การละเล่นของเด็ก
การละเล่นในสมัยก่อนที่เด็กชาวศรีสะเกษทั่วไปนิยมเล่นกัน มีดังนี้
เล่นบักลี้
เล่นบักลี้ (ซ่อนหา) เล่นได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่กลัวหนาม ไม่กลัวผี เริ่มจากให้คนหนึ่งเป็นผู้หา อีกหลายคน เป็นผู้ลี้(ซ่อน) เมื่อแยกย้าย
กันไปซ่อนตัวแล้ว ผู้ซ่อนจะให้สัญญาณโดย ใช้คำว่า กู๊ก หรือ เอาได้ พร้อมแล้วผู้หาก็จะตาม ค้นหาผู้ลี้ (ซ่อน) จนพบ เมื่อพบแล้ว จะวิ่งไล่เอามือแตะ
ผู้ที่ตนพบ เมื่อแตะต้องตัวแล้วถือว่าผู้ที่ถูกค้นพบและถูกแตะ ก็จะเปลี่ยนฐานะจากผู้ลี้(ซ่อน) เป็นผู้หา ให้ผู้แพ้เป็นผู้หาอีกวนเวียนกันไป
เล่นบักหึ่ง
เล่นบักหึ่ง (ไม้หึ่ง) เป็นการเล่นของเด็กชาย การเล่นมีหลายขั้นตอน อุปกรณ์การเล่นประกอบด้วยไม้ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้ว ๒ ท่อน
ท่อนแรก ยาวประมาณหนึ่งคืบ ท่อนที่สองยาวประมาณช่วงแขน แบ่งผู้เล่นฝ่ายละคน สับเปลี่ยนกันเล่น ขั้นแรกให้เซาะดินทำเป็นร่อง การเล่น
ไม้ที่หนึ่งคือฝ่ายหนึ่งเป็นคนเอาไม้ท่อนยาวงัดไม้หึ่งท่อนสั้น ที่วางพาดปากหลุมดิน งัดไม้หึ่งให้ลอยไปข้างหน้า แล้วเอาไม้ยาววางพาดปากหลุม
อีกฝ่ายหนึ่งคอยยืนรับไม้หึ่งที่ลอยไป แล้วขว้างไม้หึ่งท่อนสั้นนั้นกลับมาให้ถูกไม้ที่วางพาดปากหลุม ถ้ารับไม่ได้ให้ขว้างมาจากจุดที่ไม้หึ่งนั้นตก
ถ้าขว้างมาถูกไม้ท่อนยาว ที่พาดปากหลุมไว้ก็ถือว่าต้องเปลี่ยนกันเล่น ถ้าโยนไม้หึ่งมาไม่ถูกไม้ยาวที่พาดปากหลุม ก็เล่นไม้สองต่อไป โดยเอา
ไม้ท่อนยาวงัดไม้หึ่งท่อนสั้นออกจากหลุมไปอีก อีกฝ่ายก็คอยยืนรับให้ได้แล้วขว้างไม้หึ่งนั้นกลับมาให้อยู่ใกล้หลุมที่สุด ถ้ารับไม่ได้ให้ขว้างมาจาก
จุดที่ไม้หึ่งนั้นตก ส่วนฝ่ายที่ถือไม้ยาวอยู่ปากหลุมก็คอยจ้องตีไม้ที่ขว้างคืนมาให้ไกลจาก ปากหลุมมากที่สุด แล้ววัดระยะห่างโดยเอาไม้ท่อนยาว
วัดระยะ ฝ่ายใดตีไม้หึ่งท่อนสั้นไปได้ไกลจากปากหลุมมากที่สุด ฝ่ายนั้นชนะ
ยิงบั้งโป๊ะ
ยิงบั้งโป๊ะ บั้งโป๊ะเป็นลักษณะปืนอัดลมที่ทำจากไม้ไผ่น้อยสองท่อน ท่อนแรกกลวงตลอด ท่อนที่สองมีไม้เสียบตรงกลาง เรียกว่าเคย แล้วนำ
ลูกโป๊ะที่ทำจากใบกล้วยเคี้ยวหรือลูกคอมดิบ ยัดลงไปในท่อนกลวง ดันให้อยู่ด้านปลาย แล้วนำลูกโป๊ะที่ทำจากใบกล้วยหรือลูก คอมดิบ อีกลูก
มายัดลงท่อนกลวงด้านต้น และดันให้แรงอัดดันลูกโป๊ะไปข้างหน้า เหมือนยิงปืน เวลายิงจะมีเสียงดังโป๊ะ จึงเรียกบั้งโป๊ะ
เล่นเตย
เล่นเตย ผู้เล่นขีดเส้นเป็นตารางสี่เหลี่ยม ๔ ๕ เส้น แบ่งเป็น ๒ ช่อง แบ่งคนเป็นฝ่ายรุกวิ่งผ่านจากด้านหน้าไป ด้านหลังผ่านช่องเส้น
ที่ขีดไว้ โดยไม่ให้ฝ่ายรับที่ยืนรักษาประจำแต่ละเส้นแตะต้องตัวได้
ว่าวสะนู
ว่าวสะนู หรือว่าวธนู เป็นว่าวขนาดใหญ่ ทำธนูที่หัวว่าวที่เหลาลำหวายเป็นแผ่นบาง ๆ ตรึงสองข้างด้วยด้ายกับไม้ไผ่ที่โก่งคล้ายคันธนู ทดลอง
แกว่งดูก่อน มีเสียงไพเราะโหยหวน ใช้เชือกผูกเบ็ดยาว ๒๐๐ ๓๐๐ เมตร สะนูว่าวจะส่งเสียง โหยหวนไพเราะตามธรรมชาติ ว่าวสะนู
ูเล่นได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่
แข่งโหวด
แข่งโหวด โหวดทำจากปล้องไม้ไผ่และขี้สูด (ยางเหนียวมาจากมูลของแมลงชนิดหนึ่งเรียกว่าแมงน้อย) เล่นได้ ๒ วิธี วิธีแรกคือการแกว่งโหวด
ให้ล่องลอย ฝ่าอากาศไป มักเล่นในหน้าไถนาฝนตกลงมาในต้นฤดูฝน อีกวิธีหนึ่งคือการนำโหวด มาเป่าให้เป็นเพลง ซึ่งผู้เป่า ต้องมีความชำนาญ
![]()
ดีดเม็ดมะขาม
ดีดเม็ดมะขาม เม็ดมะขามที่ปอกเอาเนื้อในแล้ว นำมาเล่นได้หลายประเภท มีทั้งดีดลงหลุม หรือดีดให้กระทบกัน ใครชนะจะได้เม็ดมะขาม
เม็ดมะขามคั่วจะหอมมันอร่อย มีการคั่วเม็ดมะขามใส่ถุงขาย เวลาเคี้ยวจะมีเสียงดัง
เป่ายาง ยิงยาง
เป่ายาง ยิงยาง นำเอายางยืดมาเป่าให้ถูกกันหรือกบกัน (คร่อมกัน) ใครชนะจะได้ยางยืด
เล่นหมากเหลื่อม
เล่นหมากเหลื่อม เอาลูกหมากเหลื่อมที่สุกและแกะเอาเนื้อออกหมดแล้วมาขัดฝนตกแต่งให้สวยงาม ทดลอง ยิงด้วยนิ้วมือจนหมุนได้
้คล้ายลูกข่าง แล้วนำไปยิงลูกหมากเหลื่อมที่ปักเป็นแนวไว้ที่พื้นดิน ห่างประมาณ ๓-๔ เมตรให้ล้ม ผู้ชนะ ได้ลูกหมากเหลื่อมนั้น
มอญซ่อนผ้า
มอญซ่อนผ้า จำนวนผู้เล่นไม่จำกัดจำนวน มีผ้า ๑ ผืน เป็นอุปกรณ์การเล่น จับไม้สั้นไม้ยาว เลือกคนที่เป็นมอญ คนอื่นๆ นั่งล้อมวง คนที่เป็นมอญ
ถือผ้าไว้ในมือ เดินวนอยู่นอกวง คนที่นั่งล้อมวงอยู่จะร้องเพลง ระหว่างนั้นคนที่เป็นมอญจะทิ้งผ้าไว้หลังใครก็ได้ แต่ต้องพรางไว้เป็นว่ายังถือผ้าอยู่
เมื่อเดินกลับมา ผ้ายังที่อยู่เดิม ก็หยิบผ้าไล่ตีผู้อื่น ผู้เล่นนั้นต้องวิ่งหนีไปรอบๆ วง แล้วจึงนั่งได้ ผู้เป็นมอญจะเดินวนต่อไปหาทางวางผ้าให้ผู้อื่นใหม่
ถ้าใครรู้สึกตัวคลำพบผ้าจะวิ่งไล่ตีมอญไปรอบวง ๑ รอบ มอญต้องรีบวิ่งหนีมานั่งแทนที่ คนไล่ก็ต้องเป็นมอญแทน
ตี่จับ
ตี่จับ จำนวนผู้เล่นไม่จำกัดจำนวน แบ่งเป็น ๒ ฝ่ายเท่าๆ กัน และจับไม้สั้นไม้ยาวว่าใครจะเริ่มตี่ก่อน ฝ่ายที่ตี่ก่อน เริ่มเล่นโดยเลือกพวกของตน
คนหนึ่ง เป็นคนเข้าไปตี่ คนตี่จะออกเสียง "ตี่" หรือ "หึ่ม" เข้าไปในแดนฝ่ายตรงข้าม ในขณะเดียวกันฝ่ายตรงข้ามต้องคอยยึดตัวไม่ให้กลับเข้าแดน
ของตนได้ จนกว่าจะขาดเสียงผู้นั้นต้องมาเป็นเชลยของฝ่ายตรงข้าม แต่ถ้าสามารถหนีกลับเข้าแดนตนได้ คนที่ถูกแตะจะกี่คนก็ตามต้องไปเป็นเชลย
สลับกัน เมื่อมี ีฝ่ายของตนเป็นเชลย ผู้ที่ตี่คนต่อไปต้องพยายามช่วยพวกของตนกลับมาให้ได้ ฝ่ายตรงข้ามต้องคอยกันไม่ให้แตะกันได้ ถ้าแตะกันได้
้เชลยจะได้กลับแดนของตน เล่นกันเช่นนี้จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะหมดตัวผู้เล่นก่อน ฝ่ายชนะมีสิทธิ์จะให้ฝ่ายแพ้ทำอะไรก็ได้
เล่นขาโถกเถก
เล่นขาโถกเถก หรือขาหยั่ง ทำด้วยไม้ไผ่ยาวประมาณ ๒-๓ เมตร จำนวน ๒ ท่อน จากนั้นเจาะรูเพื่อทำขาสำหรับวางเท้า เมื่อขึ้นยืนแล้วเดินไป
โดยให้มีความสูงตามต้องการที่เหมาะกับความสามารถในการทรงตัวของผู้เล่น การเจาะรูนั้นต้องตรงกันกับไม้ทั้ง ๒ และทำให้แข็งแรงมั่นคง ผู้เล่นจะขึ้นไปยืนบนขาโถกเถกเดินแข่งกัน โดยไม่ให้ตกลงมาหรือเสียการทรงตัว ใครที่เดินนานมีระยะทางไกลกว่าหรือถึงเส้นชัยก่อน โดยที่
ไม่ตกเลย จะเป็นผู้ชนะผู้เล่นได้รับความสนุกสนานเสริมสร้างความสามัคคี และออกกำลังกายเพราะคนที่แข็งแรงจะเดินได้นานในระยะทางที่ไกล
ส่วนมากนิยมเล่นในการเดินขบวนแห่ในงานประเพณี
เล่นเฮือนน้อย
เล่นเฮือนน้อย เป็นการเล่นขายของของเด็กเหมือนภาคกลาง หรือเล่นขายขนม ขายข้าวแกง เป็นการละเล่นที่เด็กหญิงโปรดปราน เพราะมี
ีอุปกรณ ์ย่อเลียนแบบของจริงครบครันทั้งหม้อข้าวหม้อแกงจาน ชาม ช้อน เตา เครื่องใช้ในการทำครัวทุกอย่าง เด็กจะหุงหาอาหารสมมุติโดยใช้
้ใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้มาหั่น ตำ คลุกเคล้ากับข้าว ตำคั้นน้ำจากกลีบดอกไม้เป็นน้ำหวาน เด็กโตอาจใช้เครื่องครัวของจริงแบบหุงหาอาหารแบบง่ายๆ
เช่น หุงข้าว ไข่เจียว ทำขนมครก เป็นต้น
เล่นพระเอกผู้ร้ายยิงปืนไม้
เล่นพระเอกผู้ร้ายยิงปืนไม้ ผู้เล่นสมมุติเป็นพระเอก ผู้ร้ายยิงปืนด้วยนิ้วมือและใช้ปากทำเสียงปืนเลียนแบบหนังคาวบอย ผู้ที่ถูกยิง
ก็ต้องทำท่าตาย และออกจากการเล่น หลบซ่อนตามซอกหลืบ ถ้ำดิน ป่าไม้ ริมฝั่งห้วย ในสวน ตามถนนหนทาง โดยการขี่ม้าก้านกล้วย
แข่งกัน
การเล่นในน้ำ
การเล่นในน้ำ นิยมเล่นกระโดดน้ำ เล่นด้วยการกระโดดท่าต่างๆ ตีลังกาหน้าลังกาหลัง แข่งว่ายน้ำ แข่งดำน้ำไกล แข่งดำน้ำทน
เล่นงอ(ซ่อนหา) ในน้ำ ใครถูกแตะตัวต้องตกเป็นฝ่ายไล่แตะต้องตัวคนอื่น ดังนั้นเด็กสมัยก่อนจึงดำน้ำว่ายน้ำอย่างคล่องแคล่ว คุ้นเคย
กับสายน้ำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าว่ายน้ำแบบกรรเชียง ว่ายปลากระเดิด ว่ายยืน ว่ายคลุมโปง
![]()
ตีนเลี่ยน(ล้อเลื่อน)
ตีนเลี่ยน ทำด้วยไม้กระดานรูปวงกลมรัศมี ๘-๑๒ นิ้ว เจาะรู ตรงกลางใช้ไม้ไผ่ยาวประมาณ ๒ เมตร ผ่าครึ่งยาวประมาณ ๑๒ นิ้ว
เพื่อเชื่อมกับรูของกระดานโดยใช้ตะปู หรือไม้ที่แข็งเป็นเพลาแล้วสกัดไว้ให้แน่นไม่หลุดออกมา การเริ่มต้นผู้เล่นจะยืนเรียงกัน
โดยใช้ไม้ไผ่ด้านปลายวางไว้ที่บ่าแล้วจับให้แน่น สัญญาณบอกเริ่มวิ่ง ผู้เล่นก็จะดันตีนเลียนให้วิ่งออกไป เพื่อให้ถึงเส้นชัย
ซึ่งอาจจะเป็นระยะทาง ๕๐ เมตร หรือ ๑๐๐ เมตร การสิ้นสุดการเล่นใครถึงเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ ทำให้ผู้เล่นได้รับความสนุกสนาน
สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ เสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง ส่วนมากนิยมเล่นในงานประเพณีสงกรานต์หรือประเพณีอื่นที่เห็นว่า
เหมาะสม เพื่อสร้างความสนุกสนาน