ประเพณีปังออกเปรียะแค ยังมีประเพณีดั้งเดิมอยู่อีกอย่างหนึ่ง ที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก นอกจาก จะเป็นประเพณีท้องถิ่นของกลุ่มชน กลุ่มหนึ่งแล้ว ยังอาจจะมีผู้มองเห็น ว่าไม่สำคัญด้วยนั่นคือ ประเพณีปังออกเปรียะแค คำว่า เปรียะแค เป็นคำนาม แปลว่า พระจันทร์ (ปรียะ คือ พระ แค คือพระจันทร์) ที่เรา ออกเสียงว่า พระ เขมรออกเสียงว่าเปรียะ เช่น พระพุทธ เขมรพูดว่า เปรียะปุทธ์ หรือ พระพุทธองค์ เขมรว่า เปรียะปุทธองค์ พระอรหันต์ เขมรว่า เปรียะอรหันต์ เป็นต้น เมื่อเอาคำดังกล่าวมาผสม กันว่า ปังออก เปรียะแค หรือ ปังอ๊อกเปรียะแค จึงแปลว่า ป้อนข้าวพระจันทร์หรือ ป้อนข้าวดวงจันทร์ เป็นประเพณีดึกดำบรรพ์อย่างหนึ่งที่กล่าวมาแล้ว ทำไมจึงมีประเพณีป้อนข้าวพระจันทร์ หรือป้อนข้าวดวงจันทร์ ประเพณี ปังออกเปรียะแคนี้ กำหนดทำกันในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ของทุกปี (ขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒) ซึ่งตรงกับ ประเพณีลอยกระทงนั้นเอง ประเพณี ปังออกเปรียะแคนี้ มีทำกันในกลุ่มชนชาวจังหวัดศรีสะเกษที่พูดภาษาเขมร ในบางหมู่บ้าน ตำบลของอำเภอขุขันธ์ ขุนหาญ และประเทศกัมพูชา (เขมรต่ำ) ก็ยังทำกันอยู่ทั่วไป อุปกรณ์ ที่จะต้องเตรียมใช้ ในการประกอบพิธี คือ 1. ชายหนุ่ม 4 คน 2. สาววัยรุ่น 4 คน 3. ครกซ้อมข้าวหรือครกตำข้าว 2 ลูก 4. สากไม้ซ้อมข้าว 1 อัน (ยาวประมาณ 1 วาเศษ ๆ ) 5. เทียนขี้ผึ้งแท้ 8 เล่ม (ขนาดเท่ากัน) 6. ข้าวเม่า 2 จาน 7. มะพร้าวอ่อน 2 ลูก 8. กล้วยสุก 8 ลูก 9. ใบตองกล้วย 2 ก้าน 10. ช้อน 2 คัน ก่อนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ทางวัด หรือทางบ้านควรใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้ทราบล่วงหน้า สัก 2 3 วัน เพื่อเป็นการเตือนย้ำ ชาวบ้าน ความจริงชาวบ้านจะเข้าใจและจดจำ ได้อยู่แล้ว แต่การประกาศจะทำให้ชาวบ้านตื่นตัวมากขึ้น เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ทางวัดจะต้องเตรียมสถานที่ เช่น ปัดกวาดสนาม บริเวณวัดทั่วไป ทำความสะอาด ประดับประดา ศาลาการเปรียญ ปูเสือสาด อาสนะ ตั้งโต๊ะหมู่บูชาให้เรียบร้อย ติดตั้งเครื่องขยายเสียงและอื่น ๆ ไว้ให้พร้อมสำหรับชาวบ้าน วันนี้เวลาบ่ายๆ จะออกไปเกี่ยวข้าว ที่ออกรวง (พอทำเป็นข้าวเม่า) ที่นาของตน ใครที่ข้าว ยังไม่ออกรวงพอทำเป็นข้าวเม่าได้ จะขอหรือยืมจากนาพี่น้องหรือคนอื่น หรือจะซื้อจากคนอื่น เพราะต้องได้ ข้าวเม่าไปวัดประมาณ 20.00 น. วัดเปิดเครื่อง ขยายเสียง ประกาศ และ ประชาสัมพันธ์บ้าง เปิดเพลงบ้าง หมอลำบ้าง พวกเด็ก และหนุ่มสาวจะพากันออกไปวัด เล่นสะบ้ากันบ้าง เล่นวิ่งราวกันบ้าง เล่นซักเย้อ หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ชาวบ้านจะคั่วข้าวเม่า คั่วเสร็จแล้ว ก็จะซ้อม หรือ ตำข้าวเม่าใส่จานหรือ กะละมังเอาไว้ นอกจากมีข้าวเม่าแล้ว บางคนมีกล้วยหวี บางคนมีน้ำตาล กรรมการหรือทายกวัด ต้องเตรียมอุปกรณ์ ที่จะประกอบ พิธีไว้ ให้พร้อม ตั้งบาตร 8 ลูกไว้ในที่ใส่บาตรและ ควรหาจาน หรือกะละมังใหญ่ ๆ ไว้ที่ ตั้งบาตรนี้ด้วย เวลาชาวบ้านใส่บาตรข้าวเม่า เต็มบาตร จะได้ถ่ายออก สะดวก ประมาณ 4 ทุ่ม หรือ 24.00 น. ชาวบ้านพร้อมกันที่ศาลา การเปรียญ นิมนต์พระสงฆ์สามเณร ลงไป รวมกัน ที่ศาลาการเปรียญ เมื่อพร้อมแล้ว ให้หัวหน้านำจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระ รับศีล อาราธนาพระปริต พระสงฆ์ เ จริญพระพุทธมนต์ (ควรสวด จันทปริตตปาฐะด้วย) ถวายพรพระ (สวดตักบาตร) เมื่อพระสงฆ์ สามเณร สวดถึงบทถวายพรพระ ให้ชาวบ้านลุกขึ้น เอาข้าวเม่าไปใส่บาตร ใกล้ ๆ เวลา 24.00 น. ให้กรรมการหรือทายก เอาครก สาก และอื่น ๆ ที่เตรียมไว้ไปตั้ง สนามกลางแจ้ง ซึ่งมีบริเวณพอที่คนจะดูได้มาก ๆ (พิธีต้องทำกลางแจ้ง) ตั้งครกลูกหนึ่ง ทางทิศเหนือ อีกลูกหนึ่งทางทิศใต้ ระยะห่างกันประมาณ 1 เมตร เศษๆ เอาสากซ้อมข้าว วางพาดที่ปากครก เอาเทียน ขี้ผึ้งแท้ (ขนาดใหญ่ ยาวเท่ากัน) 8 เล่ม ติดกับสากซ้อมข้าว ตั้งชันขึ้น เอาใบตองกล้วย 2 ก้าน วางกับพื้น ใต้สาก ระหว่าง ครกทั้งสอง (เพื่อรองรับน้ำตาเทียนซึ่งจะหยดลง) จัดหนุ่มสาว 8 คน เป็น ๆ 2 คู่ เพื่อให้จับสากทางด้าน ทิศเหนือ อีก 2 คู่ เพื่อให้จับสากด้าน ทิศใต้ ให้ชายหญิงแต่ละคู่เอาช้อนตักข้าวเม่า ในจานป้อนกันและกัน (ชายป้อนหญิง หญิงป้อนชาย) ป้อนข้าวเม่า เสร็จแล้ว ป้อนกล้วยสุก แล้วดื่มน้ำมะพร้าวตาม ให้ดูพระจันทร์บนท้องฟ้า ว่าใกล้จะตรงศีรษะ แล้วหรือยัง ถ้าใกล้ ตรงศีรษะแล้วให้ พิธีกรหรือ อาจารย์ทายกประจำวัด สวดชุมนุมเทวดา (สัคเค กาเม จะ รูเปฯ) เพื่อให้เกิดความ ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น เมื่อมองท้องฟ้า เห็นพระจันทร์ อยู่ตรง ศีรษะ ให้จุดเทียนชนวน 8 เล่ม ยื่นให้หนุ่มสาวทั้ง 8 คู่ (ข้างละ 4 คน) ให้หนุ่มสาวเอาเทียนชนวน จุเทียนขี้ผึ้ง ที่ติดสากไว้แล้วนั้นพร้อมๆกัน เมื่อเห็นว่าเทียนทุกเล่ม ติดไฟแล้ว ให้หนุ่มสาวจับสากหมุนเวียนขวา ขึ้น ลง ช้าๆ เทียนแต่ละเล่ม จะลุกใหม้ ขณะที่หมุนสากลงเทียนก็หยด (น้ำตาเทียน) ลงในใบตองกล้วยให้หมุนไปเรื่อย ๆ จนกว่าเทียน จะลุกไหม้หมด เทียนที่ติด สากซ้อมข้าว 8 เล่มนั้น เป็นเครื่องหมายของเดือนที่ฝนตก 8 เดือน เริ่มนับ ตั้งแต่เดือน 5 (ปีใหม่โบราณ) ถึงเดือน 12 โดยนับจากทิศใต้ เป็นเล่มที่ 1 (เดือน 5) 6,7,8,9,10,11และ12 ตามลำดับ ที่ต้องนับจากทิศใต้ เพราะฤดูฝน ลมมรสุมจะพัดจากใต้ไปเหนือ ขณะที่ ี่เริ่มหมุนสากขึ้นลงอยู่นี้ พระภิกษุสามเณร ต้องสวดชัยมงคลคาถา (ชยันโต) สวดไปจนกว่าเทียนจะลุกไหม้หมด หรือหยุดหมุนสาก ต่อด้วย ภะวะตุ สัพะมังคะลังฯ ข้อสังเกตในการเสี่ยงทายฟ้าฝน ให้สังเกตว่า เทียนเล่มไหนไฟลุกไหม้แรง หรือค่อย(มากหรือน้อย) เล่มไหนลมพัดแรงหรือค่อย หรือเล่มไหนไม่มีลมพัดเลย ซึ่งแต่ละเล่มจะแตกต่างกัน ถ้าเล่มที่ 1 (เดือน 5) เทียนติดไฟลุกไหม้แรง แสดงว่าเดือน 5ต้องมีฝนตกหนัก ถ้าเล่มที่ 2 เทียนไหม้แรงและลมีลมพัดแรง แสดงว่า เดือน 6 จะมีทั้งฝน ทั้งลม ถ้าสังเกตเห็น เทียนเล่มไหนไฟไม่ไหม้ ลุกแรง แสดงว่าเดือนนั้นจะแร้งหรือฝนตกน้อย ที่ทำมาการเสี่ยงทายไม่ค่อยผิดพลาดนัก เป็นประเพณี ที่เสียงทายฟ้า ฝนแต่ละปี น้ำตาเทียนที่หยดลงบนใบตองกล้วย ถือว่าเป็นของดี เอาไปทำพิธีขี้ผึ้งเสน่ห์ (นวดเสน่ห์) ผสมน้ำมันจันทร์ ทาที่ปาก ทาหน้า เป็นเสน่ห์ให้คนรักดีนักแล (แต่ต้องให้อาจารย์ หมอเสน่ห์ทำให้) ชาวบ้านอยากได้กันมาก ต้องเยื้อแย่งชุลมุนวุ่นวาย กันไปหมด เมื่อพิธีเสี่ยงทายฟ้าฝนจบลงแล้ว พระภิกษุสามเณร ก็จะให้พร ยะถา สัพพีฯ แล้วเดินทางกลับบ้าน ถ้าพิจารณาถึงเหตุผล ของพิธีปังออกเปรียะแคนี้ ให้ลึกซึ้ง ต้องยอมรับว่านักปราชญ์บรรพบุรุษ ของท้องถิ่น มีความเฉลียวฉลาดมากๆ ที่คิดค้นและจัด ประเพณีนี้ขึ้นถือว่า เป็นภูมิปัญญา ท้องถิ่นที่ควรได้รับการยกย่องสรรเสริญ และสืบทอดต่อไป กล่าวคือ 1. เป็นไปตามคติธรรมพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับการให้ทาน (บุญให้ทาน) หมาย ความว่าชาวบ้านส่วนมาก มีอาชีพทำไร่ทำนา หรือ เกษตรกร เช่น เดียวกับศากยตระกูลของพระพุทธเจ้า เมื่อได้ผลิตผลจากการทำไร่ทำนา ก็จะนำไปถวายพระภิกษุ สามเณร (ให้ทาน) เพื่อต้องการบุญกุศล เช่นผลไม่ที่ออกใหม่ ก่อนที่ตนเองหรือครอบครัวจะรับประทาน จะต้องเอาไปทำบุญก่อน จึงจะเป็นสิริมงคล ในการทำนาก็เหมือนกัน คนโบราณทำบุญให้ทานเกี่ยวกับข้าวถึง 9 ครั้ง เริ่มตั้งแต่พอ ข้าวออกรวงเป็นน้ำนมเป็ด เขาก็จะไปเอารวงข้าว มาทำเป็นข้าวมธุปายาส ทำบุญครั้งหนึ่ง พอข้าวแก่พอจะเป็นข้าวเม่า ก็จะทำข้าวเม่าไปถวาย พระภิกษุสามเณร ครั้งหนึ่ง จะลงมือ เกี่ยวข้าวก็ทำบุญครั้งหนึ่ง ขนข้าวเข้าลาน ก็ทำบุญครั้งหนึ่ง เวลานวดข้าวก็ทำบุญครั้งหนึ่ง จนกระทั้งขนข้าวขึ้นฉางก็ทำอีก ครั้งหนึ่ง 2. ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง ไม่มีแม่น้ำลำคลอง จะจัดประเพณีลอยกระทงอย่างภาคเหนือภาคกลาง ก็ไม่ได้ ปัจจุบันมีการจัดงาน ลอยกระทงอยู่ทั่วไป โดยการลอยในสระเล็กๆ หมุนเวียนอยู่ในสระ ซึ่งจริงๆแล้วต้องลอยในแม่น้ำสายใหญ่ เพื่อให้กระทงล่องลอย ไปนมัสการพระพุทธบาท ที่นัมมะทานะทีเลย มีแต่ทำให้เกิด มลภาวะหรือมลพิษ และทำให้สระตื้นเขินขึ้นทุกปี เป็นการจัดหาเงิน โดยไม่รู้ความมุ่งหมายที่แท้จริงของประเพณีลอยกระทง 3. ชาวบ้านพรานและ หลายหมู่บ้าน ยุงจัดประเพณีปังออกเปรียะแค เป็นการรักษาไว้ซึ่งประเพณีมรดกอันล้ำค่าของบรรพบุรุษแล้ว ยังเป็นการทำบุญตาม คติธรรมทางพระพุทธศาสนาด้วย พระภิกษุสามเณรที่วัดก็ได้ฉันข้าวเม่าได้เติมที่ เพราะปีหนึ่งๆ จะได้ข้าวเม่า หลายกะละมัง เป็นการเตือนสติพวกเกษตรกร ไม่ให้ประมาทในการประกอบอาชีพฯ ประเพณีแซนโดนตาหรือสารทเขมร
ประเพณีแซนโดนตาหรือสารทเขมร คนไทยที่พูดภาษาเขมร มีพิธีโดนตา หมายถึง การเซ่นสรวงตายายผู้ล่วงลับไปแล้ว จัดขึ้นในวันขึ้น ๑๔ ุถึง ๑๕ ค่ำเดือนสิบ(ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม) เพื่อเซ่นสรวงดวงวิญญาณบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เป็นวันที่อัญเชิญผีบรรพบุรุษทุกคน มารับประทานอาหาร ที่ลูกหลานจัดไว้ โดยมีพิธีการส่งโดนตา การรับโดนตา และการเรียกโดนตา โดนตามี ๒ ประเภท คือ โดนตาเก่าและ โดนตาใหม่ โดนตาใหม่ คือการส่งโดนตาหนุ่มสาวที่หมั้นกันแล้ว แต่ยังไม่แต่งงานกัน จะต้องส่งโดนตาให้กันคือ ชาย จะต้องส่งเครื่องใช้ในครัวเรือน ให้หญิง เช่น ฟืน ถ่าน ครก สาก กระบุง กระเชอ ครุ กระด้ง เครื่องปั่นด้าย กระสวย เป็นต้น ฝ่ายหญิง จะต้องส่งอาหารคาวหวาน ข้าวต้ม นม เนย เหล้า ตลอดจนฟูกหมอน ผ้าขาวม้า ผ้าโสร่งให้ฝ่ายชาย โดนตาเก่า คือการส่งโดนตาของครอบครัวที่มีลูกหลานแล้ว นำอาหารต่างๆ ไปส่งไปไหว้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เช่น ข้าวปลา อาหาร ขนม ข้าวต้ม กล้วย ดอกไม้ ธูปเทียน หมาก พลู บุหรี่ ไปไหว้พ่อแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ รวมทั้ง ปู่ ย่า ตา ยาย การรับโดนตา คือการที่พ่อ แม่ หรือ ปู่ ย่า ตา ยาย รับข้าวปลาอาหารจากลูกหลานที่นำมาไหว้ รับไหว้แล้วก็อำนวยอวยพรให้ลูกหลานประสบ ความสุข ความเจริญในชีวิต แล้วนำข้าวปลาอาหารและเครื่องเซ่นไหว้เหล่านั้นไปบวงสรวง เซ่นไหว้บรรพบุรุษหรือโดนตาที่ล่วงลับไปแล้ว จึงมีการเรียกโดนตา การเรียกโดนตา คือการที่ ปู่ ย่า หรือ ตา ยาย หรือ พ่อ แม่ หรือ ผู้อาวุโสสูงสุด ผู้ที่เป็นผู้นำของวงศ์ตระกูล จะอัญเชิญโดนตามารับประทาน เครื่องเซ่นไหว้ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บายโดนตา (ข้าวบรรพบุรุษ) ที่บรรดาลูกหลานนำมา อันประกอบด้วย ข้าว ข้าวต้ม ข้าวกระยาสารท กับข้าวจำพวกแกง ลาบ ต้ม ผัด น้ำพริก อาหารแห้งจำพวกไก่ย่าง หมูย่าง เนื้อย่าง ปลาย่าง ผลไม้ ผัก วางใส่สำรับ คือ ถาด กระจาด กระบุง พวกเสื้อผ้า ซึ่งมีผ้าซิ่น ผ้าขาวม้า ผ้าโสร่ง ผ้าสไบ เครื่องหอม แป้ง ขมิ้น น้ำอบ น้ำหอม สบู่ กระจก หวี ฟูก หมอน ก็จัดไว้ข้างๆ สำรับข้าว แก้วแหวน เงินทอง หมากพลู บุหรี่ ก็ใส่ไว้ในพาน น้ำดื่ม น้ำหวาน น้ำเหล้า จัดมาพร้อม เมื่อจัดสำรับเครื่องเซ่นไหว้แล้ว ผู้อาวุโสสูงสุด ซึ่งอาจเป็๋น ปู่ ย่า หรือ ตา ยาย หรือ พ่อ แม่ ส่วนมากนิยมให้ ย่า ยาย หรือแม่เป็นผู้เรียก เป็นผู้นำพาลูกหลานสวดมนต์ไหว้พระ กรวดน้ำใส่เครื่องเซ่นไหว้ โดยจะเริ่มพิธีเรียกโดนตาตั้งแต่ตอนเช้าของวันแรม ๑๔ ค่ำ จนถึงเช้าตรู่ ของวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ ข้อความหรือคำที่เรียกนั้นใช้ภาษาเขมร ผู้อาวุโสจะนั่งเรียกโดนตาทุกๆ ๑ ชั่วโมง พอถึงเวลา ๒๐.๐๐ น. ก็กรวดน้ำเชิญโดนตาไปวัดเพื่อฟังเทศน์ ฟังธรรม รับศีล รับพร แล้ว ดับเทียนเครื่องเซ่นไหว้ พากันไปวัด กลับจากวัดก็จุดธูปเทียน กรวดน้ำเรียกโดนตามากินอาหารอีก จนถึงเวลา ๐๔.๐๐ น. ของวันแรม ๑๕ ค่ำ แล้วจัดเตรียม บายเบ็น และบายตะเบิดตะโบร บายเบ็น คือข้าวกระยาสารท มีข้าวปลา อาหารทุกชนิดใส่ในจาน เช่น ข้าวเหนียวนึ่ง หรือข้าวเจ้าหุง ไก่ย่าง ปลาย่าง เนื้อย่าง พืชผัก ผลไม้ต่างๆ หมากพลู ธูปเทียน บายตะเบิดตะโบร คือ ข้าวห่อให้โดนตากิน ในระหว่างเดินทางกลับภูมิ มีข้าวเหนียวนึ่งหรือข้าวเจ้าหุงใส่ถ้วย เอาเพลาไก่ย่างปักลง ตรงกลางถ้วย เอากรวยใบตองครอบปักเทียน ๑ เล่ม ใส่เงินลงไปในถ้วยตามศรัทธา การจัดบายเบ็นนั้นทุกคนในครอบครัวต้องช่วยกันจัด เรียกว่า จับบายเบ็น โดยเชื่อว่าถ้าใครได้จัดจะมีผิวพรรณผุดผ่อง ไม่เป็นโรค ผิวหนัง ไม่เป็นโรคพยาธิ เมื่อจัดบายเบ็นและบายตะเบิดตะโบรเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เอาไปวัด เพื่อทำพิธีทางศาสนาต่อไป หลังจากทำพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำบายเบ็นกลับบ้าน ส่วนบายตะเบิดตะโบรถวายพระเป็นภัตตาหารเช้า เครื่องเซ่นไหว้(บายโดนตา) จะแจกจ่ายให้เด็กๆ หรือคนยากจน และเทให้สัตว์ต่างๆ กิน เอาบายเบ็นไปใส่ในไร่นาของตนให้ปู ปลา กา นก ได้กินต่อไป เวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. ชาวบ้านนำภัตตาหารเช้าพร้อมเครื่องจตุปัจจัยไทยทานไปวัด ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสามเณร ฟังพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ เรื่อง เทอบนไงเบ็น (ทำบุญวันสารท) จบแล้วถวายปัจจัยไทยทาน งานประเพณีทำบุญวันโดนตาก็เสร็จสิ้น ลงอีกครั้ง โดนตาจะมาเยี่ยมลูกหลานอีกในปีหน้าและตลอดไป ซึ่งประเพณีแซนโดนตานี้เป็นประเพณีที่ลูกหลานชาวอำเภอขุขันธ์ รวมไปถึงอำเภอใกล้เคียงให้ความสำคัญยิ่ง
ญาพ่อ ซึ่งเป็นความเชื่อถือในท้องถิ่นของคนเผ่าลาว เผ่าส่วยและเผ่าเยอในจังหวัดศรีสะเกษ ในถิ่นลุ่มแม่น้ำมูล ดังนี้ ญาพ่อคืออะไร ญาพ่อ หรือ เจ้าพ่อ หรือ มเหศักดิ์ หมายถึง เทพารักษ์ ผู้คุ้มครองถิ่นนั้น ๆ หรือ เจ้าผี ซึ่งเดิมเป็นเจ้าเมืองในถิ่นนั้น โบราณเรียกว่า เมฆเมือง ซึ่งได้แก่ผู้มาตั้งบ้านตั้งเมือง ตายไปแล้วไม่ยอมไปเกิดที่ไหน แต่ยังเป็นผี เฝ้าดูแลปกครองลูกหลานในบ้านในเมืองตามเดิม เหมือนสมัยที่ยังไม่ตาย และอาศัยอยู่กับหลักบ้าน หรือหลักเมืองติดแน่น จึงมีการสร้างศาลไว้คู่กับหลักเมือง หรือสร้างศาลคร่อมเมือง เอาไว้เพื่อให้เจ้าพ่อได้อาศัย แหล่งญาพ่อศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ มีคน 4 เผ่า คือ ลาว ส่วย เขมร และเยอ เผ่าที่นับถือญาพ่อ คือ ลาว มีปรากฏที่อำเภอบึงบูรพ์ เกือบทกหมู่บ้าน ยกเว้น บ้านค้อ บ้านหนองคู บ้านม่วง บ้านโนนแดง อำเภอราษีไศล ที่บ้านผึ้ง ดงแดง เหล่าโดน ทับส่วย หนองบัวดง บ้านห้วย บ้านหนองกก ฯลฯ จะสังเกตเห็นว่า หมู่บ้านที่นับถือญาพ่ออยู่ใกล้กับบริเวณป่าดงภูดิน อำเภอราษีไศล หรือหมู่บ้านที่อยู่ตาม ลำห้วยลำมูล ประเพณีเลี้ยงญาพ่อ การเลี้ยงญาพ่อ เป็นการเซ่นสรวง บวงสรวงญาพ่อ เพื่อเป็นการ ตอบแทนบุญคุณท่าน และให้ท่านปกปักรักษา อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจาก ภัยพิบัติในอนาคต ประเพณีนี้จะขาดพระสงฆ์ไม่ได้ต้องนิมนต์พระ ไปฉันภัตตาหารก่อนเสมอ ก่อนการเลี้ยงญาพ่อ 1-2 วัน เฒ่าข้าวจ้ำ จะไปเดิน (บอก) ชาวบ้านให้ทราบ เพื่อขอรับบริจาคเงินและบอกไป ร่วมงานหรือใครบนบานศาล กล่าวอะไรไว้ ก็ให้เตรียม ไปแก้บน ในวันนั้นด้วย การเลี้ยงญาพ่อที่หอใหญ่ดงหัวภู มีการเลี้ยง ปีละ ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ตรงกับเดือนห้า วันพุธแรกถัดจากวันขึ้น 15 ค่ำ ครั้งที่ 2 ตรงกับเดือนสิบเอ็ด วันพุธแรกถัดจากวันออกพรรษา ในการเลี้ยงครั้งที่ 2 นี้จะมีการแข่งเรือยาวด้วย เช้าวันพุธ ที่จะเลี้ยง หอญาพ่อทุกองค์จะเข้าสูนนางเทียมทุกคนแต่งตัวตามตำแหน่งหน้าที่ ยศถาบรรดาศักดิ์และเพศ แล้วจะเดินตรวจดูแล บ้านเมือง เรียกว่า เที่ยวบ้าน เป็นการไล่เภทภัยออกจากหมู่บ้าน จากนั้นจะมีการบายศรี เรือส่วง (เรือแข่ง) โดยญาพ่อเป็นคนทำพิธี จากนั้นญาพ่อและชาวบ้าน จะลงเรือส่วงแล้วรีบพายไปที่ดงหัวภู ภาพที่ติดตาคือญาพ่อ จะฟ้อนที่ หัวเรือส่วงแต่ละลำ เมื่อญาพ่อไปถึง ดงหัวภู เฒ่าข้าวจ้ำจะนิมนต์ญาพ่อออกจากร่างนางเทียมทุกคน กลายเป็นคนธรรมดา เมื่อนางเทียม จากหมู่บ้านต่างๆ มาพร้อมกันแล้ว จะเชิญนางเทียมทุกคนให้ขึ้นไปนั่งบนศาลา จากนั้นเฒ่าข้างหลวง (กลาง) (พ.ศ. ๒๕๔๑ นายเภา สุทาวัน คนบ้านผึ้ง อำเภอราษีไศล) จะจุดธูปเทียนถวายขันดอกไม้ ขันห้า ขันแปด เป็นการบูชาแล้วนิมนต์ให้ญาพ่อทุกตนเข้าสูนนางเทียมของท่าน ในช่วงนี้ใครที่บนบาน ศาลกล่าวอะไรไว้ ก็จะนำสิ่งของมาแก้บน เช่น เหล้า เบียร์ บุหรี่ น้ำอัดลม หัวหมู เป็ด ไก่ ฯลฯ ที่ต้องการ ปกติผู้รับ ของแก้บนคืออุปราช หรือไม่ก็เป็นเฒาข้าวจ้ำ ท่านจะกิน ดื่ม สูบ แล้ววางไว้ หรือถ้าใครมีเรื่องต้องการให้ญาพ่อช่วยเหลือหรือขอคำแนะนำ ก็จะทำในตอนนี้ แล้วญาพ่อก็จะคืนของแก้บนให้ชาวบ้านก็จะแบ่งกันไป เมื่อรับเครื่องเซ่นบวงสรวงญาพ่อทุกตนจะร่ายรำรอบหอด้วยความ สนุกสนาน แล้วจึงนิมนต์ญาพ่อออกจากร่างนางเทียมแล้วเริ่มทำพิธีส่วงเรือ หรือเลี้ยงข้าวปลาอาหารกันต่อไป
เครื่องแต่งกายญาพ่อ เมื่อญาพ่อเข้าร่างนางเทียมแล้ว จึงจะมีการแต่งกายใหม่ตามตำแหน่ง บทบาทและเพศโดยทั่วไป ญาพ่อที่เป็นชายจะนุ่งโสร่ง หรือ ผ้านุ่งดิ้นทองเลื่อมระยับสีสวยงาม คาดทับด้วยผ้าสีต่าง ๆ เสื้อแขนกระบอกทำด้วยผ้าดิ้นทอง โพกศีรษะด้วยผ้าสีต่าง ๆ ดอกไม้ทัดหู ประพรมด้วยแป้งหอมต่าง ๆ กินหมากหรือสูบบุหรี่ ถ้าเป็นหญิง นุ่งด้วยผ้าดิ้นทองคาดเอวด้วยผ้าสีต่าง ๆ เสื้อแขนกระบอกดิ้นทอง มีสไบหรือไม่ก็ทัดดอกไม้ ประพรมด้วยแป้งหอมกินหมาก เครื่องดนตรีในการเลี้ยงญาพ่อ ในการเลี้ยงหอญาพ่อที่ต่าง ๆ หรือการบายศรีรับเป็นญาพ่อใหม่ หรือการรักษาผู้เจ็บป่วยจะมีญาพ่อเป็นผู้ ประกอบพิธี มีการร้อง ลำฟ้อน โดยมีเครื่องดนตรีง่าย ๆ คือ แคน กลองตุ้ม ฉิ่ง ฉาบ สะนาย (สะไน) พางฮาด หรืออาจมีเครื่องดนตรีสมัยใหม่ประกอบ อาจเป็น ดนตรีวงใหญ่ก็ได้ เพลงที่ใช้บรรเลงเป็นทำนองพื้นบ้าน เพลงหมอลำ ถ้ามีการร้องมักจะเป็นการลำบรรยายเรื่องในอดีต คุณประโยชน์ของญาพ่อ ผู้ที่รับถือญาพ่อมีความเชื่อว่าญาพ่อมีคุณอเนกตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้าเรานับถือท่าน ท่านก็จะอยู่ปกปักรักษาเรา ภาษาลาว เรียกว่า นำหุ่ม นำกุ้ม เชื่อกันว่าคนที่นับถือบูชาญาพ่ออย่างมั่นคงชีวิตจะไม่ตกต่ำ จะไปรบทัพ จับศึก ขึ้นรถ ลงเรือ ไปเหนือ ล่องใต้ ก็นึกถึงญาพ่อ แล้วจะปลอดภัย การนับถือญาพ่อก็ไม่ถึงกับงมงายไร้เหตุผล เพราะไม่มีอะไรเสียหาย แต่ก่อให้เกิดความสามัคคีอย่างเหนียวแน่น ส่วนหนึ่งมาจากการนับถือญาพ่อนั่นเอง เช่น การช่วยรักษาโรคภัยบางอย่าง โดยเฉพาะโรคทางจิตเวช ที่โรงพยาบาลทั่วไป รักษาไม่ได้ การแก้คุณไสย การให้กำลังใจแก่ผู้จะเดินทางหรือเสี่ยงภัย การทำพิธีให้เกิดสิริมงคลแก่เรือส่วง การร่วมประเพณีบุญบั้งไฟให้ปลอดภัย เป็นต้น โทษของญาพ่อ ทุกอย่างในโลกนี้เหมือนเหรียญที่มีสองหน้าเสมอ คนที่ไม่เชื่อ ไม่นับถือ แล้วอยู่เฉย ๆ โทษไม่มี แต่ไม่เชื่อ ไม่นับถือ แล้วยังไปดูถูก เหยียดหยาม มักจะมีอันเป็นไป อาจเจ็บป่วย หรือถึงแก่ชีวิตก็มี ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ โดยเฉพาะการตระบัดสัตย์ ไม่ทำตามคำบนบาน ศาลกล่าว ญาพ่อจึงเป็นเรื่องราวความเชื่อและมีพิธีกรรมที่สืบสานกันจนเป็นประเพณีระหว่างผีกับคน ที่ยังประโยชน์ให้เกิด ความสงบสุขร่มเย็นเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ทางจิตใจ อย่างผสมกลมกลืนกันมาช้านานแล้วของคนเผ่าลาว เรื่องราวของญาพ่อยังจะ ดำเนินต่อไป ขยายอาณาจักรเพิ่มจำนวนเรื่อย ๆ แล้วจะจบสิ้นอย่างไรไม่อาจบอกได้