วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) เป็นวัดสังกัดธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่บนภูจ้อก้อ บ้านแวง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ห่างจากตัวอำเภอหนองสูงไปทางทิศใต้ ระยะทาง ประมาณ ๑๙ กิโลเมตร บริเวณที่ตั้งวัดเป็นภูเขาขนาดย่อมตั้งขึ้นโดดเด่นเพียงลูกเดียว ภูเขาลูกนี้ยังมีป่าไม้เบจพรรณและสัตว์ป่าอยู่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์
จากความเมตตาของพระอาจารย์อินถวาย สันตุสสโก อายุ ๕๔ ปี บวชได้ ๔๒ พรรษา วัดป่าบ้านนาคำน้อย อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี ลูกศิษย์องค์สำคัญของหลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) และเป็นลูกศิษย์องค์สำคัญของ หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ท่านได้ เล่าว่า
           ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้มีอาจารย์ขาว พระธุดงค์จากจังหวัดลำปาง เดินธุดงค์มาปักกลด เพื่อทำความเพียรแสวงหาโมกขธรรมอยู่ที่ถ้ำภูจ้อก้อแห่งนี่ ท่านได้ชักชวนชาวบ้านแวงและบ้านใกล้เคียง ซึ่งขณะนั้นในบ้านแวงมีผู้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ประมาณ ๒๐ – ๓๐ หลังคาเรือน จัดสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขึ้นโดยนำดินละคร (ปูนขาว) ผสมเข้ากับอิฐเนื่องจากไม่มีปูนซีเมนต์ เกศาของพระพุทธรูปทำจากหอย (ชาวบ้านเรียกหอยชนิดนี้ว่า “หอยฮี”) สร้างประดิษฐานไว้บริเวณหน้าถ้ำ ผู้ที่มาร่วมสร้างพระพุทธรูปดังกล่าวในสมัยนั้น คือ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ วัดป่าววิเวกวัฒนารามบ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ขณะนั้นท่านเพิ่งบวชใหม่
หลังจากอาจารย์ขาวได้เป็นผู้นำสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้หน้าถ้ำและได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองพระพุทธรูป เมื่อจัดงานฉลองเสร็จแล้ว ท่านก็ออกเดินธุดงค์จากไป โดยไม่ได้อยู่จำพรรษาแต่อย่างใด ต่อมาได้มีพระกัมมัฏฐานเดินธุดงค์มาจำพรรษาที่ถ้ำภูจ้อก้อมาโดยตลอด อาทิ อาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร วัดป่าแก้วชุมพล จังหวัดสกลนคร หลวงพ่อคูณ จากจังหวัดอุบลราชธานี ฯลฯ

           ครั้นถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ นางตาลและญาติชาวบ้านแวง ได้นิมนต์หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่ภูเก้า บ้านโคกกลาง อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันคือ บ้านโคกกลาง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร) พร้อมพระตาล ชาวบ้านแวงที่เป็นพระบวชใหม่ให้มาพำนักที่ถ้ำภูจ้อก้อ มาครั้งแรกพักอยู่ในถ้ำ (ปัจจุบันได้ปรับปรุงดัดแปลงเป็นศาลาหอฉัน) พักอยู่ที่ถ้ำได้ ๔ - ๕ คืน ญาติโยมชาวบ้านแวงจึงร่วมกันขึ้นสร้างกุฏิชั่วคราวบนที่ราบหลังถ้ำ กุฏินี่พื้นปูด้วยฟาง กว้างประมาณ ๒ เมตร ไม่มีระเบียง ทำบันไดพาดขึ้นสู่ห้องนอนเลยทีเดียว (ปัจจุบันที่ตั้งกุฏิหลังนี้ อยู่บริเวณกุฏิที่ใช้รับ – ส่งโทรศัพท์ของวัด) บริเวณที่ราบบนหลังถ้ำนี้ เป็นป่ารก มีงูกะปะ เสือเหลือง เสือดำ อีเห็น ตะกวด และมีกระทั่งเสือโคร่งอาศัยอยู่ หลวงปู่หล้า ได้ย้ายไปพำนักที่กุฏิหลังที่ ๔ ซึ่งเป็นกุฏิหลังทางทิศตะวันตก ติดกันกับกุฏิหลังที่ ๕ หลังทางทิศตะวันออก ที่ท่านพำนักในห้วงสุดท้ายแห่งชีวิต ก่อนที่จะละสังขารไปเมื่อ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๐ สิริรวมอายุได้ ๘๔ ปี ๑๑ เดือน ๕๑ พรรษา หลังจากหลวงปู่หล้า เขมปัตโต ละสังขารแล้ว หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (พระราชญาณวิสุทธิโสภณ) วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ผู้ที่หลวงปู่หล้าให้การนับถือเป็นประดุจครูบาอาจารย์พร้อมลูกศิษย์ทั้งหลาย ได้ปรารภในการประชุมคณะศิษยานุศิษย์ในวันที่มีการประชุมเพลิงสังขารหลวงปู่หล้า ที่ประชุมมีมติให้สร้างเจดีย์สำหรับบรรจุอัฐิเครื่องบริขาร สำหรับเป็นเครื่องเตือนใจให้ชนรุ่นหลังได้รำลึกถึงบารมีธรรมคำสอนของหลวงปู่หล้า อีกทั้งจะเป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป
          เจดีย์ดังกล่าวออกแบบโดย คุณไขศรี ตันศิริ โดยมมีคณะวิศวกรจากกการรถไฟ แห่งประเทศไทยเป็นที่ปรึกษา รูปแบบเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ สูง ๒๒ เมตร ๒๘ เซนติเมตร องค์เจดีย์ทั้งภายนอกภายในประดับด้วยกระเบื้องอย่างดีจากประเทศอิตาลีพื้นที่ชั้นล่างเป็นห้องโถงอเนกประสงค์ ชั้นบนจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติ ผลงาน และเครื่องบริขารส่วนตัวขององค์หลวงปู่หล้า นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่ประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งจำลององค์หลวงปู่ไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะอีกด้วย
การก่อสร้างและตกแต่ง เริ่มดำเนินการเมื่อ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ และแล้วเสร็จตรวจรับมอบงานเมื่อ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะศิษยานุศิษย์ได้เห็นชอบร่วมกันถวายชื่อเจดีย์องค์นี้ว่า “ เขมปัตตเจดีย์ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต”
         เมื่อการสร้างเจดีย์บริบูรณ์ดีแล้ คณะกรรมการวัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) บรรดาศิษย์ของหลวงปู่หล้า ได้จัดทำหนังสือเสนอต่อสำนักพระราชวัง อัญเชิญศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี มาทรงเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการทำพิธีเปิด “เขมปัตตเจดีย์” พร้อมกับได้จัดตั้ง “กองผ้าป่าช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน” ทรงเปิดเจดีย์บรรจุอัฐิหลวงปู่หล้า และถวายกองผ้าป่าช่วยชาติเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๒ เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) จึงถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญ ของชาวพุทธและชาวมุกดาหาร ที่จะยังคงความยิ่งยงสง่างาม เป็นที่พึ่งทางใจแก่พุทธศาสนิกชนให้สว่างแจ่มใสแห่งพระธรรมยั่งยืนชั่วนิรันดร์