ศาสนบุคคลพระเทพวรมุนี (เสน ปญฺญาวชิโร)
พระเทพวรมุนี (เสน ปญฺญาวชิโร ป.ธ.๗) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม อดีตเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เป็นพระเถระผู้ใหญ่ ผู้มีความรู้
ความสามารถมากรูปหนึ่ง แตกฉานในพระคัมภีร์ต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา มีปฏิญาณไหวพริบ สามารถอธิบายธรรมะที่ยากและลึกซึ้งให้ง่าย
และแจ่มแจ้ง เป็นพระนักเทศก์ที่เชี่ยวชาญ เป็นพระธรรมกถึกเอก ที่มีแววมาตั้งแต่ยังเป็นสามเณร พอสอบได้เปรียญ ๔ ประโยค ก็เริ่ม
การเทศน์แสดงออกด้วยกล้าถามกล้าตอบโต้ขัดแย้งกับพระธรรมกถึกชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยนั้นได้ มีอุปนิสัยชอบการโต้เถียง
ทางวิชาการ มีความกล้าหาญและเชื่อมั่นในตนเองมาก ครั้งบวชเป็นพระสงฆ์แล้ว การเทศน์แบบสองธรรมาสน์ ปุจฉา-วิสัชนา ของท่านมุ่งทาง
วิชาการอย่างจริงจัง จนถึงขนาดฝ่ายตรงข้ามยอมแพ้กลาง ธรรมาสน์ หรือ ลงธรรมาสน์หายไปก็เคยมี คู่เทศน์ของท่านที่คนนิยมมากทั้ง
จังหวัดศรีสะเกษเองและจังหวัดอุบลราชธานีก็คือ พระอาจารย์เขียว จังหวัด
อุบลราชธานี เมื่อรู้ข่าวพระ ๒ นักเทศน์นี้คราวใด ประชาชนในท้องถิ่นเดินทางไปฟังยิ่งกว่าฟังดนตรีหรือหมอลำเสียอีก
ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะเมีย ที่บ้านโนนสูง หมู่ ๗ ตำบลแขม อำเภออุทุมพรพิสัย
จังหวัดศรีสะเกษ เดิมชื่อเสน ใยขันธ์ บิดาชื่อนายพิมพ์ มารดาชื่อนางผุย บิดามารดาเป็นชาวนา มีฐานะยากจน และยังเป็นคนไทยเผ่าส่วย ซึ่งมักเป็นที่
ดูแคลนของชาวไทยเผ่าอื่นๆ เมื่ออายุ ๑๒ ปี ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนประชาบาลวัดบ้านแขม ตำบลแขม อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เรียนจบชั้น
ประถมบริบูรณ์ เมื่ออายุ ๑๔ ปี บิดาเสียชีวิต มีพี่น้องร่วมบิดาเพียง ๒ คน คือท่านเอง กับนางเคน แขมคำ น้องสาว
พ.ศ. ๒๔๗๖ อายุ ๑๖ ปี บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดสำโรงใหญ่ ตำบลสำโรง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ พระครูเทวราชกุญชร(จูม) เป็น
พระอุปัชฌาย์
พ.ศ. ๒๔๘๒ อายุ ๒๑ ปี อุปสมบทที่วัดประยุรวงศาวาส ตำบลกัลยาณมิตร อำเภอธนบุรี จังหวัดธนบุรี(ปัจจุบันกรุงเทพฯ) พระธรรมปหังษนาจารย์
เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินัยสังวร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูสุตธนวัฒน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ การศึกษาทางธรรมได้เปรียญ ๗ และ
นักธรรมเอก การศึกษาทางโลก สอบได้ชุดครูพิเศษมัธยม(พ.ม.)
ตำแหน่งงานที่สำคัญ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมตลอดชีวิต สอนด้วยศรัทธาและทักษะพิเศษ โดยเริ่มตั้งแต่สอบเปรียญธรรมสามเณรได้ในปี
พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยเป็นครูสอนปริยัติธรรม สำนักเรียนวัดปราสาททอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วเดินทางไปสอนในสำนักเรียนอีกหลายแห่ง
ได้แก่ สำนักเรียนวัดประยุรวงศาวาส จังหวัดธนบุรี สำนักเรียนวัดบ้านเหงี่ยง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ สำนักเรียนวัดบ้านหนองแปน
อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ สำนักเรียนวัดบ้านสนม อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ สำนักเรียนวัดทินกรนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองแปน อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้กลับมาตุภูมิอีกครั้งหนึ่งและรับเป็นผู้อำนวยการศึกษา
ประจำสำนักวัดมหาพุทธาราม อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ตามนโยบายคณะสงฆ์ส่วนกลาง หลังจากนั้น พ.ศ. ๒๔๙๕ ก็เป็นเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ
เป็นพระอุปัชฌาย์จังหวัดศรีสะเกษ และต่อมา อีก ๒ ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม
สมณศักดิ์ที่ท่านได้รับ มีดังนี้
พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระธรรมจินดามหามุนี
พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชจินดามุนี
พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพวรมุนี
พระคุณท่านเป็นครูผู้มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพอย่างสูง มีประสบการณ์ในการสอนพระปริยัติธรรมและบาลีมากที่สุดรูปหนึ่งของพระเถระเมืองไทย
เป็นผู้มีความจำดีสามารถจดจำพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ทั้งเล่ม มีความพอใจการสนทนาโต้ตอบในเชิงการศึกษาด้านต่างๆ กับนักการศึกษา
และบุคคลทั่วไป ประกอบด้วยอุปนิสัยครูอย่างแท้จริง มีความเอาใจใส่และรับผิดชอบต่อลูกศิษย์อย่างสูง เป็นที่รักและเคารพบูชาของลูกศิษย์ทุกหนแห่ง
ผลงานด้านต่างๆ ได้แก่การบูรณะและพัฒนาวัดมหาพุทธาราม พ.ศ. ๒๔๙๗-๒๕๓๕ ซึ่งเป็นเวลานานถึง ๓๘ ปี เป็นเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม
(วัดพระโต) อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีผลงานในการสร้างศาสนวัตถุ ศาสนบุคคล และศาสนธรรมอย่างกว้างขวาง ที่สำคัญๆ ก็คือเรื่องเสนาสนะ
ภายในวัด เมื่อท่านมาอยู่ปีแรกๆ ในฐานะเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม วัดมหาพุทธารามอยู่ในสถานะที่ทรุดโทรมและว่างจากเสนาสนะที่จำเป็นแทบ
ทุกอย่าง ท่านได้ดำเนินการจัดสร้างและซ่อมแซมเสนาสนะทั้งหลายเหล่านี้ขึ้นมาใหม่จนเป็นที่ปรากฏตามที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งประกอบด้วย พระอุโบสถ
พระวิหารใหญ่หลวงพ่อโต ศาลาการเปรียญ เมรุ พร้อมอาคารประกอบพิธีกรรมศพ สร้างกำแพงล้อมรอบวัดทั้งสี่ด้าน พร้อมซุ้มประตูที่สวยสง่างาม
ผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนมรณภาพก็คือวางรากฐานอาคารอเนกประสงค์ สร้างด้วยคอมกรีตเสริมเหล็ก ทรงไทย ๒ ชั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นห้องเรียนสอน
พระปริยัติธรรมบาลี นักธรรม รวมทั้งเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาด้วย เป็นที่พักพระภิกษุสามเณรด้วย
พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๐ ตั้งโรงเรียนวัดมหาพุทธาราม อันเนื่องมาจาก นายเทพ โชตินุชิต เจ้าของโรงเรียนเทพวิทยาเหนือ และสตรีเทพวิทยา กับพวก
ถูกจับในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ และไม่สามารถดำเนินกิจการโรงเรียนทั้งสองโรงเรียนนั้นต่อไปได้ เป็นเหตุให้ทางราชการหนักใจเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
หาที่เรียนให้แก่นักเรียนทั้งสองโรงเรียนใหม่ และได้ขอความร่วมมือจากพระคุณท่านให้รับภาระการบริหารดำเนินการโรงเรียนทั้งสองต่อไปในขณะนั้น
เป็นเวลาใกล้จะเปิดเทอมการศึกษาแล้ว เหลือเวลาอยู่เพียง ๑๘ วันเท่านั้น ท่านจะต้องสร้างอาคารเรียน โต๊ะ เก้าอี้ ตลอดจนจัดหาอุปกรณ์การเรียน
การสอนต่างๆ อีกมากมาย ในที่สุดก็สามารถเปิดโรงเรียนได้ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม นักเรียนทั้งชั้นเด็กเล็ก ชั้นประถม และชั้นมัธยม เกือบ ๒,๐๐๐ คน
พร้อมผู้ปกครองจำนวนเท่าๆ กับนักเรียน ต่างพากันเดินทางเข้ามายังโรงเรียนแห่งใหม่ที่บริเวณวัดมหาพุทธารามแน่นไปหมดและดำเนินการเรียน
การสอนได้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้
ในเรื่องการศึกษานั้นท่านสนับสนุนให้จัดตั้งมูลนิธิขึ้นสนับสนุนการศึกษาหลายมูลนิธิ รวมทั้งศิษยานุศิษย์ได้ร่วมตั้งขึ้นภายหลังอีกจำนวน ๕ มูลนิธิ
คือ มูลนิธิเพื่อการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ มูลนิธิการศึกษาอำเภอเมือง-อำเภอยางชุมน้อย มูลนิธิพุทธสมาคมจังหวัดศรีสะเกษ มูลนิธิธาริณี กองเพชร
และมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๓๕ ช่วงเวลา ๔๐ ปี เป็นเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ และเป็นพระอุปัชฌาย์ จังหวัดศรีสะเกษ
พระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ตรงกับวันศุกร์แรม ๒ ค่ำ เดือน ๔ ปีวอก สิริรวมอายุได้ ๗๓ ปี
๓ เดือน ๒๒ วัน
พระญาณวิเศษ (ศรี ฐิตธมฺโม)
พระญาณวิเศษ (ศรี ฐิตธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดหลวงสุมังคลารามและอดีตเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ
ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ท่านได้รับสมณศักดิ์สูงสุด เป็นพระราชาคณะที่ พระญาณวิเศษ ได้สร้างผลงานไว้
ท ี่วัดหลวงสุมังคลารามเป็นอันมากและทั้งเป็นพระสงฆ์รุ่นบุกเบิก สร้างและวางรากฐานความมั่นคง
ให้แก่คณะธรรมยุตจังหวัดศรีสะเกษ
เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๑ ตรงกับวันพุธขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ ปีชวด ที่บ้านหนองโน หมู่ที่ ๕
ตำบลน้ำคำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัด ศรีสะเกษ เป็นบุตรของ นายธรรมา (จารย์ครูธรรมา) สุมงคล
และนางบุญมา ท่านเกิดในตระกูลชาวนา มีพี่น้อง ๘ คน ท่านเป็นบุคคลที่ ๔ ต่อมามารดา เสียชีวิต บิดา
ได้ภรรยาใหม่ จึงมีพี่น้องร่วมบิดาแต่ต่างมารดาอีก ๔ คน
การศึกษาเบื้องต้นและการจาริกไปต่างถิ่น เมื่ออายุ ๑๓ ปี ได้เรียนหนังสือไทยที่โรงเรียนวัดพระโต
(วัดมหาพุทธาราม) ต่อมาเมื่ออายุ ๑๕ ปี บรรพชา เป็นสามเณรที่วัดพระโต มีพระครูเกษตรศีลาจารย์
(นาม) เจ้าคณะจังหวัดขุขันธ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ จำพรรษาอยู่วัดพระโต ได้เล่าเรียนหนังสือภาษาไทย
ต่อในโรงเรียนวัดพระโตนั้น จนสอบได้ชั้นมูล ๓ (ประถม ๓) ในปีต่อมา ด้วยความรู้ความสามารถเป็นที่
พอใจของพระอุปัชฌาย์ฯ จึงขอแต่งตั้งให้เป็น ครูสอนภาษาไทยที่โรงเรียนวัดพระโต ได้รับอนุมัติจาก
กระทรวงธรรมการ รับนิตยภัตเดือนละ ๖ บาท เป็นครูสอนอยู่ ๒ ปี ได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่วัดใหม่
บริเวณที่ตั้งโรงเรียนวัดพระโตปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ดินวัดมหาพุทธาราม (วัดพระโต) อยู่ฝั่งตะวันออกของ
ถนนขุขันธ์ ตรงข้ามกับวัดมหาพุทธารามนั่นเอง (วัดใหม่เป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกในจังหวัดศรีสะเกษ
แต่ร้างไปในภายหลัง มีพระมหารัตน์ จากจังหวัดอุบลราชธานีเป็นเจ้าอาวาส) ได้เรียนพระปริยัติธรรม ไปด้วย ๒ ปี พ.ศ. ๒๔๔๘ ติดตาม
อาจารย์พระมหารัตน์ ไปอยู่วัดสุปัฏนาราม จังหวัดอุบลราชธานี เรียนวิชาฝึกหัดครูที่วัดนั้น ๒ ปี จบหลักสูตรชั้นสูงของโรงเรียน
พ.ศ. ๒๔๕๐ ติดตามอาจารย์พระมหารัตน์ ไปจำพรรษาที่วัดสระแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ช่วยสอนหนังสือภาษาไทย
ให้สามเณร และศิษย์วัดนั้น ๑ ปี
พ.ศ. ๒๔๕๑ อายุย่างเข้า ๒๑ ปี ย้ายจากวัดสระแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร เข้ามาอยู่วัดสุปัฏนาราม ได้รับการอุปสมบทที่วัดสุปัฏนาราม ตำบล
ในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๕๑ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระศาสนดิลก
เป็นพระอุปัชฌาย์ ระหว่างนี้ได้ศึกษาธรรม สอบไล่ได้นักธรรมตรี นักธรรมโท และสอบบาลีไวยากรณ์ สนามวัดได้
พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๔๕๔ ไปสอนหนังสือภาษาไทยแก่พระภิกษุสามเณรและศิษย์วัดต่างๆ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๔๕๕ พระอุปัชฌาย์ให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านค้อหวาง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บริหารวัด สอนภาษาไทยแก่ศิษย์
สร้างเสนาสนะที่สำคัญคืออุโบสถ และศาลาการเปรียญ อย่างละ ๑ หลัง อยู่ ๒ ปี จึงย้ายจากวัดค้อหวางเข้าจำพรรษาที่วัดศรีทอง(วัดศรีอุบลฯ)
ตำบลในเมือง อำเภอเมือง โดยพระมหาเสน ชิตเสโน เป็นเจ้าอาวาส ช่วยสอนและบูรณะปรับปรุงวัด อยู่ ๒ ปี จึงย้ายจากวัดศรีทองไปวัดบรมนิวาส
กรุงเทพฯ เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช เป็นเจ้าอาวาส ได้ศึกษาบาลี และ
ช่วยภาระเจ้าอาวาสประการต่างๆ อยู่ ๒ ปี ย้ายไปจำพรรษา ที่วัดพิชัยญาติการาม อำเภอคลองสาน จังหวัดธนบุรี เจ้าคุณพระเขมาพิมุขธรรม
เป็นเจ้าอาวาส ศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ ๒ ปี
พ.ศ. ๒๔๖๓ ลาเจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติการาม กรุงเทพฯ กลับภูมิลำเนา เดิมที่จังหวัดขุขันธ์ (ศรีสะเกษ) ได้ไปจำพรรษาที่วัดโพนข่า ตำบล
โพนข่า อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ มีพระทอง เป็นเจ้าอาวาสวัดโพนข่า ในปีต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๔ พระทองลาสิกขา ได้รับบริหารงานในตำแหน่ง
เจ้าอาวาสต่อมาเป็นเวลา ๕ ปี ในระหว่างนี้มีผลงานด้านต่างๆ มากมาย เป็นต้นว่า เปิดการศึกษาพระปริยัติธรรม และบาลีขึ้นที่วัด ปลูกสร้างศาลา
การเปรียญ ๑ หลัง ปลูกสร้างกุฏิไม้เนื้อแข็ง ทรงมลิลา ๑ หลัง ก่อสร้างอุโบสถตามแบบกรมศิลปากร ๑ หลัง และขุดสระน้ำ เพื่อใช้ในฤดูแล้ง ๑ แห่ง
ในบริเวณวัด เป็นต้น
มูลเหตุการได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงสุมังคลาราม คือ พ.ศ. ๒๔๖๙ ขุนอำไพ พร้อมด้วยนายเปลี่ยน ศีลวาณิช และนายผึ้ง มหาผล ผู้นำ
หมู่พุทธบริษัท ได้นิมนต์ไปจำพรรษาอยู่วัดหลวงสุมังคลาราม มีพระครูเกษตรศีลาจารย์ (ทอง) เป็นเจ้าอาวาส ได้ช่วยภาระเจ้าอาวาสในด้าน
การก่อสร้างพระอุโบสถ วัดหลวงสุมังคลาราม และยังคงไปดูแลควบคุมการก่อสร้างอุโบสถวัดโพนข่าพร้อมกันไปทั้งสองวัด โดยใช้วิธีการเหมือนกัน
คือจ้างช่างคนญวนเป็นหัวหน้า และระดมภิกษุสามเณรในวัดเป็นคนงาน จนวัดโพนข่าเสร็จลง สามารถทำพิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์
พ.ศ. ๒๔๗๓ ส่วนอุโบสถวัดหลวงสุมังคลาราม เสร็จลงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕
พ.ศ. ๒๔๗๖ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ขอวัดหลวงสุมังคลารามจากเจ้าคณะจังหวัดขุขันธ์(ศรีสะเกษ) เพื่อตั้งเป็นวัดธรรมยุต โดย
นิมนต์ท่านพระครูเกษตรศีลาจารย์ เจ้าอาวาสรูปเดิมและเจ้าคณะแขวงขณะนั้น ย้ายไปอยู่วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม และแต่งตั้งให้ท่าน
พระญาณวิเศษ (ศรี ฐิตธมฺโม) ซึ่งขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูสิริสารคุณ เป็นเจ้าอาวาสวัดหลวงฯ เมื่ออายุ ๔๖ พรรษา ๒๖
พ.ศ. ๒๔๘๑ รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอน้ำอ้อม (อำเภอกันทรลักษ์) จังหวัดขุขันธ์ (ศรีสะเกษ) จากนี้ไปก็จำเริญตำแหน่งงานเรื่อยไปจนถึง
ปี พ.ศ.๒๕๑๔ เป็นเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ธรรมยุต
ด้านสมณศักดิ์ ท่านได้สมณศักดิ์ครั้งแรกเมื่ออายุ ๔๙ พรรษา ๒๙ พ.ศ. ๒๔๗๙ รับสัญญาบัตร (พระครูชั้นตรี) ที่พระครูสิริสารคุณ แล้วเลื่อน
ไปตามลำดับชั้น โท เอก พิเศษ จนได้เป็นพระราชาคณะที่ พระญาณวิเศษ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔
ผลงานสำคัญของท่าน คือได้ตั้งรากฐานคณะธรรมยุตขึ้นอย่างมั่นคงในจังหวัดศรีสะเกษ โดยได้ขยายวัดคณะธรรมยุตออกไป ๑๗ วัด ดังนี้
วัดหลวงสุมังคลาราม พระอารามหลวง ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
วัดโพนข่า ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
วัดป่าศรีสำราญ ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
วัดกุดโง้ง ตำบลโพนข่า อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
วัดบ้านบก ตำบลโพนข่า อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
วัดประชานิมิต ตำบลกำแพง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
วัดหนองแวง ตำบลหนองแวง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ
วัดบ้านแดง หมู่ ๑๐ ตำบลจาน อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
วัดโนนสว่าง หมู่ ๖ ตำบลพรหมสวัสดิ์ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
วัดสวนกล้วย ตำบลสังเม็ก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
วัดหนองบัว ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ
วัดประชารังสรรค์ ตำบลห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ
วัดป่าบ้านบาก ตำบลหนองอึ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ
วัดค้อยางหล่อ ตำบลหัวช้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
วัดป่าศรีหนองนา ตำบลสำโรงปราสาท อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ
วัดหนองหญ้าลาด ตำบลหนองหญ้าลาด อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
วัดประชาสุวรรณ์อรัญญาวาส ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ
นอกจากนี้ยังมีที่พักสงฆ์อยู่อีก ๒๒ แห่ง วัดธรรมยุตในเขตปกครองจังหวัดศรีสะเกษเกิดขึ้นได้ถือว่าด้วยบารมีของพระญาณวิเศษ(ศรี ฐิตธมฺโม) เป็นมูลเหตุ
พระญาณวิเศษ (ศรี ฐิตธมฺโม) มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๙ ตรงกับวันจันทร์แรม ๒ ค่ำ เดือน ๗ ปีขาล สิริรวมอายุ ๙๘ ปี ๒ เดือนเศษ
พระศาสนดิลก (หน่วย ขนฺติโก)
พระศาสนดิลก (หน่วย ขนฺติโก) อดีตรองเจ้าอาวาสวัดหลวงสุมังคลาราม และเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ฝ่ายธรรมยุต ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๑๙-๒๕๒๖ ต่อจาก
พระญาณวิเศษ (ศรี) นามเดิม หน่วย นามสกุล ทองอินทร์ บิดา นายพิมพ์ มารดา นางพา กำเนิดเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๗ ตรงกับวันพุธ ขึ้น ๑๔ ค่ำ
เดือน ๕ ที่บ้านยางชุมน้อย ตำบลยางชุมน้อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ การศึกษาขั้นต้น จนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนประชาบาลวัดบ้าน
ยางชุม ตำบลยางชุมน้อย พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้บรรพชาอุปสมบท ณ วัดหลวงสุมังคลาราม ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่
วัดบ้านยางชุมน้อยก่อน หลังจากนั้นได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดหลวงสุมังคลาราม สอบนักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม ๓ ประโยคได้ จากนี้ได้ไปอยู่
วัดนรนาถสุนทริการาม กรุงเทพมหานคร สอบเปรียญธรรม ๔ ประโยคได้ ณ สำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้เดิน
ทางกลับมาจำพรรษาที่วัดหลวงสุมังคลาราม และเริ่มรับตำแหน่งทางการปกครอง
หน้าที่การงาน
พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นเจ้าคณะธรรมยุต ผู้ช่วยเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ
พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอกันทรารมย์(ธ.)
พ.ศ. ๒๕๑๖ เป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นเจ้าคณะจังหวัดธรรมยุตศรีสะเกษ
สมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่ พระครูญาณประพัฒน์
พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระศาสนดิลก
ผลงานเด่นๆ ท่านได้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่ชาวยางชุมน้อยอย่างมากมาย เช่น นำชาวบ้านสร้างศาสนวัตถุ ได้แก่อุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิ ริเริ่ม
สร้างโรงเรียนบ้านยางชุมน้อย (หน่วยคุรุราษฎร์รังสรรค์) แนะนำประชาชนบำรุงดินในการทำไร่ทำนา นำชาวบ้านขุดบ่อน้ำถวายรอบหมู่บ้าน กันที่ดินราชพัสดุ
สร้างที่ว่าการอำเภอยางชุมน้อยและส่วนราชการอื่นๆ นำชาวบ้านให้เห็นคุณค่าของการศึกษาและส่งบุตรหลานเข้าเรียนต่อให้มาก ปัจจุบันศิษยานุศิษย์ของท่าน
ได้ตั้งกองทุนการศึกษาพระศาสนดิลก (หน่วยขฺนติโก) เพื่อรำลึกถึงพระคุณของท่านที่มรณภาพไปเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖
เมื่อเป็นเจ้าคณะจังหวัด เป็นพระนักพัฒนาและเสียสละเพื่อหมู่คณะ เป็นผู้เริ่มขอยกวัดหลวงสุมังคลารามขึ้นเป็นวัดหลวงได้ในปี พ.ศ. ๒๕๒๔
พระศาสนดิลก (หน่วย ขนฺติโก) มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๖ ตรงกับวันเสาร์ แรม ๗ ค่ำ เดือน ๑๒
พระเกษตรศีลาจารย์
พระเกษตรศีลาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้พัฒนาวัดเจียงอีศรีมงคลวรารามในทุกๆ ด้าน
โดยเฉพาะงานการก่อสร้างศาสนวัตถุ เสนาสนะต่างๆ ของวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม บริเวณเขตพุทธาวาส ได้แก่ พระอุโบสถ พระวิหารใหญ่ พระวิหาร
พุทธไสยาสน์ ธรรมาวาส ศาลาการเปรียญโรงเรียนพระปริยัติธรรม หรือบริเวณสังฆวาส ที่อยู่ของพระสงฆ์ พร้อมทั้งกำแพงล้อมรอบพระอารามทั้ง ๔ ด้าน
เป็นผลงานอันเห็นประจักษ์จนทางราชการยกย่องแต่งตั้งให้เป็นวัดตัวอย่างในเขตภาค ๑๐ จัดเป็นวัดแรกในจังหวัดศรีสะเกษ จนกระทั่งในกาลต่อมาจึงได้
รับการยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง
ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ณ บ้านเจียงอี หมู่ที่ ๑๐ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ นามเดิมชื่อ หนู บิดา คือ
ส.ต.ท.ปาน บุตรธรรมา มารดานางเพ็ง บิดาเคยเข้าไปเป็นมหาดเล็กในวั้นพระเจ้าสาย กรุงเทพมหานคร และรับราชการเป็นตำรวจภูธรยศ สิบตำรวจโท
เมื่อลาออกจากตำรวจ ก็ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านเจียงอี ตำบลเมืองเก่า มารดาทำนาเป็นอาชีพหลัก มีพี่น้องร่วมท้องมารดาเดียวกัน ๕ คน ท่านเป็นคนที่
๔ ได้เข้าศึกษาสำเร็จชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ณ โรงเรียนประชาบาล อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
ต่อมาเมื่ออายุ ๑๙ ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดหลวงสุมัลคลาราม มีพระครูเกษตรศีลาจารย์ วัดหลวงสุมังคลารามเป็นพระอุปัชฌาย์ สอบได้
นักธรรมตรี นักธรรมโท ณ สำนักวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม เมื่ออายุครบบวชได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระโต (วัดมหาพุทธาราม) มีพระครูกันทรารมย์พิทักษ์
(พระครูบุญมา) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า อุสฺสาโห จำพรรษา ณ วัดเจียงอีศรีมงคลวรารามมาโดยตลอด ได้ศึกษาอ่านและเขียน อักษรไทยน้อย อักษรขอม
อักษรธรรม ซึ่งจารึกอยู่ในผูกคัมภีร์โบราณของอีสาน จนสามารถเข้าใจระเบียบทางภาษาโบราณเหล่านั้น และสามารถสอนถ่ายทอดแด่ลูกศิษย์ต่อมา ได้เรียน
โรงเรียนฝึกหัดครูจนสอบไล่ได้ ได้ช่วยงานเจ้าอาวาสและได้รับเลื่อนตำแหน่งหน้าที่ไปตามลำดับ โดยเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม เป็น
เจ้าคณะอำเภอเมืองศรีสะเกษ เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ก่อนจะเป็นเจ้าอาวาสวัดเจียงอีศรีมงคลวรารามในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ต่อมา
สมณศักดิ์ เริ่มแต่ พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูเกษตรศีลาจารย์ แล้วได้เลื่อนไปตามลำดับจนในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ
ในราชทินนามที่พระเกษตรศีลาจารย์
ผลงานด้านต่างๆ ได้แก่การก่อสร้างศาสนวัตถุ ศาสนสถานไว้มากมายเป็นต้นว่า วิหารใหญ่ ขนาด ๑๖x๔๐ เมตร ซุ้มประตู ๓ แห่ง กำแพงล้อมรอบวัดทั้ง ๔
ด้าน กุฏิหมู่ทรงไทย ๑๕ หลัง สร้างวิหารทิศหน้าพระอุโบสถและหน้าพระวิหารใหญ่ จำนวน ๒ หลัง สร้างถังน้ำประปาและวางท่อประปาทั่ววัด เพื่อนำน้ำจาก
บ่อบาดาลซึ่งกรมธรณีวิทยาขุเจาะให้ สร้างกุฏิแบบเรือนไทย ๖ หลัง สร้างกุฏิตึก ๑ หลัง ทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างถนนภายในวัดรอบเขตพุทธาวาส
รอบพระอุโบสถ และพระวิหาร สร้างพระพุทธไสยาสน์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ สร้างเมรุ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ สร้างหอพระไตรปิฎก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ สร้างกุฎิตึกสองชั้น
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ รวมสิ่งก่อสร้างสำคัญอื่นๆ เช่น พระมหากัจจายนสาวก พระสิวลีพุทธสาวก สระบัวคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นต้น
พ.ศ.๒๕๒๕ สร้างที่พักสงฆ์ ที่บ้านหนองคู ตำบลหนองครก อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นวัดหนองคู
ด้านการเผยแผ่ ที่สำคัญก็มีจัดตั้งสำนักงานยุวพุทธิกสมาคมจังหวัดศรีสะเกษขึ้นที่วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม และแสดงธรรมเทศนาทางวิทยุกระจายเสียง จ.ส. ๖
จังหวัดศรีสะเกษ เป็นประจำทุกวันธรรมสวนะ มีการจัดการอบรมประชาชนทุกวันธรรมสวนะและตลอดฤดูกาลเข้าพรรษา
ด้านการศึกษา ที่สำคัญก็คือส่งเสริมการเรียนนักธรรมและบาลีของพระภิกษุสามเณรวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม เป็นครูสอนปริยัติธรรมประจำสำนักเรียน
วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนและสร้างอาคารเรียนโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม ชื่อว่าโรงเรียน
ศรีเกษตรวิทยา โดยเป็นผู้อำนวยการและเจ้าของโรงเรียนในฐานะนิติบุคคล ได้อุทิศปัจจัยส่วนตัวสนับสนุนเป็นประจำปีๆ ละ ๔,๐๐๐ บาท ต่อมาได้ดำเนินการ
ก่อตั้งมูลนิธิบำรุงการศึกษาปริยัติธรรมประจำวัดเจียงอีศรีมงคลวรารามขึ้นเพื่อจัดหาทุนการศึกษาแก่ภิกษุสามเณร นักเรียนของโรงเรียนในสังกัด
วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม
ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๐ สิริรวมอายุ ๗๒ ปี ๑๑ เดือน ตำแหน่งสูงสุดทางการปกครองขณะมรณภาพคือ เจ้าอาวาส
วัดเจียงอีศรีมงคลวรารามและรองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ รูปที่ ๑
![]()
หลวงปู่มุม (พระครูปราสาธน์ขันธคุณ)
หลวงปู่มุม เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดปราสาทเยอเหนือ อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ท่านเป็นชาวเยอโดยกำเนิด
เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ ท่านดำรงเพศบรรพชิตตั้งแต่อายุได้ ๑๐ ปี โดยบรรพชาเป็นสามเณร พออายุครบ ๒๐ ปี
ได้อุปสมบทและอยู่ในสมณเพศไปตลอดชีวิต ท่านเป็นพระถือเคร่งทางธรรมปฏิบัติ โดยได้อุปนิสัยอุปัชฌาย์อาจารย์
น้อมไปในทางปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน ได้ฝึกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาในบริเวณเทือกเขาพนมดงเร็ก เขตจังหวัด
อีสานใต้มาตั้งแต่เป็นสามเณร ต่อมาเมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้ว เคยเดินธุดงค์เข้าไปในประเทศกัมพูชาและจำพรรษา
อยู่ในประเทศกัมพูชาหลายปี จนในระยะหลัง เมื่อพระกัมมัฏฐานแก่กล้า จึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดปราสาทเยอ
ซึ่งมีชนเผ่าเยอตั้งถิ่นฐานอยู่ มีซากปราสาทหินสมัยขอมอยู่ในวัดหนึ่งหลัง ซึ่งเป็นปราสาทขนาดเล็๋กๆและชำรุดมากแล้ว
ในปัจจุบันสภาพของปราสาทเยอมีให้เห็นเพียงเนินดินที่มีซากอิฐหินแลงทับถมเป็นกองสูง จากความมักน้อยสันโดษ
และการปฏิบัติเคร่งครัดในกิจวัตรสงฆ์ จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนทั่วไป และที่โด่งดังเป็นที่รู้จักของประชาชน
ทั่วประเทศก็คือความศรัทธาในวัตถุมงคลที่ท่านสร้างและทำพิธีปลุกเสกเอง ด้วยพิธีกรรมการพุทธาภิเษกแบบเขมร
โบราณ วัตถุมงคลที่มีชื่อว่า พระหลวงพ่อมุมนั้นเองที่มีพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศเดินทางมานมัสการและเช่าไปบูชา
กราบไหว้ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของวัตถุมงคลนั้น
ผลงานของหลวงปู่มุม ที่เด่นๆ เป็นผลงานด้านจิตใจ คือเป็นที่เคารพศรัทธาของปวงประชามหาชนด้วยจริยาวัตร
ที่สม่ำเสมอ มักน้อยสันโดษ ท่านเป็นพระที่พูดน้อย มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ วัตถุมงคลที่ท่านสร้างขึ้นจึงเปรียบเสมือน
เป็นตัวแทนของท่าน จึงได้รับความนิยมจากประชาชนทั่วประเทศ ท่านยังมีผลงานการสร้างศาสนวัตถุไว้ในวัด
ปราสาทเยอมากมายหลายอย่าง นับแต่สร้างเสนาสนะที่จำเป็นในการทำสังฆกรรมของหมู่สงฆ์ เช่น อุโบสถ ตลอดไปถึงเสนาสนะที่จำเป็นทุกอย่างคือ กุฏิ
หอระฆัง และกำแพงล้อมรอบวัดทั้ง ๔ ด้าน
นอกจากนี้ ท่านยังมีวิสัยทัศน์กว้างขวาง มองการณ์ไกล โดยได้เห็นคุณค่าของการศึกษา ได้ให้การสนับสนุนด้านการบริหารและการเงินแก่โรงเรียนต่างๆ
ในเขตใกล้เคียงอยู่ตลอดมา ท่านเคยเป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดบ้านประอาง และโรงเรียนบ้านปราสาทเยอ อยู่ระยะแรกๆ ของการจัดตั้งโรงเรียนทั้งสองนี้
และต่อมาก็เป็นองค์อุปัฏฐากของโรงเรียนมาโดยตลอดและในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ด้วยคุณงามความดีของท่านจึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาถวายพระกฐินต้น ที่วัดบ้านปราสาทเยอเหนือ และทรงสร้างศาลา ภปร. ถวายแก่หลวงปู่มุมด้วย
หลวงปู่มุม มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ สิริรวมอายุได้ ๙๓ ปี