วัดศรีมงคลใต้
         สถานที่ตั้ง ถนนสำราญชายโขงใต้ ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหารศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดมุกดาหารมาตั้งแต่อดีต มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธามานานนับหลายชั่วอายุคนจนเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนชาวไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาจนถึงปัจจุบัน มีเรื่องเล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ หลังจากที่เจ้าจันทรสุริยวงค์ เจ้าเมืองโพนสิม (คันธบุรี บริเวณพระธาตุอิงฮัง ประเทศลาวในปัจจุบัน) ถึงแก่กรรมแล้ว ท้าวกินรีได้เป็นเจ้าเมืองสืบต่อมาและได้อพยพผู้คนจากบ้านโพนสิมเพื่อมาตั้งเมืองใหม่ วันหนึ่งพรานจากเมืองโพนสิม ได้ข้ามแม่น้ำโขงมาล่าสัตว์ตรงปากมุก (บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหารในปัจจุบัน) ได้พบต้นตาลต้นหนึ่งมี ๗ ยอด และกองอิฐปรักหักพังอยู่บริเวณนั้น ซึ่งสันนิษฐานว่าคงเป็นเมืองสมัยโบราณมาก่อน นายพรานจึงนำไปเล่าให้เท้ากินรีฟังเมื่อท้าวกินรีตรวจก็เห็นว่ามีทำเลเหมาะสมที่จะตั้งบ้านเรือน จึงได้ชักชวนพรรคพวกมาตั้งเมืองขึ้นใหม่ ขณะที่ท้าวกินรีกำลังควบคุมบ่าวไพร่ถางป่าใกล้ต้นตาล ๗ ยอด ก็พบพระพุทธรูป ๒ องค์ องค์หนึ่งมีขนาดใหญ่ เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนมีลักษณะสง่างาม และอีกองค์เป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กทำด้วยเหล็กอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ท้ากินรีจึงสร้างวิหารครอบพระพุทธรูปองค์ใหญ่แล้วตั้งชื่อว่า “วัดศรีมงคล” เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๑๓ เพื่อเป็นมงคลแก่ชาวเมือง (ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดศรีมงคลใต้) พระพุทธรูปองค์เล็กค่อย ๆจมลงในดินจนในที่สุดเหลือแต่ยอดพระเกตุมาลา ท้าวกินรีจึงสร้างแท่นสักการะบูชาไว้ ณ ที่นั้นและถวาย
ประวัติและความเป็นมา
          เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี ภายในอุโบสถประดิษฐานพระเจ้าองค์หลวง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่และ ยนามว่า “พระหลุบเหล็ก” ส่วนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ยังคงประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ์วัดศรีมงคลใต้ และต่อมามีผู้ถวายนามว่า พระเจ้าองค์หลวง
ความสำคัญต่อชุมชน
         เป็นวัดสำคัญของจังหวัดมุกดาหาร พระเจ้าองค์หลวงนี้เป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวมุกดาหารและเป็นที่เลื่องลือทั้งในด้านความศักดิ์สิทธิ์ และพระพุทธานุภาพ คุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งปวง จึงเป็นศูนย์กลางการทำพิธีกรรมในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา ประชาชนจะเวียนเทียนรอบอุโบสถ
ลักษณะทางสถาปัตยกรรม
          ลักษณะโบสถ์หรือสิมเป็นแบบอีสาน ก่ออิฐถือปูนทรงเตี้ยแจ้ หลังคา ๒ ชั้น ประกอบด้วย ช่อฟ้า (โหง่) หางหงส์ ใบระกา ใช้สีฉูดฉาดตกแต่งให้สวยงาม เป็นสิมโถงก่อผนังยกพื้นสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร มีประตู หน้าต่าง มีชานมุขยื่นออกมาด้านหน้าโบสถ์ มีบันไดขึ้นด้านข้าง ๒ ข้าง ลักษณะเด่นของสิม คือ ประตู เข้าเป็นลายปูนปั้น ประดับลวดลายศิลปะอีสาน ส่วนยอดของลายปูนปั้นเป็นรูปพระอาทิตย์กับนาค ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่าคนอีสานกับคนกรุงเทพมหานคร (พระอาทิตย์ หมายถึง คนกรุงเทพ นาค หมายถึง คนอีสาน)
เส้นทางเข้าสู่วัดศรีมงคลใต้
          ไปตามถนนข้างโรงพยาบาลมุกดาหาร ผ่านหน้าศาลากลางไปจนถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง วัดศรีมงคลใต้จะอยู่ตรงข้ามกับด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร