ความยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้          ต้องใช้แรงงานข้าทาสกับพลังวิริยภาพทางศิลปะของช่างฝีมือ        จำหลักภาพแต่ละภาพ 
ลายแต่ละลาย ลงบนเนื้อหินที่แข็งปานนั้น มากมายมหาศาลเพียงใด

        แปลกนักที่ปราสาทพระวิหารหันหน้ามาทางทิศเหนือของประเทศไทย ทางขึ้นปราสาทก็ต้องผ่านขึ้นลงตามบันไดลาดเชิงเขาจากด้านประเทศไทย
เส้นทางติดต่อกับเขมรต่ำนั้นสูงชันต้องผ่านขึ้นมาทางช่องแคบ ปัจจุบันชาวบ้านเรียกกันว่า ช่องบันไดหัก อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของตัวปราสาท

       เขาพระวิหาร หรือเปรี๊ยะวิเฮียร์ ที่ชาวเขมรเรียกๆ กันอยู่บนเทือกเขา
พนมดงรัก หรือที่ชาวเขมรออกเสียงว่าดงแร็ก (ซึ่งแปลว่าภูเขาไม้คาน)
เป็นแนวเส้นกั้นเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ลักษณะภูมิประเทศแถบนี้จะแบ่งเป็น ๒ บริเวณคือ บริเวณที่ราบสูง หรือที่
เรียกกันว่า "ที่ราบสูงโคราช" อยู่ทางซีกเหนือลำน้ำต่างๆ ไหลลงมาจาก
เทือกเขาเรื่อยลงไปทางเหนือแล้วมารวมกันเป็นลำน้ำสายใหญ่ คือลำน้ำมูล
และไหลลงสู่ลำน้ำโขงทางด้านตะวันออก ส่วนสูงสุดของเขายอดนี้อยู่ทาง
ด้านใต้ สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๖๕๗ เมตร ส่วนบริเวณที่ราบต่ำอยู่ทางซีกใต้
ของเทือกเขา เรียกว่า "ที่ราบเขมรต่ำ" ลาดต่ำลงสุดทางด้านเหนือ
สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๕๓๕ เมตร


        
ปรางค์ประธานซึ่งตัวปรางค์ได้ทลายหมดแล้ว


        
        ตัวปราสาทสร้างด้วยศิลาทรายซึ่งสกัดจากบริเวณ เทือกเขานี้
ยังเห็นร่องรอยอยู่ในที่บางแห่งที่พวกขอมสกัดหินไปใช้ก่อสร้าง เช่นที่
บริเวณขอบสระตราว และบริเวณใกล้กับมออีแดง วัตถุอื่นที่ใช้ในการก่อสร้าง
คือ อิฐเผา และดินเหนียวคล้ายหินสีค่อนข้างเขียว เรียก ไดทะมะป้วก
(เป็นคำเรียก ภาษาเขมร แปลว่า ดินโคลนที่เหนียว) ความสูงสุดจาก
หน้าผานี้ เรียกว่า เป้ยตาดี ลงสู่พื้นที่ราบเชิงเขาในอาณาเขตของประเทศ
กัมพูชาประมาณ ๕๔๗ ก่อนคำพิพากษาตัดสินของศาลโลกให้
เปรี๊ยะวิเฮียร์อยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ปราสาทเขาพระวิหาร
อยู่ในขอบเขตทางการปกครองและอธิปไตยของไทย ขึ้นอยู่กับท้องที่บ้าน
ภูมิซรอล ตำบลบึงมะลู อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ หรือบริเวณ
ที่ราบสูงโคราชจากเป้ยตาดี มองเห็นเขาลูกแล้วลูกเล่าสลับกันไปมา
จรดฟ้าสุดกู่ ตรงเบื้องล่างนั้นคือ เจียมกะสาน (ชำปลาก้าง) จังหวัดกำปงทม
ไกลโพ้นสุดขอบฟ้าทางใต้คือพนมกุเลน เมืองพระนคร และทะเลสาบเขมร
หรือบริเวณเขมรต่ำ ถ้าแหงนหน้าขึ้นฟ้า ๔๕ องศาโดยประมาณจะเห็น
ปราสาทหลังนี้ลอยอยู่เหนือแผ่นฟ้าเหมือนวิหารสวรรค์ ทำให้เป็นที่มาแห่ง
ตำนานเล่าเรื่องวิหารสวรรค์อันงดงามราวกับนิรมิตขึ้น แต่ไม่มีใครรู้ว่า
อยู่ที่ไหน เกิดความเชื่อมั่นในหมู่ชนเขมรว่ามีเทวาลัยสถิตอยู่ ณ เขาแห่งนี้

นำเที่ยวปราสาทพระวิหาร (เทวสถานศรีศิขรีศวร)  
         ปราสาทหินแห่งนี้เป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ของคนพื้นเมืองมาก่อน ชื่อว่า 
ภายหลัง เมื่อกษัตริย์ขอมสถาปนาพระศิวะหรืออิศวรผู้เป็นใหญ่แห่งขุนเขาคือ
ศรีศิขรเศวร ชื่อนี้จึงหมายถึงเทวสถานในคติความเชื่อซึ่งนับถือพระศิวะ
        ปราสาทพระวิหารหันไปทางทิศเหนือ (ทางขึ้นจึงอยู่ในเขตประเทศไทย) 
ประกอบด้วย ทางเดินและอาคารเรียงกันเป็นระยะตามลานหินต่างระดับ
รวมทั้งหมด ๔ ระดับ  ปรางค์ประธานอยู่ที่ชั้นบนสุด บนลานต่างระดับ
แต่ละชั้น คือ อาคารรูปกากบาท(โคปุระ) ความยาวของอาคารศาสนสถาน
ทั้งหมด กินเนื้อที่ประมาณ ๘๐๐ เมตร หรือมากกว่านั้น
        การมองปราสาทพระวิหารจะยึดศูนย์กลางเป็นหลัก คือมองจากปรางค์
ประธานหรือ ปราสาทประธานบนชั้นสูงสุดก่อน หลังจากนั้นจึงถึงโคปุระ
ชั้นที่ ๒-๓ จากปราสาทประธานและโคปุระชั้นล่างสุด โดยถือว่าอยู่ชั้นนอกสุด
จากศูนย์กลาง
        การนำชมปราสาทพระวิหารจะขอเริ่มต้นจากพื้นล่างต่ำสุดขึ้นไปสู่
ู่ยอดสูงสุด คือจาก ลานหินชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๔ อันเป็นที่ตั้งของภวาลัย      




จำหลักเทพประจำทิศบนหน้ากาล
        ในที่นี้ได้แบ่งอาคารสถานเป็น ๓ กลุ่ม
        ก.  โคปุระบนชั้นที่ ๑-๒ เป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ ใช้สำหรับเป็นที่
ทำสมาธิ บูชาพระผู้เป็นเจ้าก่อนเข้าถึงองค์ภวาลัย
        ข.  พระมหามณเฑียร คือโคปุระชั้นที่ ๓ เป็นที่ประทับของกษัตริย์
เมื่อเสด็จมาสักการะผู้เป็นใหญ่ ปีกทั้ง ๒ ข้าง เป็นส่วนที่พักสำหรับผู้มาจาริก
แสวงบุญ
        ค.  มหาปราสาท สำหรับพระเป็นเจ้าอยู่บนชั้นสูงสุด ถือว่าชั้นนี้เป็น
ศูนย์กลางของบรรดาอาคารสถานทั้งหมด ตรงกลางคือปรางค์ประธาน
หรือปรางค์ศิขร หลังคาโค้งมีมณฑปอยู่ด้านหน้า นี่คือภวาลัยที่ประดิษฐาน
ศิวลึงค์

 ในการเข้าชมพระวิหารต้องผ่านสถานที่สำคัญ ดังนี้
         บันไดหินด้านหน้า
         ลานนาคราช
         โคปุระชั้นที่ ๑
         โคปุระชั้นที่ ๓
         พระมหามณเฑียร
         มหาปราสาท
        บันไดหินด้านหน้า  เป็นทางเดินใหญ่ขึ้นลงของปราสาทอยู่ทาง
ทิศเหนือ ทำเป็นขั้นบันไดกว้าง ๘ เมตร ยาว ๗๘ เมตร ช่วงแรกมี ๑๖๒ ขั้น
แต่ละช่วงประดับด้วยสิงห์โตศิลาขนาดใหญ่ นั่งบนแท่นหินอยู่ ๒ ข้างบันได
ช่วงที่ ๒ กว้าง ๔ เมตร ยาว ๒๗ เมตร มีบันได ๕๔ ขั้น แล้วถึงฐานกระพัก
ซึ่งเป็นที่ตั้งรูปสิงห์นั่งเหมือนช่วงแรก
        ลานนาคราช  ลานปูนแผ่นหินขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๓๑.๘๐ เมตร
ทั้ง ๒ ข้างทางคือบันไดหินนาค ๗ เศียร ซึ่งชาวพื้นเมืองเรียกงูซวง หักศรีษะ
ไปทางเหนือขึ้นสู่ตัวปราสาท ต่อจากลานนาคราชมีบันไดขึ้นไปสู่ลานชั้นที่ ๑
ของกลุ่มโคปุระ จากนั้นจึงถึงอาคารสถานบนลานต่างระดับ คือโคปุระ ๒ หลัง
(บนลานหินชั้นที่ ๑-๒)
        โคปุระชั้นที่ ๑  เป็นโคปุระโถงรูปกากบาท สร้างเป็นศาลาจตุรมุข ไม่มี
ฝาผนัง มีแต่บันไดและประตูซุ้ม ๔ ทิศ สร้างอยู่บนฐานบัวหินสี่เหลี่ยมย่อมุม
บันไดหน้าประตูซุ้ม ๔ ทิศ ตั้งรูปสิงห์นั่ง เสาเป็นหินสี่เหลี่ยมวางซ้อนกัน 
จำหลักลายกระจัง ลายดอกมณฑา กลีบบัวซ้อน และลายประจำยามก้ามปู ที่ซุ้มประตูทิศตะวันออก มีถนนเขื่อนหินทำเป็นขั้นบันไดจากไหล่เขา
ลงสู่เบื้องล่างเรียกถนนบันไดหัก หรือช่องบันไดหัก เป็นทางติดต่อกับ
เขมรต่ำ มีถนนเชื่อมระหว่างโคปุระชั้นที่ ๑ กับโคปุระชั้นที่ ๒ กว้างประมาณ
๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๒๗๕ เมตร ขอบถนนเป็นเขื่อนหิน ริมถนนมีเสาหิน
สี่เหลี่ยมทำยอดคล้ายดอกบัวตูม สูง ๒.๑๕ เมตร ปักรายเป็นระยะทาง
ข้างละ ๗๐ ต้น เรียกเสาเทียนหรือเสานางเรียง
        ริมถนนทางด้านตะวันออกใกล้โคปุระชั้นที่ ๒ มีสระน้ำรูปสี่เหลี่ยม
ผืนผ้า กว้าง ๑๘.๓๐ เมตร ยาว ๓๖.๘๐ เมตร เรียกสระสรง ขังน้ำฝน
ซึ่งไหลซึมมาจากลาดผาตอนบน ที่ชานบันไดลงสระตั้งรูปสิงห์นั่ง จากถนนนี้
ลาดไปสู่โคปุระอีกหลังหนึ่งทางตอนบน






  



       



    


   ภาพหน้าบัน การกวนเกษียรสมุทร

  โคปุระชั้นที่ ๒  ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมรูปกากบาท มีมุขทั้ง ๔ ทิศ
อาคารทั้งหมดประกอบด้วยมุขทั้ง ๔ และห้องใหญ่
        มุขหน้า (มุขเหนือ) แบ่งเป็น ๒ คูหา ประตูซุ้มตรงกับทางขึ้นมีรูปสิงห์
นั่งอยู่ริมประตู หน้าบันจำหลักเป็นรูปเทพนั่งชันเข่า ทับหลังประตูจำหลัก
หน้าเกียรติมุข เสาประตูจำหลักลายกระจัง ที่โคนเสามีรูปโยคีนั่งประนมมือ
        มุขตะวันออก แบ่งเป็น ๓ คูหา ริมประตูซุ้มข้างนอกตั้งรูปสิงห์ หน้าบัน
และทับหลังประตู จำหลักลายรูปเทพนั่งชันเข่าเหนือเศียรเกียรติมุข ทับหลัง
ประตูซุ้มข้างในจำหลักภาพแปลกออกไปคือ รูปเทพนั่งอยู่ในระหว่าง
เศียรนาคราช ๖ เศียร
        มุขตะวันตก ทำเป็น ๓ คูหา หน้าบันและทับหลังซุ้มประจำหลักลวดลาย
ทำนองเดียวกัน
        มุขใต้  ทำเป็น ๒ คูหาเหมือนมุขเหนือประตูซุ้มข้างในจำหนักภาพ
และลวดลายเหมือนกัน หน้าบันประตูข้างนอกจำหลักลายที่งดงามเป็นเรื่อง
นารายณ์สิบปางตอนกูรมาวตารกำลังกวนเกษียรสมุทร พระนารายณ์อวตาร
ลงมาเป็นเต่ารองรับเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นแกนเสาใน การกวนเกษียรสมุทร
นาคดึกดำบรรพ์พันรอบแกน ด้านหนึ่งเทวดายุดอีกด้านหนึ่งอสูรยุดทับหลัง
ประตู ส่วนด้านนอกเป็นจำหลักเป็นรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์เหนือหลัง
อนันตนาคราช 
        ห้องใหญ่  แบ่งเป็น ๕ คูหา มีบานประตูเปิดปิดได้ บนลานชั้นเดียวกับ
โคปุระหลังที่ ๒ นี้ ยังมีสิ่งก่อสร้างอื่นคือ สระหัวสิงห์ อยู่ระหว่างเส้นทางที่
ลาดขึ้นไปสู่พระมหามณเฑียรบนชั้นต่อไป ชั้นที่ ๓ จากจุดเริ่มต้น ถนนหิน
สองข้างปักเสานางเรียงขยาดย่อม ตลอดสองข้างทางมีคันหินถมดินเพื่อกั้น
น้ำฝนไม่ให้ไหลเข้าสู่อาคารสถาน ทางด้านทิศตะวันออกใกล้ชั้นที่ ๓ คือสระ
น้ำรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง ๙.๒๐ เมตร กรุด้วยท่อนหิน ตรงกึ่งกลางมีรูป
หัวสิงห์ทำด้วยศิลา ปากสิงห์มีรูให้น้ำไหล ใกล้สระน้ำมีฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้
สิบสอง



        พระมหามณเฑียร  (บนลานหินชั้นที่ ๓) บางทีเรียกว่าโคปุระชั้นที่ ๓
อาคารสถานบนชั้นนี้มีบริเวณกว้างขวาง ประกอบด้วยอาคาร ๕ หลัง
ขนาดใหญ่ คือ พระมหามณเฑียรขวาง เหมาะสมสำหรับเป็นที่ประทับ
ของกษัตริย์
        มณเฑียรกลางเป็นอาคารสถานรูปกากบาทขนาด ๓๔x๓๕ เมตร
หลังคาป้านลม มีผนังและมุข ๔ ทิศ สรุปรวมคือ มีห้อง ๕ ห้อง สำหรับกลุ่ม
พระมหามณเฑียรกลาง มีหน้าต่าง ๑๗ บาน มีประตู ๑๐ บาน ที่หน้าต่าง
ทำเป็นลูกกรงด้วยไดทะมะป้วกกั้นไว้ ประตูทำด้วยศิลาล้วน
        กลุ่มพระมหามณเฑียรกลางประกอบด้วย
        มุขเหนือ  ยังคงเห็นซากของประตูซุ้มข้างนอก และประตูซุ้มข้างใน
        มุขตะวันออก  มีประตูซุ้มด้านเหนือ ด้านใต้และด้านตะวันตก
        มุขตะวันตก  ลักษณะเหมือนมุขด้านตะวันออก
        มุขใต้  ลักษณะเดียวกับมุขเหนือ
        มณเฑียรขวาง เป็นอาคารอยู่ทั้งด้านขวาและซ้าย จากลานหินชั้นที่ ๓
มีบันได ๗ ชั้นขึ้นสู่ถนนตรงไปยังปราสาทซึ่งมีปรางค์ประธาน เป็นที่
ประดิษฐานรูปเคารพ ถนนลาดขึ้นสู่ชั้น ๔ ยาว ประมาณ ๓๔ เมตร
ปักเสานางเรียงข้างละ ๙ ต้น ขอบถนนเป็นแท่งหิน ลำตัวของนาคราช 
๗ เศียร สุดถนนมีบันไดขึ้นสู่ปราสาท
        










มหาปราสาท
        
          มหาปราสาท (บนลานหินชั้นที่ ๔) ประกอบด้วยอาคารซึ่งเป็นโคปุระ
ระเบียงคด บรรณาลัยและภวาลัย คือปรางค์ประธานที่ประดิษฐานเทพ
เจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ อาคารทั้งหมดบนลานหินชั้นนี้แบ่งอย่างกว้างๆ ได้เป็น
๒ หมู่ คือ อาคารหมู่เหนือและอาคารหมู่ใต้ภวาลัยนั้น อยู่ในกลุ่มของ
อาคารหมู่ได้
        ประตูหลังทั้งสองข้างของห้องใหญ่ ตรงกลางในกลุ่มอาคารหมู่เหนือ
มีจารึกอักษรขอมสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ พุทธศตวรรษที่ ๑๖ ปรากฎอยู่
        ภวาลัย  คือมณฑปและปรางค์ศิขรหลังคาโค้งปรางค์มีมุข หน้ายาวอยู่
บนฐานย่อมุม ๓ ชั้น ตรงช่องประตูทุกช่องมีทางขึ้นลงเป็นบันได ๕ ขั้น
องค์ปรางค์อยู่บนฐานสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง (ปัจจุบันทรุดพังลง) ที่ประตู
ปรางค์ด้านเหนือต่อจากมุขหน้ามีจารึกศิลาภาษาสันสกฤตขวางอยู่เหนือ
จากมุขหน้า มีจารึกศิลาภาษาสันสกฤตขวางอยู่เหนือจากมุขหน้า มีจารึก
ศิลาภาษาสันสกฤตขวางอยู่เหนือธรณีประตู ยอดสุดของปรางค์เป็นบัวกลุ่ม
ซึ่งตกอยู่ใกล้ๆ
         ปางประหารคชาสูร  คือยักษ์รูปร่างคล้ายช้าง นอกจากนี้ภายในมุข
ยังพบวัตถุอื่นคือเทวรูปยืนรูปพระคเณศ ศิวลึงค์  และปรางค์จำลอง
        นอกจากระเบียงคดมีอาคารขนาดใหญ่ ทางด้านตะวันออกและทาง
ตะวันตกอีก ๒ หลัง บ้างว่าอาคารเหล่านี้อาจเป็นห้องสมุดและคลังเก็บของ



        
นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงมีสถานที่สำคัญอื่นๆ คือ
        สถูปคู่  อยู่ต้นทางก่อนถึงลานหินเบื้องล่าง เป็นสถูปหินสององค์
คนพื้นเมืองเรียกว่าพระธาตุ สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ขนาดหน้ากว้าง
๑.๙๓ เมตร สูง ๔.๒๐ เมตร ยอดมนคล้ายตะปูหัวเห็ด ข้างในเป็นโพรง
สำหรับบรรจุวัตถุสิ่งของ แต่ได้มีผู้ขุดค้นไปแล้วเมื่อครั้งนักวิชาการฝรั่งเศส
มาสำรวจระยะแรก ๆ
      

ภาพสลักนูนต่ำผามออีแดง
จุดชมวิวผามออีแดง จุดชมวิวผามออีแดง


    ผามออีแดง  เป็นบริเวณหน้าผาสูงชันอีกแห่งหนึ่ง เป็นที่ตั้งหน่วย
ปฏิบัติการของทหารพรานไทย มีภาพสลักนูนต่ำรูปบุรุษสตรีเรียงกัน
๓ องค์ บางองค์ยังสลักไม่เสร็จ ใกล้ภาพสลักมีลายขูดขีดรูปสุกร มีผู้
สันนิษฐานว่า คือพระนารายณ์อวตารปางวราหาวตาร(เป็นหมู) อีกภาพ
หนึ่งเป็นภาพเทพเจ้า คือพระนารายณ์ หรือวิษณุประทับอยู่ใต้นาคปรก
       
   ห้วยตราวหรือสระตราว (สระที่มีต้นบอนขึ้นทั่วไป) เป็นธารน้ำอยู่ตรง
บริเวณลานหินเชิงเขาพระวิหาร ไหลลงสู่ที่ต่ำผ่านใต้เพิงหิน ตรงขอบของ
ที่ลุ่มนี้มีแนวหินซ้อนกันเป็นเขื่อน เพื่อกั้นน้ำและบีบน้ำให้ไปตามแนวทาง
ที่ต้องการ มีผู้สันนิษฐานว่าตำแหน่งที่ลุ่มดังกล่าวคือ บาราย(แหล่งเก็บน้ำ
แบบขอม) น้ำจากบารายแห่งนี้ไหลลงสู่พื้นที่ราบ   


                   
        เป้ยตาดี  หน้าผาอันเป็นที่ตั้งของปราสาท ชาวบ้านเล่าเรื่องเป็น
ทำนองว่าหลวงตาดีมาสร้างเพิงพักอยู่ที่นี่ ชื่อเป้ยตาดีหมายถึง เพิงของ
หลวงตาดีจากที่นี่สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงามของเขมรต่ำ
เป้ยตาดี เป้ยเป็นภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า ชะง่อนผา หรือโพงผา ตรงยอด
        เป้ยตาดีสูงกว่าระดับน้ำทะเล 657 เมตร ถ้าวัดจากพื้นที่เชิงเขา
พื้นราบฝั่งประเทศกัมพูชาสูงประมาณ 447 เมตร ตรงชะง่อนผา
เป้ยตาดี จะมีรอยสักพระหัตย์ของ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวง
สรรพสิทธิประสงค์ ว่า 118- สรรพสิทธิ แต่ก่อนมีธงไตรรงค์ของไทยอยู่ที่ บริเวณผาเป้ยตาดี ในปัจจุบัน คงเหลือแต่ฐานไตรรงค์      
  
       
เป้ยตาดี

  
 ปราสาทโดนตวล
          ปรางค์ที่ช่องเขาโดนตวล  อยู่ห่างปราสาทหินเขาพระวิหารประมาณ
๑๑ กิโลเมตร ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านภูมิซร๊อล เป็นกลุ่มปรางค์
ทำด้วยศิลาแลงตรงทางเข้าของปรางค์องค์แรกมีเสาจำหลักลวดลาย
เหมือนต้นเสาที่ปราสาทพระวิหาร แต่ฝีมือไม่ประณีตเท่า ส่วนปรางค์อีก
องค์หนึ่งทำด้วยศิลาแลงเสริมอิฐ












???????????