำฝรั่งเศสที่ไทยยึดไว้ ก็หนีไปลงเรือฝรั่งเศส ไทยจึงต้องจับพวกบาทหลวงฝรั่งเศส
ที่ยังคงเหลืออยู่ในกรุงศรีอยุธยาขังต่อไป
๖. ในระหว่าง พ.ศ. ๒๑๙๙ – ๒๒๓๑ ไทยได้ติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้น และส่วนมากเข้ามาติดต่อโดย
ทางทะเล เมืองสมุทรปราการ จึงเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญมาก ในช่วงระยะเวลาที่กล่าวถึงนี้ ได้มีการ
ปรับปรุงป้อมค่ายให้มีความมั่นคง และแข็งแรงยิ่งขึ้น และที่ป้อมปากน้ำนี่เอง เป็นสาเหตุสำคัญยิ่งที่ทำให้ไทย
มีธงชาติขึ้น เพราะครั้งนั้นมีเรือฝรั่งเศสเข้ามาทางปากน้ำ ไทยเรายังไม่มีธงชาติใช้ จึงเอาธงชาติฮอลันดาชักขึ้น
ฝรั่งเศสไม่ยอมคำนับธงชาติฮอลันดา ไทยเราไม่รู้จะทำอย่างไร ในที่สุดจึงเอาธงชาติฮอลันดาลง แล้วเอาผ้าแดง
ชักขึ้นแทน ฝรั่งเศสจึงยอมคำนับธงแดง ธงแดงจึงเป็นธงชาติไทยเรื่อยมาจนกระทั่งมาเพิ่มเป็นธงช้าง มีรูปช้างเผือก
ในผืนผ้าแดง และเปลี่ยนต่อมาจนเป็นธงไตรรงค์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ จึงนับได้ว่าธงชาติไทยได้เกิดขึ้นครั้งแรก
ที่เมืองสมุทรปราการนี้เอง
๗. พ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมืองสมุทรปราการก็ถูกพม่าโจมตี กวาดต้อนผู้คน ปล้นสะดม
และทำลายยับเยิน
สมัยธนบุรี
เป็นระยะช่วงสั้นที่สุด เพราะเพียง ๑๕ ปีเท่านี้น จึงไม่มีเหตุการณ์อะไรมากนัก
เมืองไทยเสียกรุงแก่พม่า
ครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วในปีเดียวกันนั้นเอง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ได้ทรงกอบกู้เอกราชไทย
กลับคืนมา และได้ย้ายราชธานี
จากกรุงศรีอยุธยา มาตั้ง ณ กรุงธนบุรี ซึ่งเป็นเมืองเล็ก อยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำ
เจ้าพระยา เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ก่อร่างสร้างตัวใหม่ๆ บ้านเมืองก็พินาศเสียหายมากมายทั่วไป
ทั้งเป็นการรีบด่วน
ในการก่อสร้างสมเด็จพระเจ้าตากสินจึงโปรดฯ ให้รื้อกำแพงเมืองพระประแดงเดิมที่ราษฎร์บูรณะ ไปสร้างกำแพง
พระราชวัง และสิ่งอื่นๆ ที่กรุงธนบุรี
เมืองพระประแดงจึงสิ้นซากตั้งแต่นั้นมา
สมัยรัตนโกสินทร์
ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติ
และโปรดฯ ให้ย้ายราชธานี จากกรุงธนบุรี มาตั้ง ณ ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ทรงขนานนามว่า
“กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ฯ” ต่อมามีเหตุการณ์เกิดขึ้น คือ พ.ศ. ๒๓๒๙ “องเชียงสือ” ซึ่งเป็นหลานของ
กษัตริย์ญวนสมัยนั้น ได้หนีภัยการเมืองเข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๕
และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณารับไว้ และต้อนรับให้การเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ภายหลัง
องเชียงสือเห็นว่าตนหมดภัยทางบ้านเกิดเมืองนอนแล้ว จะทูลเกล้ากลับก็เกรงพระทัย จึงลอบลงเรือหนีไปทางปากน้ำ
เจ้าพระยา ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และกรมพระราชวังบวรสุรสีหนาท
กรมพระราชวังบวรฯ ทรงยกกองเรือตามไปแต่ไม่ทันกันทรงกริ้วมาก พอเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ก็ทรงกราบทูลแด่
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกถึงการหนีกลับขององเชียงสือ ว่าจะก่อให้เกิดอันตรายแก่ประเทศไทย
ภายหลัง เพราะองเชียงสือมาอยู่เมืองไทยหลายปี ย่อมรู้ความตื้นลึกหนาบางของเมืองไทยเป็นอย่างดี ถ้าองเชียงสือ
เป็นศัตรูกับไทยเมื่อใด จะทำความยุ่งยากแก่การที่จะป้องกันเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มีหัวเมืองชายทะเลที่มั่นคง
แข็งแรงไว้รับทัพข้าศึก ทรงปรึกษาเห็นพ้องกันแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จึงโปรดฯ ให้กรมพระราชวัง
บวรฯ ลงไปสำรวจพื้นที่บริเวณปากน้ำเจ้าพระยา เพื่อสร้างเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่ง
กรมพระราชวังบวรฯ รับสนองพระบรมราชโองการแล้ว ทรงเสด็จมาสำรวจพื้นที่บริเวณปากน้ำแม่เจ้าพระยา
ทรงเห็นว่าบริเวณ “ลัดโพธิ์” (อยู่ระหว่างกรุงเทพฯ กับสมุทรปราการ) มีชัยภูมิเหมาะแก่การสร้างเมือง
จึงทรงกราบทูลขอพระบรมราชานุญาต แล้วมีบัญชาให้สร้างป้อมค่ายขึ้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา (ตรงข้ามอำเภอ
พระประแดงปัจจุบัน) ๑ ป้อม ให้ชื่อว่า “ป้อมวิทยาคม” พอดีกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต
แต่การสร้างเมืองยังค้างอยู่ ดังนั้น เมืองพระประแดงใหม่ หรือมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า “นครเขื่อนขันธ์” จึงเริ่มสร้างในสมัย
รัชกาลที่ ๑ นั่นเอง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ทรงพระราชดำริว่าที่บริเวณลัดโพธิ์นั้น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชประสงค์ที่จะสร้างเมืองไว้ป้องกันข้าศึกทางทะเลอีกเมืองหนึ่ง
แต่ยังค้างอยู่เพียงได้ลงมือสร้างป้อมเท่านั้น การสงครามทางทะเลก็ไม่น่าไว้ใจควรต้องทำให้สำเร็จ จึงโปรดฯ ให้
สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นแม่กองไปทำเมืองต่อ โดยตัดเอาท้องที่แขวง
กรุงเทพมหานครบ้าง แขวงเมืองสมุทรปราการบ้าง รวมกันตั้งขึ้นเป็นเมืองใหม่ แล้วพระราชทานชื่อว่า
"เมืองนครเขื่อนขันธ์” แล้วให้ย้ายครัวมอญจากเมืองปทุมธานี ซึ่งมีพวกพระยาเจ่งและชายฉกรรจ์ จำนวน ๓๐๐ คน
ลงไปอยู่ ณ เมืองนครเขื่อนขันธ์ การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์นี้ ในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๒ พระนิพนธ์
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ว่า “การสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์สำเร็จ ได้ตั้งพิธีฝังอาถรรพ์ปักหลักเมือง
ณ วันศุกร์ เดือน ๗ แรม ๑๐ ปีกุล สัปตศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พ.ศ. ๒๓๕๘
ครั้งนั้น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทรงสร้างพระอารามขึ้นไว้ในเมืองพระราชทานนามว่า “วัดทรงธรรม”
พระอุโบสถเป็นแต่เครื่องไม้ฝากระดาน แล้วจึงโปรดฯ ให้ตั้งสมิงทอมาบุตรของพระยาเจ่ง ขึ้นเป็นพระยารามน้องเจ้า
พระยามหาโยธา เป็นพระยานครเขื่อนขันธ์รามัญราชชาติเสนาบดีศรีสิทธิสงคราม เป็นผู้รักษาเมือง และได้ตั้งกรรมการ
พร้อมทุกตำแหน่ง และเพื่อให้เมืองนครเขื่อนขันธ์ มีความแข็งแรง มั่นคงเพื่อป้องกันข้าศึกทางทะเล จึงให้สร้างป้อม
ทางฝั่งตะวันออก ๓ ป้อม คือ ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย ป้อมปีศาจสิง ป้อมราหูจร เมื่อรวมทั้งป้อมวิทยาคม ซึ่งสร้างใน
รัชกาลที่ ๑ ด้วย ก็เป็น ๔ ป้อม และให้สร้างทางฝั่งตะวันตกอีก ๕ ป้อม คือ ป้อมแผลงไฟฟ้า ป้อมมหาสังหาร
ป้อมศัตรูพินาศ ป้อมจักรกรด และป้อมพระจันทร์ พระอาทิตย์ ป้อมทั้งหมดนี้ ชักปีกกาถึงกัน ข้างหลังก็ทำกำแพง
ล้อมรอบ ตั้งยุ้งฉาง ตึกดิน และศาลาไว้เครื่องศาสตราวุธ พร้อมทุกประการที่ริมแม่น้ำก็ทำ “ลูกทุ่นสายโซ่” สำหรับขึง
กั้นแม่น้ำ เอาท่อนซุงมาทำเป็นดันโกลนร้อยเกี่ยวเข้ากระหนามเป็นตอนๆ เข้าไปปักหลักระหว่างต้นโกลนทุกช่อง
ร้อยโซ่ผูกทุ่นมั่นคงแข็งแรง นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้โปรดฯ ให้ขุดคลองลัดขึ้นใหม่ที่
เหนือคลองลัดโพธิ์ (เป็นคลองที่ขุดในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปรากฏว่าพอถึงฤดูน้ำ กระแสน้ำทะเลไหลบ่าเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ทำให้
เรือกสวนไร่นาของราษฎรเสียหายมาก จึงโปรดฯ ให้ปิดทำนบกั้นและถมคลองลัดโพธิ์ให้แคบลง) เรียกว่า
"คลองลัดหลวง" โดยให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เป็นแม่กองควบคุมงาน คลองลัดทั้งสองให้ประโยชน์
และย่นระยะทางระหว่างปากน้ำกับกรุงเทพฯ ได้มาก เมืองนครเขื่อนขันธ์จึงตั้งอยู่ระหว่างปากคลองลัดโพธิ์ และ
คลองลัดหลวง สามัญชนนิยมเรียกชื่อเมืองนี้ว่า “ปากลัด” อีกชื่อหนึ่ง
ใน พ.ศ. ๒๓๖๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยก็ได้โปรดฯ ให้สร้างป้อมเพชรหึงขึ้นอีกป้อมหนึ่ง
ในการเสริมสร้างกำลังเพื่อป้องกันราชศัตรูทางทะเล ทำให้มีการตั้งและบูรณะเมืองขึ้นใหม่ถึง ๒ เมือง คือ
เมืองนครเขื่อนขันธ์ กับเมืองสมุทรปราการ สาเหตุที่ทำให้ต้องบูรณะเมืองสมุทรปราการใหม่นั้น เนื่องจากว่า
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงไม่ไว้วางใจญวนนัก เพราะญวนกับไทยมีเรื่องขัดใจกันบ่อยๆ เนื่องจาก
ไทยกับญวนต้องการเป็นใหญ่ในแผ่นดินเขมร เผอิญในเวลานั้น “องต๋ากุน” ได้เป็นกษัตริย์ญวน และได้เกณฑ์ไพร่พล
ลัดคลองลัด ตั้งต้นจากทะเลสาบเขมรออกทะเลที่เมือง “ไผทมาศ” หรือ “บันทายมาศ” ซึ่งปรากฏในตำนานการ
สร้างเมืองสมุทรปราการ พระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๒ ว่า “ได้ข่าวมาถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปีเถาะ เอกศก จุลศักราช
๑๑๘๑
ว่า องต๋ากุน เจ้าเมืองเกณฑ์ไพร่พลญวนบ้าง เขมรบ้าง ผลัดละ ๑๐,๐๐๐ คน ให้มาขุดคลองแต่ทะเลสาบ
ออกเมืองไปไผทมาศ เป็นคลองกว้าง ๑๒ วา ๗ ศอก ดังนั้น จึงทำให้ทางกรุงเทพฯ เห็นว่าถ้าญวนขุดคลองนี้เสร็จ
เมื่อใด ก็จะเป็นเหตุให้ญวนสามารถยกทัพเรือลัดคลองนี้ เข้ามาตีหัวเมืองชายทะเลของไทยได้ง่ายกว่าแต่ก่อน
เพราะเมืองไผทมาศ อยู่ใกล้กับหัวเมืองชายทะเล ตะวันออกของไทย จึงทรงพระราชดำริว่า เมืองสมุทรปราการเดิม
เคยเป็นเมืองหน้าด่านปากน้ำเจ้าพระยามาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี บัดนี้ชำรุดทรุดโทรมมาก ประกอบกับ
แม่น้ำเจ้าพระยา
ตอนหน้าเมืองสมุทรปราการเดิม ก็กว้างขวางมาก (ประมาณ ๒ เท่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน) ถ้าข้าศึก
ยกทัพเรือมาก็อาจเล็ดรอดหรือตีหัวเมืองนี้เข้ามาถึงกรุงเทพฯ ได้ง่าย จำเป็นที่จะต้องสถาปนาเมืองสมุทรปราการ
เสียใหม่ ให้มีป้อมปราการชายทะเลที่เข้มแข็งมั่นคงไว้ป้องกันให้เพียงพอ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ)
เป็นแม่กองลงไปเป็นควบคุมการก่อสร้างเมืองสมุทรปราการ การสร้างดำเนินอยู่ประมาณ ๓ ปี จึงแล้วเสร็จ
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ มีป้อมปราการที่สร้างขึ้นทั้ง ๒ ฝั่งแม่น้ำ จำนวน
๖ ป้อมด้วยกัน ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ
เจ้าพระยามี ๒ ป้อม คือ ป้อมนาคราช อันเป็นป้อมปืนใหญ่ และป้อมผีเสื้อสมุทร ซึ่งสร้างขึ้นที่เกาะกลางน้ำตรงข้าม
กับป้อมนาคราช (ใกล้กับที่ประดิษฐานองค์พระสมุทรเจดีย์เดี๋ยวนี้) ส่วนทางตะวันออกอันเป็นที่ตั้งที่ทำการของเมือง
มี ๔ ป้อมด้วยกัน คือป้อมประโคนชัย ป้อมนารายณ์ปราบศึก ป้อมปราการ และป้อมกายสิทธิ์ ทุกป้อมชักปีกกาถึงกัน
ในการสร้างเมืองสมุทรปราการครั้งนั้น สร้างตรงที่ “บางเจ้าพระยา” คือตำบลปากน้ำในปัจจุบันอยู่ระหว่าง
คลอง
ปากน้ำกับคลองมหาวงษ์ ได้เริ่มทำพิธีฝังหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๖๕
ครั้นถึงวันพุธ เวลาย่ำรุ่ง ๔ นาฬิกา ๒๔ นาที ได้ฤกษ์เอาแผ่นยันต์ทอง เงิน ทองแดง ดีบุก และศิลา ลงสู่ภูมิบาท
แล้วยกเสาหลักเมือง พอถึงวันเสาร์เวลา ๕ นาฬิกา ๒๔ นาที ฝังอาถรรพ์หลักเมือง และหลักเมืองนี้ปัจจุบันอยู่ที่
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง (ใกล้ตลาดโต้รุ่ง) อันเป็นสถานที่สำคัญที่ชาวเมืองสมุทรปราการให้ความเคารพนับถือ
เพราะถือว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของสมุทรปราการ สำหรับสถานที่สำคัญที่เป็นสัญญลักษณ์ของ
จังหวัดสมุทรปราการก็คือ "พระสมุทรเจดีย์" หรือที่เรียกกันเป็นสามัญทั่วไปว่า พระเจดีย์กลางน้ำ
ในระหว่างที่สร้างเมืองสมุทรปราการยังไม่แล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้เสด็จ
พระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการสร้างเมืองอยู่เสมอ ในโอกาสนั้นพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นหาดทรายที่เกิดขึ้น
ที่ท้ายป้อมผีเสื้อสมุทร ทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างพระมหาเจดีย์ไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ โดยที่ทรงเห็นว่าการสร้าง
ป้อมปราการนั้นก็เพื่อที่จะป้องกันข้าศึกศัตรูที่จะมาย่ำยีบีทาชาติบ้านเมืองแล้ว จึงเป็นการป้องกันบวรพุทธศาสนา
สมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร์ ให้พ้นจากอริราชไพรีทั้งหลาย แต่โดยเหตุที่ในขณะนั้น เกาะหาดทรายแห่งนี้
ยังมีพื้นที่ไม่แน่นพอที่จะก่อสร้างสิ่งใดลงไปได้
ต่อเมื่อได้รอจนสร้างเมืองสมุทรปราการเสร็จแล้ว จึงทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้รีบดำเนินการถมพื้นที่เกาะทันที และให้พระราชทานนามพระมหาเจดีย์ที่สร้างนั้นว่า "พระสมุทรเจดีย์"
เป็นการล่วงหน้าไว้ แต่การสร้างยังไม่ทันเรียบร้อยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน
ในปีพุทธศักราช ๒๓๖๗ อนึ่ง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้มีอุปฮาดเมืองนครพนม
พาสมัครพรรคพวกประมาณ
๒,๐๐๐ เศษ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
ในปี พ.ศ. ๒๓๕๒ ได้โปรดฯ ให้ทำบัญชีสำรวจ
ชายฉกรรจ์จำนวน ๘๖๐ คน แล้วทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้
"ท้าวอินทสาร" (ท้าวอินทพิศาล)
บุตรพระยาอุปฮาด เป็นพระยาปลัดเมืองสมุทรปราการดูแลพลพวกนั้นอยู่ที่
สมุทรปราการ
สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ แห่งรัตนโกสินทร์มีเหตุการณ์ที่ทำให้
ไทยไม่ไว้ใจญวนมากยิ่งขึ้น ทั้งเกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ยกทัพมากวาดต้อน
ครอบครัวไทยที่นครราชสีมา
ซึ่งปรากฏว่ามีวีรสตรีไทย คือ คุณหญิงโม ภริยาปลัดเมือง
ได้หาอุบายต่อต้านเป็นสามารถ จนเจ้าอนุวงศ์แตกพ่ายไป
เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นที่น่าไว้ใจเกิดขึ้นเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริที่จะเสริมสร้าง
เมืองสมุทรปราการ ให้มั่นคงเข้มแข็งยิ่งขึ้น ใน พ.ศ. ๒๓๗๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ)
เป็นแม่กองลงไปอำนวยการสร้างป้อมที่เมืองสมุทรปราการ อีก ๒ ป้อม คือ
ป้อมปีกกา
ต่อกับป้อมประโคนชัย
(สร้างในรัชกาลที่ ๒) และป้อมตรีเพชร ที่ตำบลนางเกรง อยู่ทางทิศเหนือของเมืองสมุทรปราการ ส่วนป้อมปีกกา
อยู่ทางทิศใต้ ในพ.ศ. ๒๓๗๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมพระยาเดชาดิศร เมื่อครั้งดำรง
พระยศ
เป็นกรมขุนเดชาดิศร กับพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเสพสุนทร และพระเจ้าลูกยาเธอ
กรมหมื่นณรงคหริรักษ์
(ในรัชกาลที่ ๑) เป็นแม่กองไปควบคุมการก่อสร้างป้อมที่สมุทรปราการ
อีก ๒ ป้อม คือ ป้อมนารายณ์กางกร
และป้อมคงกระพัน ที่ตำบลบางปลากด
ใน พ.ศ. ๒๓๘๘
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองลงไปคุมการสร้าง
ป้อมนาคราช ต่อเติมจากที่สร้างในรัชกาลที่ ๒ และสร้างป้อมปีกกาพับสมุทร
ซึ่งเป็นป้อมที่อยู่ทางฝั่งขวาของ
แม่น้ำเจ้าพระยา และโปรดฯ ให้ปรับปรุงขยาย ป้อมผีเสื้อสมุทรที่สร้างไว้ที่เกาะกลางน้ำ
โดยให้ขยายปีกกา
ต่อป้อมออกไปอีกทั้งสองข้าง
นอกจากนี้ยังให้นำศิลาก้อนใหญ่ๆ
มาถมปิดปากอ่าวที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า ๕ กอง
เพราะแม่น้ำตอนนั้น กว้างขวางมาก เรือสามารถ
แล่นเข้ามาได้ง่าย เมื่อถมแล้วก็จะเป็นร่องน้ำเดินเรือโดยเฉพาะ
เพื่อเป็นการบังคับให้เรือขนาดใหญ่กินน้ำลึก ต้องเดินตามร่องน้ำนั้น ร่องน้ำที่เกิดจากการถมหินนั้น เรียกว่า
"ร่องน้ำโขลนทวาร"
ในปี พ.ศ. ๒๓๙๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จมื่นไวยวรนาถ (สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์)
เป็นแม่กองไปก่อสร้างป้อมที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยาอีก ๑ ป้อม เป็นป้อม
ขนาดใหญ่กว่าทุกๆ ป้อมที่สร้างมาแล้ว
คือ
ป้อมเสือซ่อนเล็บ สำหรับผู้บัญชาการกองทัพให้มาประจำอยู่ป้อมนี้ ป้อมเสือซ่อนเล็บอยู่ทางตอนเหนือของ
เมืองสมุทรปราการ ที่ตำบล
มหาวงษ์ (บริเวณโรงเรียนนายเรือปัจจุบัน) นอกจากทรงโปรดฯ ให้สร้างและต่อเติม
ป้อมปราการ
ต่างๆ แล้วพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า พระสมุทรเจดีย์ซึ่งเริ่มจะดำเนินการ
สร้างในสมัยรัชกาบที่ ๒ นั้น เป็นปูชนียสถานที่สำคัญและเพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์
ของพระบรมชนกนาถ ที่ทรงพระราชดำริิไว้ว่าจะสร้างขึ้นที่เกาะกลางน้ำหน้าเมืองสมุทรปราการ พระองค์จึงโปรดฯ ใ้ห้สร้างขึ้น
เป็นครั้งแรก
เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๓๗๐ โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระยาศรีธรรมโศกราช
(น้อย ณ นคร) กับเจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ)
เป็นแม่กองควบคุม
ก่อสร้างสำเร็จเมื่อ
วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๓๗๑สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงษ์เธอกรมหมื่นราชสีหวิกรม (พระองค์เจ้าชุมสาย
ในรัชกาลที่ ๓
ต้นตระกูลชุมสาย) เป็นายช่าง เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ขำ บุญนาค)
หรือเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี
(บรรดาศักดิ์
ในรัชกาบที่ ๕) เป็นแม่กองควบคุม
งาน
พระยาอรรคนิกรและพระอมรมหาเดชควบคุมเลขทหาร
ปืนใหญ่ และทหารปืนใหญ่ เมืองสมุทรปราการเป็นผู้ช่วยแม่กอง ทำำการบูรณะ
ดัดแปลงแก้ไขแบบและก่อสร้าง
เพิ่มเติมองค์พระสมุทรเจดีย์เป็นการใหญ่อีกครั้งหนึ่ง การสร้างเมืองสมุทรปราการและ
การสร้างป้อมปราการ
นับตั้งแต่
แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒
มาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นับเป็นเวลานานถึง
๗๐ ปีเศษ ทำให้บรรดาป้อมปราการต่างๆ
ที่สร้างไว้แต่เดิม ชำรุดทรุดโทรม ไม่มั่นคงแข็งแรงพอที่จะป้องกันข้าศึกศัตรูที่จะมารุกรานได้ ประกอบกับ
ขณะนั้นไทยมีเหตุการณ์วิวาทกับฝรั่งเศส
ซึ่งเกี่ยวกับดินแดนทางลุ่มแม่น้ำโขงฝรั่งเศสพยายามที่จะแผ่อิทธิพล
และล่าเมืองขึ้นทางแอฟริกา และเอเซีย
นอกจากนี้พระองค์ยังเห็นว่าได้มีแผ่นดินยื่นงอกออกไป
ในทะเลที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า จึงทรงมีพระราชดำริที่จะสร้าง
ป้อมขี้นอีกป้อมหนึ่ง ทางปากน้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นป้อม
ชายทะเลที่มั่นคงแข็งแรง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ทำการ
สร้างป้อมพระจุลจอมเกล้าขึ้น ในบริเวณ
ดังกล่าวซึ่งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา และ
ได้เริ่มสร้างเมื่อ
ปีพ.ศ. ๒๔๒๗ แล้วเสร็จเมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๔๓๖ เป็นป้อมที่ทันสมัย
ผู้ที่เป็นหัวแรงสำคัญในการสร้าง
ป้อมพระจุลจอมเกล้า ครั้งนี้เป็นหน้าที่
ของกรทหารเรือ
โดยตรง ซึ่งมีรายพระนามและรายนามดังต่อไปนี้
๑. พลเรือโท กรมหมื่นปราบปรปักษ์ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์
ผู้บัญชาการทหารเรือ
๒. พลเรือโท พระยาชลยุทธโยธิน เมื่อครั้งมียศเป็นพลเรือจัตวารองผู้บัญชาการทหารเรือ
.jpg)
คำจารึกประวัติที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า
๓. นาวาเอก พระชำนิกลการ เมื่อครั้งมียศเป็นนายพันตรี นายสมบุญ (บุณยกะลิน)
เจ้ากรมโรงเครื่องจักร
๔. พลเรือน พระยาวิจิตรนารี เมื่อครั้งเป็นนายวิลเลี่ยม (บุณยกะลิน) ผู้ซึ่งสำเร็จวิชาช่างกลจากประเทศอังกฤษ
เป็นผู้ควบคุมติดตั้งปืนใหญ่ประจำป้อม
๕. ร้อยเอก พอนโฮลด์ เป็นครูสอนวิชาการปืนใหญ่ และเป็นผู้บังคับบัญชาการป้อมพระจุลฯ เป็นคนแรก อาวุธของ
ป้อมเป็นปืนอย่างทันสมัยในเวลานั้น ขนาด ๖ นิ้ว จำนวน ๗ กระบอก สั่งซื้อจากประเทศอังกฤษ
โดยบริษัทวิคเกอร์
อาร์มสตรอง เป็นปืนหลุมยกขึ้นลงได้ด้วยแรงน้ำมัน การสร้างป้อมพระจุลจอมเกล้านี้
ได้เร่งสร้างในระยะคับขัน
ของบ้านเมือง จนแล้วเสร็จทันต่อเหตุการณ์กล่าวคือ ดินแดนลาวทางฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำโขงตกเป็นเมืองขึ้น
ของไทยมาตั้งแต่รัชกาลพระจ้ากรุงธนบุรี ครั้นถึงรัชกาลที่ ๕ เมื่อฝรั่งเศสได้ญวน และเขมร ส่วนนอกเป็นเมืองขึ้นแล้ว
ฝรั่งเศสอ้างกับไทยว่า
ดินแดนลาวดังกล่าวเป็นเมืองขึ้น
ของเขมรและญวน ฉะนั้นดินแดนลาวควรจะเป็น
เมืองขึ้นของ
ฝรั่งเศสด้วย การเจราจาโต้แย้งกันเรื่องพรมแดนนี้เองเป็นกรณีพิพาท ระหว่างไทย
และฝรั่งเศส
ใน ร.ศ.๑๑๒ ผรั่งเศสได้ส่งเรือ "ลูแตง" เข้ามาตรึงกำลังอยู่ในลำน้ำเจ้าพระยา โดยจอดอยู่หน้าสถานฑูต
ฝรั่งเศส เพื่อให้รัฐบาลไทย
ยอมรับว่าดินแดน
ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงเป็นเมืองขึ้นของ ฝรั่งเศส ไทยคัดค้าอย่างเต็มที่
ดังนั้น ในตอนเย็นของวันที่ ๑๓
กรกฎาคม
พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) เวลา ๑๘.๐๕ น. กองเรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำ
ประกอบด้วยเรือเอกกองสตังค์ (Ineonstant) และเรือโคแมค (Comite) โดยการบังคับบัญชาของนาวโทโบวี (Bory)
มีเรือ
สินค้าฝรั่งเศสชื่อ เย.เบ.เชย์ (J.B.say) เป็นเรือนำร่อง ได้แล่นกระบวนเรียงตามกันระยะต่อระหว่างลำ
๔๐๐ เมตรผ่านสันดอนปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามา ด้วยความเร็ว ๑๐ น๊อต โดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทย ป้อมพระจุลจอมเกล้าจึงทำการยิงด้วยนัดดินเปล่า ๒ นัด เพื่อเป็นการเตือนให้เรือรบฝรั่งเศสแล่น
กลับออกไป
แต่เรือรบฝรั่งเศสคงแล่นเข้ามา เป็นเหตุให้ป้อมพระจุลจอมเกล้าต้องยิงด้วยกระสุนจริง
ข้ามหัวเรือไป ๒ นัด
เรือแองกองสตังค์ ได้ลดความเร็วลงทำทีเหมือนจะหยุด พอเรือโคแมต
ตามขึ้นมาทัน
ประมาณเวลา ๑๘.๓๕ น.
เรือรบฝรั่งเศสทั้ง ๒ ลำ ได้ชักธงรบ
และระดมยิงมายังป้อมพระจุลจอมเกล้าทันที การต่อสู้จึงเริ่มขึ้น
ป้อมพระจุลจอมเกล้าได้ยิงตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ทุกกระบอกที่มีอยู่ ระหว่างการยิงต่อสู้ของป้อม
พระจุลจอมเกล้ากับเรือรบฝรั่งเศสนั้น หมู่เรือรบไทย
ได้แก่ เรือทูลกระหม่อมซึ่งจอดทอดสมออยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา
ก็ได้ร่วมในการยิงต่อสู้ครั้งนี้ด้วย
ผลการรบปรากฏว่า เรือ เย.เยงเซย์ ซึ่งเป็นเรือนำร่องของเรือรบฝรั่งเศส ถูกยิงทะลุ
ต้องแล่นไปเกยตื้นอยู่ ณ บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้านั่นเอง ส่วนเรือแองกองสตังค์ และเรือโคแมต คงแล่นต่อเข้ามา
จนถึงกรุงเทพฯ และจอดทอดสมอที่หน้าสถานฑูตฝรั่งเศส การรบครั้งนี้พลเรือจัตวา
พระยาชลยุทธโยธิน
รองผู้บัญชาการทหารเรือในสมัยนั้นได้ไปบัญชาการรบด้วยตนเอง
จากกรณีพิพาทในครั้งนี้ ไทยต้องเสียดินแดน
ที่มีอยู่เหนือดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ตลอดจน
เกาะทั้งหลาย ในแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส และสิทธิอื่นๆ อีกหลายประการจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ประเทศไทยเป็นประเทศที่สองที่ได้ทำการรบกับ
ฝรั่งเศส ประเทศแรกที่ทำการรบกับฝรั่ง คือ ประเทศญี่ปุ่น
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเลื่อนเมืองสมุทรปราการ
ขึ้นมีฐานะเป็นจังหวัดสมุทรปราการ เปลี่ยนชื่อเมืองนครเขื่อนขันธ์ เป็นจังหวัดพระประแดงตามความหมายที่มีมา
แต่ดั้งเดิม พอถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๗ อันเป็นสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั่วโลกเกิดภาวะเศรษฐกิจ
ตกต่ำ รัฐบาลต้องการประหยัดการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน
จึงโปรดฯ ให้ยุบจังหวัดพระประแดงลงเป็นอำเภอ
ไปขึ้นกับ
จังหวัดสมุทรปราการ
ต่อมาในระหว่างสงครามโลก
ครั้งที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๗) ประเทศต้องเข้าสู่สงครามด้วยความจำเป็น
และเป็นระยะที่เกิดภาวะทางเศรษฐกิจและความผันผวน ทางการเมือง รัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงระเบียบการ
ปกครองเสียใหม่ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกายุบการปกครองของจังหวัดสมุทรปราการขึ้นกับจังหวัดพระนคร
ในปี
พ.ศ. ๒๔๘๖ ครั้นพอสงครามโลกสงบลง รัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกาประกาศตั้งจังหวัดสมุทรปราการ
ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ โดยแยกการปกครอง
ออกจากจังหวัดพระนคร
และตั้งเป็นจังหวัดสมุทรปราการจนกระทั่งทุกวันนี้ |