สภาพภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อมและสังคม
สภาพภูมิศาสตร์สิ่งแวดล้อมและสังคม
จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเป็นระยะทางประมาณ ๕๗๑ กิโลเมตร
มีเนื้อที่ ๘,๘๓๙,๙๗๖ ตารางกิโลเมตร ความยาวของเนื้อที่ จากทิศเหนือจดทิศใต้ ประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ความกว้างจากทิศตะวันออกจดทิศตะวันตก
ประมาณ ๙๐ กิโลเมตร ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถไฟ ประมาณ ๕๑๕ กิโลเมตร และทางรถยนต์ประมาณ ๖๐๐ กิโลเมตร ห่างจาก
ท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานี ประมาณ ๖๐ กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้
ทิศเหนือเขตอำเภอกันทรารมย์ ยางชุมน้อย ราษีไศล และกิ่งอำเภอศิลาลาด ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร และร้อยเอ็ด
โดยมีแม่น้ำชี และพื้นที่ ทุ่งกุลาร้องไห้บางส่วน เป็นเส้นแบ่งเขตจังหวัด ทิศใต้เขตอำเภอกันทรลักษ์ ขุนหาญ ขุขันธ์ และภูสิงห์ ติดกับประเทศกัมพูชา โดยมีเทือกเขาพนมดงเร็กหรือพนมดงรัก เป็นแนวแบ่งเขตแดนประเทศ ทิศตะวันออกเขตอำเภอกันทรารมย์ โนนคูณ เบญจลักษ์ และกันทรลักษ์ ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีบางส่วนของลำห้วยขะยูง เป็นเส้นแบ่งเขตจังหวัด ทิศตะวันตกเขตกิ่งอำเภอศิลาลาด อำเภอราษีไศล บึงบูรพ์ กิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ อำเภอเมืองจันทร์ ห้วยทับทัน ปรางค์กู่ ขุขันธ์
และภูสิงห์ ติดกับจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดสุรินทร์ โดยมีบางส่วนของทุ่งกุลาร้องไห้ ลำห้วยทับทัน และห้วยสำราญ
เป็นเส้นแบ่งเขตจังหวัดสภาพภูมิประเทศ
จังหวัดศรีสะเกษ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ขอบแอ่งที่ราบลุ่มโคราชด้านตะวันออก เป็นบริเวณที่มีผืนแผ่นดินกว้างขวาง อาจเรียกได้ว่า เป็นบริเวณลุ่มน้ำมูล-น้ำชีตอนล่าง ซึ่งอุดมไปด้วยลุ่มน้ำลำห้วยหลายสายไหลมาบรรจบในเขตอีสานใต้ ลักษณะภูมิประเทศด้านใต้เป็นที่สูงแล้วค่อย ๆ ลาดเอียงไปทางเหนือ ตอนกลางเป็นที่ลาดเอียงเล็กน้อย และที่ราบลอนลาด ส่วนเหนือเป็นที่ราบสูง กล่าวได้เป็น ๓ บริเวณ ดังนี้
1. บริเวณที่สูงและเทือกเขา ได้แก่บริเวณพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ ตอนใต้ของอำเภอขุขันธ์ และอำเภอภูสิงห์ ในพื้นที่อำเภอดังกล่าวนี้ จะเป็นบริเวณที่สูง
เช่น ภูดินแดง ภูดิน ภูทอง ส่วนบริเวณขอบด้านทิศใต้เป็นเทือกเขาพนมดงเร็ก เป็นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา เทือกเขายกสูงนี้เป็นแบบเขาอีโต้ มีหน้าผาสูงชัน ทางด้านใต้ลาดเอียงไปทางเหนือ เทือกเขาพนมดงเร็กเป็นต้นกำเนิดลำน้ำหลายสาย ได้แก่ ห้วยสำราญ ห้วยขะยูง ห้วยทา ห้วยเหนือ และห้วยทับทัน ลำน้ำ
ทุกสาย จะไหลลงไปสู่แม่น้ำมูล ซึ่งไหลผ่านที่ราบลุ่มตอนเหนือของจังหวัดศรีสะเกษ มีช่องติดต่อเข้าออกระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ๔๑ แห่ง ที่สำคัญได้แก่
ช่องสะงำ ช่องเปรี๊ยะจำบ๊อก (ช่องบก) ช่องหัวเสา อำเภอภูสิงห์ ช่องพระพลัย อำเภอขุนหาญ ช่องสระแจง (ช่องแปดหลัก) ช่องโดนเอาว์ ช่องบันไดหัก (เขาพระวิหาร)
ช่องตาเฒ่า ช่องโพย อำเภอกันทรลักษ์ เป็นต้น
พื้นที่ภูเขาในจังหวัดศรีสะเกษ บริเวณเทือกเขาพนมดงเร็ก
2. บริเวณที่ราบลอนลาด เป็นพื้นที่ทางตอนกลางของจังหวัด ไปจดเขตที่ราบสูงตอนใต้ ได้แก่บริเวณพื้นที่อำเภอโนนคูณ อำเภอเบญจลักษ์ ตอนใต้ของอำเภอปรางค์กู่ จะมีลักษณะเป็นที่ราบสูงลอนลาด ดินบริเวณนี้เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ระดับปานกลาง เหมาะสำหรับปลูกพืชไร่ ส่วนที่เป็นที่ราบต่ำทำนาข้าวได้ผลดีมาก บริเวณ
ที่ราบลุ่มน้ำ เป็นพื้นที่ราบตอนกลางค่อนไปทางเหนือและบริเวณที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำมูล ในบริเวณที่ราบลุ่มนี้ แบ่งพิจารณาจากลักษณะภูมิประเทศและความสูง
ของพื้นที่ ได้เป็น ๒ ส่วน ดังนี้
ที่ราบลอนลาด ตำบลกระแชง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
บริเวณที่ราบลุ่มน้ำมูล น้ำมูลมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันกำแพง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ไหลเข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษที่อำเภอราษีไศล อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอยางชุมน้อย อำเภอเมืองศรีสะเกษ และอำเภอกันทรารมย์ขอบเหนือสุดของอำเภออุทุมพรพิสัยและอำเภอเมืองศรีสะเกษ จะติดกับแม่น้ำมูล
ลุ่มแม่น้ำมูลบริเวณรอยต่ออำเภอเมืองกับอำเภอราษีไศล
บริเวณที่ราบลุ่มน้ำลำห้วย ลักษณะภูมิประเทศพื้นที่บริเวณนี้ จะมีพื้นที่เป็นเนินดิน ระดับความสูงประมาณ ๑๓๓-๑๕๐ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางพาดผ่าน
ในแนวตะวันออก ตะวันตก โดยเริ่มตั้งแต่บริเวณตำบลโนนค้อ ตำบลบก อำเภอโนนคูณ ตำบลดูน ตำบลหนองหัวช้าง ตำบลผักแพว อำเภอกันทรารมย์ รอยต่อระหว่างตำบล
หนองแก้ว ตำบลโพนเขวา กับตำบลตะดอบ พาดผ่านตำบลโพธิ์ ตำบลเมืองใต้ตอนเหนือ ตำบลหนองครก ตำบลหญ้าปล้อง อำเภอเมืองศรีสะเกษ ตำบลรังแร้ง ตำบลอีหล่ำ
ตำบลแขม อำเภออุทุมพรพิสัย ตำบลเสียว กิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จึงกลายเป็นขอบกั้นระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำมูลกับที่ราบลุ่มลำห้วยออกจากกัน ที่ราบลุ่มน้ำลำห้วยจะ
ประกอบด้วย
ที่ราบลุ่มห้วยขะยูง ได้แก่ บริเวณตำบลโพธิ์ อำเภอโนนคูณ ตำบลเขิน ตำบลน้ำเกลี้ยง อำเภอน้ำเกลี้ยง
ที่ราบลุ่มห้วยทา ได้แก่บริเวณตำบลตูม ตำบลศรีแก้ว ตำบลพิงพวย อำเภอศรีรัตนะ
ที่ราบลุ่มห้วยแฮด ได้แก่บริเวณตำบลดินแดง อำเภอไพรบึง ตำบลหนองค้า (คำว่าค้า เป็นภาษาพื้นถิ่นอีสาน หมายถึง พืชน้ำชนิดหนึ่งชอบขึ้นในที่ลุ่มน้ำขัง ลำต้นเกลี้ยงมัน
ขนาดลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒-๓ เซนติเมตร สูงประมาณ ๒ เมตร มีก้านและใบอยู่ช่วงบนลำต้น ต้นไม้ชนิดนี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า ต้นคล้า) ตำบลโนนเพ็ก อำเภอพยุห์
ตำบลทุ่ม อำเภอเมืองศรีสะเกษ ตำบลดวนใหญ่ อำเภอวังหิน
ที่ราบลุ่มห้วยสำราญ ได้แก่บริเวณตำบลหมากเขียบ อำเภอเมืองศรีสะเกษ ตำบลธาตุ ตำบลบุสูง ตำบลศรีสำราญ อำเภอวังหิน ตำบลสมอ ตำบลโพธิ์ศรี ตำบลหนองเชียงทูน
ตำบลสำโรงปราสาท ตำบลกู่ ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ ตำบลกล้วยกว้าง อำเภอห้วยทับทัน ตำบลทุ่งไชย ตำบลก้านเหลือง ตำบลแข้ อำเภออุทุมพรพิสัย
ที่ราบลุ่มห้วยทับทัน ได้แก่บริเวณตำบลเมืองหลวง ตำบลผักไหม ตำบลจานแสนไชย อำเภอห้วยทับทัน ตำบลตาโกน ตำบลเมืองจันทร์ อำเภอเมืองจันทร์ ซึ่งที่ราบลุ่มลำห้วย
ต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ละแห่งจะเป็นที่ราบลุ่มขนาดใหญ่และมีความลาดเอียงหรือมีความต่างระดับกันน้อยมาก ลักษณะของพื้นที่จะลาดเอียงไปทางทิศเหนือและทาง
ทิศตะวันตกของจังหวัด โดยพื้นที่ส่วนใหญ่จะมีความสูงระหว่าง ๑๒๖-๑๓๓ เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ในฤดูฝนพื้นที่ส่วนใหญ่จะมีน้ำท่วมขัง ๓๐-๔๐ เซนติเมตร
จึงเหมาะสำหรับทำนาในปีที่มีฝนตกอุดมสมบูรณ์
ที่ราบลุ่มห้วยแฮด บริเวณตำบลหนองค้า อำเภอพยุห์
สภาพภูมิอากาศ
จังหวัดศรีสะเกษ ตั้งอยู่ห่างไกลจากทะเลมาก และอยู่ในเขตร้อน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้นั้น พัดเข้ามากลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ซึงเป็นช่วงฤดูฝน ลมนี้จะพัดเอาความชุ่มชื้น และนำฝนมาตก เดือนที่มีฝนตกหนักคือ เดือนกันยายน นอกจากนี้ยังอยู่ใน
เส้นทางของพายุดีเปรสชั่นที่ก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้
สาเหตุที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนในจังหวัดศรีสะเกษ มีปริมาณไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เนื่องมาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่มีเทือกเขาพนมดงเร็ก
ทางตอนใต้ขวางกั้นลมฝนหรือที่เรียกว่าลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นลักษณะเงาฝน(Rain Shadow) ส่วนในช่วงกลางเดือนตุลาคม ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดผ่าน
ในช่วงเวลาปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาวนี้ ลมพายุที่ก่อตัวแถบทะเลจีนใต้ จะไม่เบนทิศทางเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เนื่องจากถูกกำบังโดยเทือกเขา จึงมักเปลี่ยนเส้นทาง
สู่ภาคใต้ของประเทศไทย ฤดูหนาวจึงเริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ โดยอากาศจะหนาวจัดระหว่างเดือนมกราคม ส่วนฤดูร้อนเริ่มต้นตั้งแต่กลางเดือน
กุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม เดือนที่มีอากาศร้อนจัดที่สุด คือเดือนเมษายน ด้วยลักษณะภูมิประเทศดังกล่าวมาแล้ว จึงทำให้ภูมิภาคนี้มี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว
ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปของจังหวัดศรีสะเกษ มีอากาศร้อนจัดในฤดูร้อนและค่อนข้างหนาวจัดในฤดูหนาว เพราะได้รับอิทธิพลของลมหนาวจากประเทศจีน ส่วนฤดูฝน
มักจะมีฝนตกหนักในเดือนกันยายน โดยจะตกหนักในพื้นที่ตอนกลางและตอนล่างของจังหวัดเท่านั้น ส่วนพื้นที่ทางตอนเหนือของจังหวัดเท่านั้น ส่วนพื้นที่ทางตอนเหนือ
ของจังหวัดจะมีปริมาณฝนตกน้อย และไม่ค่อยสม่ำเสมอ
ทรัพยากร
1. ป่าไม้ สภาพพื้นที่ป่าไม้โดยทั่วไปของจังหวัดศรีสะเกษ ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นป่าบนพื้นราบ จึงทำให้ราษฎรที่ต้องการพื้นที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และพื้นที่เพื่อการเกษตร
เข้าไปหักร้างถางพง ทำให้ป่ามีสภาเสื่อมโทรมอยู่โดยทั่วไป ขณะนี้ยังคงมีสภาพป่าที่สมบูรณ์ในบางพื้นที่เท่านั้น เช่น บริเวณติดชาวแดน บริเวณภูเขา เป็นต้น ป่าไม้ในจังหวัด
ศรีสะเกษ จำแนกได้ ๓ ประเภทได้ดังนี้
1.1 ป่าแดงหรือป่าโคก ป่าแพะหรือป่าเต็มรัง มีลักษณะโปร่ง ค่อนข้างเป็นทุ่งหญ้า มีต้นไม้ขึ้นห่าง ๆ กัน พืชธรรมชาติ ได้แก่ หญ้าคา ไม้ไผ่ หญ้าเพ็ก ไม้สกุลยาง
ไม้พลวง ไม้เหียง ไม้สะแบง ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้มะค่า ไม้แต้ ต้นน้ำเกลี้ยง ไม้จะบก ไม้ตะเคียน ซึ่งไม้ตะเคียนในจังหวัดศรีสะเกษในอดีตมีชื่อเสียงมากที่สดุว่าเป็นไม้ตะเคียน
ชั้นดี ศรีสะเกษจึงเป็นดินแดนแห่งไม้ตะเคียน ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว
1.2 ไม้เบญจพรรณ ได้แก่ ไผ่ป่า ไม้รวก สีเสียด ตะเคียนหมู ราชพฤกษ์ รกฟ้า เสลา ประดู่ ชิงชัน มะค่าโมง พะยูงแกลบ มะเกลือ ก้านเหลือง ยางเสี้ยน ตะแบกใหญ่
1.3 ป่าบุ่ง ป่าทาม เป็นป่าในที่ลุ่มริมฝั่งน้ำ มีน้ำท่วมขังในฤดูฝน ต้นไม้ที่เกิดในป่าบุ่งป่าทามเป็นต้นไม้ที่ทนทานต่อการถูกน้ำท่วม เช่น ต้นหัวลิง ต้นกล้วยน้อย
ต้นเดือยไก่ ต้นโคยลิง ต้นเสียว ต้นนมวัว ต้นผักแสง ต้นตะเคียน ต้นกระเบา ต้นหว้า ผักกระโดนน้ำ ผักกระโดนทุ่งหรือกระโดนเตี้ย หญ้าแฝก
2. แหล่งน้ำ แหล่งน้ำที่สำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ ที่ใช้ในการดำรงชีวิตและการเกษตรกรรมประกอบด้วยแหล่งน้ำตามธรรมชาติและแหล่งน้ำเพื่อการชลประทาน ดังนี้
ฝายราษีไศล บ้านดอนงูเหลือม ตำบลหนองแค อำเภอราษีไศล
2.1 แหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่
แม่น้ำมูล มีต้นกำเนิดและไหลจากจังหวัดนครราชสีมา เข้าสู่จังหวัดศรีสะเกษบริเวณอำเภอราษีไศล ซึ่งเป็นที่บรรจบของลำน้ำเสียวที่หัวภูดิน
อำเภอราษีไศล เรียกกันว่า วังใหญ่ ผ่านพื้นที่อำเภอราษีไศล อำเภออุทุมพรพิสัย อำเภอเมืองศรีสะเกษ อำเภอยางชุมน้อย อำเภอกันทรารมย์ แล้วไหลไปบรรจบกับแม่น้ำชีที่จังหวัด
อุบลราชธานีห้วยทับทัน ต้นลำธารที่เทือกเขาพนมดงเร็ก บริเวณเขตพื้นที่อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ เป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างจังหวัดสุรินทร์กับ
จังหวัดศรีสะเกษ ในเขตอำเภอห้วยทับทัน อำเภอเมืองจันทร์ กิ่งอำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ อำเภอบึงบูรพ์ ไหลลงลำน้ำมูลที่บ้านห้วย อำเภอราษีไศลห้วยสำราญ ต้นลำธารที่เทือกเขาพนมดงเร็ก ไหลจากเขตอำเภอสุรินทร์ อำเภอขุขันธ์ อำเภอปรางค์กู่ อำเภอวังหิน อำเภอเมือง ไหลลงลำน้ำมูล
ที่บ้านผักขะ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษห้วยขะยูง ต้นลำธารที่เทือกเขาพนมดงเร็ก มีน้ำตกภูละออที่สวยงาม ไหลผ่านอำเภอกันทรลักษ์ อำเภอเบญจลักษ์ อำเภอน้ำเกลี้ยง อำเภอโนนคูณ
อำเภอกันทรารมย์ ไหลลงแม่น้ำมูล ระห่างรอยต่อจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดอุบลราชธานีห้วยเหนือ มีต้นกำเนิดในอำเภอขุขันธ์ ไหลลงสู่ห้วยสำราญ
ห้วยแฮด ต้นลำธารที่ตำบลลมศักดิ์ อำเภอขุขันธ์ ไหลผ่านอำเภอไพรบึง อำเภอพยุห์ อำเภอเมือง ไหลลงห้วยสำราญที่อำเภอเมือง
ลำน้ำเสียว หรือลำเสียวใหญ่ ต้นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม ไหลผ่านจังหวัดร้อยเอ็ด กิ่งอำเภอศิลาลาด อำเภอราษีไศล ไหลลงแม่น้ำมูลที่ภูดิน
อำเภอราษีไศลห้วยคล้า ไหลจากด้านตะวันออกของอำเภอขุขันธ์ ผ่านอำเภอวังหิน ไหลลงสู่ห้วยสำราญในพื้นที่ตำบลหมากเขียบ อำเภอเมือง
ห้วยฆ้อง ไหลมาจากตำบลตาคง อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ผ่านตำบลกันทรารมย์ อำเภอขุขันธ์ ตำบลดู่ ตำบลกู่ ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่
ห้วยวะ ไหลจากตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ ผ่านตำบลกล้วยกว้าง อำเภอห้วยทับทัน ไหลลงห้วยสำราญที่ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย
ห้วยกระเดิน ไหลจากตำบลตำแย อำเภอพยุห์ อำเภอเมือง อำเภอกันทรารมย์ เป็นเส้นแบ่งเขตอำเภอเมืองและอำเภอกันทรารมย์ ไหลลงแม่น้ำมูล
ห้วยตามาย ไหลจากตำบลซำ ตำบลกระแชง อำเภอกันทรลักษ์ ไหลลงสู่ห้วยขะยูง ที่อำเภอเบญจลักษ์
ห้วยจันทน์ ต้นลำธารที่เทือกเขาพนมดงเร็ก บริเวณทิศใต้ของอำเภอขุนหาญ มีน้ำตกสวยงามมาก คือ น้ำตกห้วยจันทน์ ไหลผ่านตำบลกันทรอม
ตำบลโนนสูง และตำบลสิ ไหลลงห้วยทาที่ตำบลกระหวัน อำเภอขุนหาญห้วยน้ำคำ เป็นลำห้วยขนาดเล็ก มีต้นนำในเขตตำบลหนองครก และตำบลซำ อำเภอเมือง
2.2 แหล่งน้ำเพื่อการชลประทาน
แหล่งน้ำขนาดกลาง ที่กักเก็บน้ำได้ตั้งแต่ ๑-๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร มี ๑๔ แห่ง
การปกครองและประชากร
จากสถิติกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จังหวัดศรีสะเกษ ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น ๑,๔๔๓,๙๗๕ คน เป็นชาย ๗๒๑,๒๒๙ คน
เป็นหญิง ๗๒๒,๗๔๖ คน จำนวนผู้ชาย คิดเป็นร้อยละ ๔๙.๙๕ ของประชากรทั้งหมดและจำนวนผู้หญิงคิดเป็นร้อยละ ๕๐.๐๕ ของประชากรทั้งหมด ประชากร
ที่อาศัยอยู่ในเทศบาล ๑๒๕,๙๕๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๘.๗๒ ส่วนที่เหลือ ๑.๓๑๘,๐๒๒ หรือร้อยละ ๙๑.๒๘ อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลจังหวัดศรีสะเกษ
แบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็น ๒๐ อำเภอ ๒ กิ่งอำเภอ ๒๐๔ ตำบล ๒,๖๒๗ หมู่บ้าน โดยมีอำเภอและกิ่งอำเภอ ดังนี้
1. อำเภอเมืองศรีสะเกษ 2.อำเภอกันทรลักษ์ 3. อำเภอราษีไศล 4.อำเภอกันทรารมย์ 5. อำเภอขุขันธ์ 6.อำเภออุทุมพรพิสัย 7. อำเภอขุนหาญ 8.อำเภอปรางค์กู่ 9. อำเภอไพรบึง 10.อำเภอยางชุมน้อย 11.อำเภอห้วยทับทัน 12.อำเภอโนนคูณ 13. อำเภอศรีรัตนะ 14.อำเภอวังหิน 15. อำเภอบึงบูรพ์ 16.อำเภอน้ำเกลี้ยง 17. อำเภอภูสิงห์ 18.อำเภอเมืองจันทร์ 19. อำเภอพยุห์ 20.อำเภอเบญจลักษ 21.กิ่งอำเภอโพธิ์สุวรรณ 22.กิ่งอำเภอศิลาลาด การปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยองค์การบริหารส่วนจังหวัด ๑ แห่ง เทศบาลเมือง ๒ แห่ง คือ เทศบาลเมืองศรีสะเกษ ,เทศบาลเมืองกันทรลักษ์ และเทศบาลตำบล
จำนวน ๑๒ แห่ง คือ
1. เทศบาลตำบลพยุห์ 2. เทศบาลตำบลปรางค์กู่ 3. เทศบาลตำบลเมืองคง 4. เทศบาลตำบลห้วยเหนือ 5. เทศบาลตำบลกำแพง 6. เทศบาลตำบลขุนหาญ 7. เทศบาลตำบลไพรบึง 8. เทศบาลตำบลบึงบูรพ์ 9. เทศบาลตำบลยางชุมน้อย 10. เทศบาลตำบลห้วยทับทัน 11. เทศบาลตำบลศรีรัตนะ 12. เทศบาลตำบลกันทรารมย์ การคมนาคมและขนส่ง
จังหวัดศรีสะเกษ มีทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงจังหวัด ที่สามารถใช้เดินทางติดต่อภายในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียง ได้สะดวกและมีถนนในชนบทอยู่ในสภาพ
ที่ใช้การได้แต่ไม่ตลอดฤดูกาล มีเส้นทางรถไฟผ่านจังหวัดศรีสะเกษเป็นระยะทางทั้งสิ้น ๓๔ กิโลเมตร การบริการโทรศัพท์ ปีงบประมาณ ๒๕๔๘ จังหวัดศรีสะเกษ
มีจำนวนชุมสาย ๓๘ แห่ง มีหมายเลข ๓๕,๒๗๕ เลขหมาย โดยเป็นการติดต่อภายในจังหวัด การไปรษณีย์โทรเลข ปีงบประมาณ ๒๕๔๘ มีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข
จำนวน ๑๗ แห่ง
ด้านการศึกษา
ในปีงบประมาณ ๒๕๔๘ มีโรงเรียนทั้งสิ้น ๑,๐๑๐ แห่ง มีครู จำนวน ๑๑,๖๘๘ คน และมีนักเรียน จำนวน ๒๗๗,๙๘๖ คน
ด้านการการสาธารณสุข
ในปีงบประมาณ ๒๕๔๘ มีโรงพยาบาลรัฐ ๑๘ แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน ๑ แห่ง สถานีอนามัย ๒๒๕ แห่ง คลินิกทุกประเภท ๑๓๘ แห่ง แพทย์ ๑๓๑ คน พยาบาล
๑,๑๘๘ คน จำนวนเตียงผู้ป่วย ๑.๓๔๖ เตียง